ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ใบอนุญาตทนายความไทย เลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 208: แต่งกายเลียนแบบภิกษุหรือนักบวชโดยมิชอบ

ตัวบทกฎหมาย

ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หมายเหตุ: [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐]

คำแปลภาษาอังกฤษ

Whoever unlawfully wears the dress of, or uses a sign indicating that he is, a Buddhist monk, a novice, an ascetic or a cleric of any religion, in order to make others believe that he is such a person, shall be liable to imprisonment not exceeding one year, or a fine not exceeding twenty thousand baht, or both.

คำแปลโดย ThaiLawOnline แปลจากต้นฉบับภาษาไทยและตรวจสอบแล้ว

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรานี้เป็นบทปิดของหมวดความผิดเกี่ยวกับศาสนา มุ่งคุ้มครองมิให้มีการใช้เครื่องหมายแสดงสมณเพศโดยมิชอบ องค์ประกอบคือ (1) แต่งกายหรือใช้เครื่องหมายแสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวชโดยมิชอบ และ (2) โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นนั้น เมื่อความผิดขึ้นอยู่กับเจตนาลวง ผู้ที่เชื่อโดยสุจริตและมีเหตุผลว่าตนยังคงเป็นภิกษุ หรือไม่มีเจตนาหลอกลวง ย่อมไม่มีความผิด การปลอมเป็นพระมักเป็นช่องทางไปสู่การฉ้อโกง จึงมักถูกฟ้องควบคู่กับความผิดฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 หรือซ่องโจรตามมาตรา 210 ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกัน

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

โทษเฉพาะมาตรานี้ไม่สูง จำคุกไม่เกินหนึ่งปี แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือข้อหาฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชนที่มักมาพร้อมกับการปลอมเป็นพระ ซึ่งมีโทษหนักกว่ามาก แนวต่อสู้สำคัญคือการไม่มีเจตนาหลอกลวง ศาลเคยยกฟ้องเมื่อจำเลยเชื่อโดยมีเหตุผลว่าตนยังเป็นพระเพราะไม่ได้ลาสิกขาโดยสมัครใจ หากการปลอมเป็นพระใช้เพื่อเรี่ยไรเงิน อาจถูกร้องทุกข์ฐานฉ้อโกงตามมา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7064/2544 (2001)

    การแต่งกายเป็นพระภิกษุโดยมิชอบเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนเป็นพระ เป็นความผิดตามมาตรา 208 และเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานซ่องโจรหรือฉ้อโกงที่กระทำร่วมกัน

    จำเลยที่ 1 แต่งกายเป็นพระภิกษุโดยมิชอบเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนเป็นพระ และร่วมกับพวกวางแผนฉ้อโกงประชาชน ศาลเห็นว่าความผิดตามมาตรา 208 และความผิดฐานซ่องโจรตามมาตรา 210 มีเจตนาต่างกันและแยกการกระทำได้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2543 (2000)

    ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 208 หากจำเลยเข้าใจโดยมีเหตุผลว่าตนยังเป็นพระภิกษุ เพราะไม่ได้ลาสิกขาโดยสมัครใจ

    เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศโดยพลการ จำเลยไม่สมัครใจลาสิกขา จึงยังเข้าใจว่าตนไม่ขาดจากความเป็นพระ การแต่งกายเป็นพระหลังได้รับการปล่อยชั่วคราวจึงไม่มีเจตนากระทำผิด ไม่มีความผิดตามมาตรา 208

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1798/2542 (1999)

    เมื่อพ้นจากความเป็นพระภิกษุโดยชอบแล้ว การกลับมาแต่งกายเป็นพระเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนเป็นพระ เป็นความผิดตามมาตรา 208

    เจ้าคณะสามารถให้พระสึกได้โดยไม่ต้องกล่าวคำลาสิกขา และการที่จำเลยยินยอมเปลื้องจีวรเมื่อต่อสู้คดีไม่ทำให้กลับเป็นพระอีก การกลับมาแต่งกายเป็นพระเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนเป็นพระจึงเป็นความผิดตามมาตรา 208

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 7 คดี (พ.ศ. 2528 ถึง 2544)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 7064/2544 (2001)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 6782/2543 (2000)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1798/2542 (1999)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 3699/2541 (1998)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 3699-3739/2541 (1998)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4499/2539 (1996)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4683/2528 (1985)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

โจทก์ต้องพิสูจน์อะไรบ้างตามมาตรา 208?

ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวชโดยมิชอบ โดยมีเจตนาให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นนั้น

อ้างว่าเข้าใจว่าตนยังเป็นพระ ใช้ต่อสู้ได้หรือไม่?

อาจใช้ได้ ศาลเคยยกฟ้องเมื่อจำเลยเชื่อโดยมีเหตุผลว่าตนยังเป็นพระเพราะไม่ได้ลาสิกขาโดยสมัครใจ ซึ่งทำให้ขาดเจตนาหลอกลวง

การปลอมเป็นพระอาจนำไปสู่ข้อหาอื่นหรือไม่?

ได้ มักถูกฟ้องควบคู่กับข้อหาฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชนเมื่อใช้หลอกเอาเงิน ซึ่งถือเป็นความผิดต่างกรรมกัน

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป Penal Code, s. 208 (Thailand)
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Penal Code (Thailand), s. 208. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-208/ (accessed 6 กันยายน 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.อ. มาตรา 208
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-208/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-208/"><p>ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หมายเหตุ: [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐]</p><footer>Penal Code, s. 208 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-208/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง