173: แจ้งความเท็จว่ามีการกระทำผิด
ตัวบทกฎหมาย
ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หมายเหตุ: [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐]
คำแปลภาษาอังกฤษ
Whoever, knowing that no offence has been committed, reports to an inquiry official or to an official having the power to investigate criminal cases that an offence has been committed shall be liable to imprisonment not exceeding three years and a fine not exceeding sixty thousand baht.
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 173 เป็นความผิดฐานแจ้งความอาญาเท็จรูปแบบเฉพาะที่หนักกว่ามาตรา 172 องค์ประกอบคือ ผู้กระทำรู้อยู่ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง และยังแจ้งแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ลักษณะเด่นคือไม่มีความผิดเกิดขึ้นจริงเลย และผู้แจ้งรู้เช่นนั้น ต่างจากมาตรา 172 ที่ข้อความเกี่ยวกับเรื่องจริงเป็นเท็จ ศาลฎีกาถือว่ามาตรา 173 เป็นบทบัญญัติเฉพาะที่ใช้แทนความผิดแจ้งความเท็จทั่วไปตามมาตรา 137 เมื่อปรับมาตรา 173 แล้วจึงไม่ต้องปรับมาตรา 137 อีก และเมื่อข้อเท็จจริงที่แจ้งหากเป็นจริงก็ไม่เป็นความผิดอาญา ข้อหาที่เกี่ยวข้องเช่นมาตรา 172 อาจตกไป
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
ด้วยเพดานโทษสามปีและปรับบังคับ การกุความผิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นถือว่าร้ายแรงกว่าการแจ้งความเท็จธรรมดา และมักเกิดเมื่อมีผู้แจ้งความลักทรัพย์หรือความผิดที่ไม่มีจริงเพื่อประโยชน์ของตน ข้อต่อสู้สำคัญคือผู้แจ้งเชื่อโดยสุจริตว่ามีความผิดเกิดขึ้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อบุคคลแจ้งเหตุการณ์ตามที่ตนเข้าใจ และการจะตั้งข้อหาเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน การแจ้งนั้นไม่เป็นการแจ้งความเท็จ เพราะผลไม่ได้เกิดจากการกระทำของผู้แจ้งโดยตรง เนื่องจากมาตรา 173 เป็นบทเฉพาะ การฟ้องตามมาตรานี้มักตัดความผิดทั่วไปตามมาตรา 137 ออก หากท่านถูกกล่าวหาว่าแจ้งความกุขึ้น หรือเชื่อว่ามีผู้ทำเช่นนั้นต่อท่าน ควรปรึกษาทนายความเรื่องเจตนาและการรู้ ซึ่งเป็นตัวชี้ขาด
คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำตัดสินศาลฎีกาที่ 981/2561 (2018)
มาตรา 173 เป็นบทบัญญัติเฉพาะ เมื่อการกระทำเข้ามาตรานี้แล้วไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 137 อันเป็นบทแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่วไปอีก และเมื่อไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นจริง การกระทำก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 172
ศาลวินิจฉัยว่ามาตรา 173 ซึ่งเป็นบทเฉพาะใช้แทนความผิดแจ้งข้อความเท็จทั่วไปตามมาตรา 137 จึงไม่ต้องปรับทั้งสองบท และเมื่อไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นจริง การกระทำก็ไม่เข้ามาตรา 172 คำวินิจฉัยนี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 173, 172 และ 137
-
คำตัดสินศาลฎีกาที่ 5151/2563 (2020)
เมื่อบุคคลไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามเหตุการณ์ที่ตนเข้าใจ และการจะตั้งข้อหาดำเนินคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน มิได้เกิดจากการกระทำของผู้แจ้งโดยตรง การกระทำจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ
จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนจากเหตุการณ์ที่ทำให้เข้าใจว่าควรดำเนินคดีแก่โจทก์ ศาลวินิจฉัยว่าการจะตั้งข้อหาเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน มิใช่ผลโดยตรงจากการแจ้งของจำเลย การกระทำจึงไม่เป็นการแจ้งความเท็จ สนับสนุนข้อต่อสู้เรื่องการแจ้งโดยสุจริตต่อมาตรา 173
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 114 คดี (พ.ศ. 2504 ถึง 2567)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 5796/2567 (2024)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 5151/2563 (2020)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 91/2563 (2020)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 981/2561 (2018)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1424/2554 (2011)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7008/2548 (2005)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1041/2542 (1999)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3550/2541 (1998)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
เลย
มาตรา 173 ต่างจากมาตรา 172 อย่างไร?
มาตรา 173 ใช้เมื่อไม่มีความผิดเกิดขึ้นเลยเพื่อให้แจ้งทราบส่วนต่างๆ มาตรา 172 ใช้เมื่อข้อความเกี่ยวกับเรื่องอาญาเป็นเท็จ มาตรา 173 มีการลงโทษหนักกว่านั้นคือในสามปีและปรับ
การแจ้งให้ทราบถือเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่?
ไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อบุคคลแจ้งเหตุและทราบความจริงเป็นหลักจะตั้งข้อหาเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนการแจ้งนั้นไม่เป็นการแจ้งความเท็จเพราะผลไม่ได้เกิดจากการแจ้งโดยตรง
ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
การอ้างอิงแบบทั่วไป
Penal Code, s. 173 (Thailand) -
การอ้างอิงทางวิชาการ
Penal Code (Thailand), s. 173. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-173/ (accessed 21 สิงหาคม 2026). -
การอ้างอิงแบบไทย
ป.อ. มาตรา 173 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-173/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-173/"><p>ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หมายเหตุ: [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐]</p><footer>Penal Code, s. 173 (Thailand) — <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-173/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา