มาตรา 680: ค้ำประกัน, บทนิยาม
ตัวบทกฎหมาย
อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น อนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
คัดลอกจากราชกิจจานุเบกษา / สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คำแปลภาษาอังกฤษ
Suretyship is a contract by which a third person, called the surety, binds himself to a creditor to satisfy an obligation in the event that the debtor fails to perform it.
A contract of suretyship cannot be enforced by action unless there is some written evidence of it signed by the surety.
คำแปลโดย ThaiLawOnline แปลจากต้นฉบับภาษาไทยและตรวจสอบแล้ว
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 680 นิยามสัญญาค้ำประกัน และในวรรคสองวางแบบของสัญญาไว้ในมาตรานี้เอง คือ ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ มาตรานี้มิได้ถูกแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 การปฏิรูปดังกล่าวอยู่ที่มาตราข้างเคียง ได้แก่ มาตรา 681 ซึ่งเป็นที่มาของข้อกำหนดให้ระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลา สำหรับหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไข และมาตรา 681/1 ซึ่งกำหนดให้ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ สัญญาค้ำประกันมาตรฐานของธนาคารก่อนการแก้ไขที่เปลี่ยนผู้ค้ำเป็นลูกหนี้ร่วมจึงใช้ไม่ได้ ทั้งนี้ มาตรา 681/1 วรรคสอง ยกเว้นกรณีผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลซึ่งยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 688 มาตรา 689 และมาตรา 690 อนึ่ง ธนาคารยังใช้ผู้รับอาวัลหรือผู้ค้ำในตั๋วเงินตามมาตรา 921 เป็นต้นไป เพื่อให้ได้ผลคล้ายกัน
ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติ
ทนายความ: การแก้ไขปี 2557 กำหนดให้การค้ำประกันหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขต้องระบุวัตถุประสงค์ ลักษณะมูลหนี้ จำนวนสูงสุด และระยะเวลา มิฉะนั้นใช้บังคับไม่ได้ ประชาชนทั่วไป: หากตกลงเป็นผู้ค้ำประกัน แปลว่าคุณสัญญาจะชำระหนี้แทนหากลูกหนี้ไม่ชำระ ต้องทำเป็นหนังสือ และควรเข้าใจขอบเขตความรับผิดก่อนลงนาม
ความเป็นมาทางกฎหมาย
บัญญัติไว้พร้อมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับรวมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีเชิงอรรถการแก้ไขในมาตรานี้ การปฏิรูปเรื่องค้ำประกันตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 อยู่ที่มาตราข้างเคียง ได้แก่ มาตรา 681 ซึ่งเป็นที่มาของข้อกำหนดให้ระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลา สำหรับหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไข และมาตรา 681/1 ซึ่งกำหนดให้ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4298/2561 (2018)
ผู้ค้ำประกันที่ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันโดยไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ค้ำประกันไว้ ย่อมเป็นการค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัด ต้องรับผิดรวมถึงดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา ๖๘๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖๘๓ ข้อความที่เขียนกำกับไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหาได้จำกัดขอบเขตการค้ำประกันไม่ แต่เมื่อไม่มีข้อความว่ายอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้
จำเลยที่ ๓ ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันไว้ท้ายสัญญาว่าจ้างเหมางานถมดิน และเขียนกำกับไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนว่าใช้สำหรับประกันถมดินเท่านั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๓ ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ และเมื่อไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ค้ำประกันไว้ จึงเป็นการค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัด ต้องรับผิดรวมถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ตามมาตรา ๖๘๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖๘๓ เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จึงต้องคืนเงินมัดจำและค่าเสียหายจากการว่าจ้างผู้อื่นถมดินในราคาที่สูงขึ้นรวม ๑,๓๗๙,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามมาตรา ๓๙๑ แต่เมื่อไม่มีข้อความใดระบุว่าจำเลยที่ ๓ ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ความรับผิดของจำเลยที่ ๓ จึงมีเฉพาะกรณีที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชำระหนี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2562 (2019)
หนังสือค้ำประกันที่ผู้ออกยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขและเพิกถอนไม่ได้ที่จะชำระเงินเมื่อถูกทวงถามอย่างลูกหนี้ชั้นต้น โดยผู้ว่าจ้างไม่จำต้องเรียกร้องให้ผู้รับจ้างชำระหนี้ก่อน มิใช่การผูกพันตนเพื่อชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ จึงมิใช่การค้ำประกันตามมาตรา ๖๘๐ แต่เป็นสัญญาธรรมดาซึ่งต้องบังคับตามข้อตกลงในสัญญา จะนำบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับมิได้
ตามหนังสือค้ำประกัน โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขและเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น ที่จะชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องของผู้ว่าจ้างจำนวนไม่เกิน ๑๗๙,๔๔๗,๐๒๒ บาท ในกรณีที่กิจการร่วมค้าซึ่งเป็นผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหาย โดยจะไม่อ้างสิทธิใด ๆ โต้แย้ง และผู้ว่าจ้างไม่จำต้องเรียกร้องให้ผู้รับจ้างชำระหนี้ก่อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อผูกพันเช่นนี้มิใช่การผูกพันตนเพื่อชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ จึงมิใช่การค้ำประกันตามมาตรา ๖๘๐ แต่เป็นสัญญาธรรมดาซึ่งต้องบังคับตามข้อตกลง และต้องพิจารณาแยกต่างหากจากสัญญาว่าจ้างก่อสร้างตามวิธีทางธนาคาร ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ส่วนคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันก็เป็นสัญญาที่กิจการร่วมค้าผูกพันรับผิดต่อโจทก์โดยตรง คู่สัญญาตามสัญญาร่วมทุนจึงต้องผูกพันด้วย เมื่อโจทก์ชำระเงินให้ผู้ว่าจ้างแล้ว กิจการร่วมค้าจึงต้องรับผิดชดใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย โดยดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ ๑๕.๕๐ ต่อปีมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลลดลงเหลือร้อยละ ๑๓ ต่อปี
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 82 คดี (พ.ศ. 2474 ถึง 2568)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 8881/2568 (2025)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 751/2566 (2023)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4308/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4196/2563 (2020)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3583/2562 (2019)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4479/2561 (2018)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4298/2561 (2018)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3803/2558 (2015)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
หากเป็นผู้ค้ำประกันและลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ธนาคารต้องฟ้องลูกหนี้ก่อนหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับสัญญา หากลงนามเป็นผู้ค้ำประกันทั่วไปโดยไม่ได้สละสิทธิ เจ้าหนี้ต้องเรียกชำระจากลูกหนี้ก่อน แต่หากตกลงรับผิดอย่างลูกหนี้ชั้นต้นหรือสละสิทธิเป็นหนังสือ เจ้าหนี้เรียกจากผู้ค้ำประกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านลูกหนี้
คำมั่นปากเปล่าว่าจะค้ำประกันหนี้ของผู้อื่นสามารถบังคับได้หรือไม่?
ไม่ได้ มาตรา 680 กำหนดให้สัญญาค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันจึงจะฟ้องบังคับได้ การค้ำประกันด้วยวาจาเพียงอย่างเดียวฟ้องไม่ได้ในศาล
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
Civil and Commercial Code, s. 680 (Thailand) -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Civil and Commercial Code (Thailand), s. 680. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-680/ (accessed 16 กันยายน 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.พ.พ. มาตรา 680 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-680/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-680/"><p>อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น อนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่</p><footer>Civil and Commercial Code, s. 680 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-680/">ThaiLawOnline</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา