ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ใบอนุญาตทนายความไทย เลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 63: ผลที่ทำให้รับโทษหนักขึ้นต้องเป็นผลธรรมดา

ตัวบทกฎหมาย

ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้

คำแปลภาษาอังกฤษ

If the result of the commission of any offence causes the doer to receive a heavier punishment, that result must be one which can ordinarily occur.

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา 63 วางหลักความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลสำหรับความผิดที่รับโทษหนักขึ้นเพราะผลในภาค 1 คือการลงโทษหนักขึ้นเพราะผลใดจะใช้ได้เฉพาะเมื่อผลนั้นเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ หลักนี้ต่างจากการทดสอบเจตนาตามมาตรา 59 วรรคสอง เพราะผลที่ทำให้รับโทษหนักขึ้นไม่จำต้องประสงค์หรือเล็งเห็น เป็นการทดสอบความสัมพันธ์แห่งเหตุตามภาววิสัย มาตรานี้ใช้กับความผิด เช่น ทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย และชิงทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ที่มีผลฉกรรจ์ โดยคัดกรองผลที่ห่างไกลเกินกว่าจะเป็นผลธรรมดาออกไป จึงเป็นการจำกัดการเพิ่มโทษจากผลที่ผิดปกติหรือบังเอิญ

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

มาตรา 63 ให้ข้อต่อสู้เรื่องความสัมพันธ์แห่งเหตุแก่ฝ่ายจำเลยในการคัดค้านการเพิ่มโทษจากผล หากผลที่ร้ายแรงกว่า เช่น อันตรายสาหัสหรือความตาย มิใช่ผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดจากการกระทำ ก็ไม่ควรลงโทษหนักขึ้น แม้ความผิดพื้นฐานจะยังคงอยู่ เนื่องจากผลที่ทำให้รับโทษหนักขึ้นไม่ขึ้นกับเจตนาหรือการเล็งเห็นผล ข้อพิพาทจึงมักอยู่ที่ความสัมพันธ์ทางการแพทย์และข้อเท็จจริงว่าผลนั้นเกิดตามธรรมดาหรือไม่ ฝ่ายจำเลยควรตรวจสอบเหตุแทรกแซงและความเป็นผลธรรมดาอย่างละเอียด คดีร้ายแรงที่บทฉกรรจ์ทำให้โทษสูงขึ้นมากควรให้ทนายอาญาที่มีประสบการณ์ตรวจสอบห่วงโซ่เหตุอย่างใกล้ชิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2564 (2021)

    กรณีข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะโทรมหญิงเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายซึ่งรับโทษหนักขึ้นโดยไม่คำนึงถึงเจตนาหรือการเล็งเห็นผล ความตายนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ตามมาตรา 63

    ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราที่มีลักษณะโทรมหญิงตามมาตรา 276 วรรคสาม (เดิม) ศาลวินิจฉัยว่าเนื่องจากการรับโทษหนักขึ้นใช้ได้ไม่ว่าผู้กระทำจะประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลหรือไม่ ความตายของผู้ถูกกระทำจึงต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ตามมาตรา 63

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2969/2556 (2013)

    ผลฉกรรจ์ของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ (อันตรายแก่กาย สาหัส หรือถึงแก่ความตาย) เป็นผลที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 63 มิใช่ผลที่เกิดจากการประสงค์หรือเล็งเห็นผลตามมาตรา 59 วรรคสอง

    ศาลวินิจฉัยว่าบทที่เพิ่มโทษความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์เมื่อผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย เป็นเพียงผลของการกระทำที่ทำให้รับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 63 มิใช่ผลที่เกิดจากการประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลตามมาตรา 59 วรรคสอง

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7262/2554 (2011)

    ข้ออ้างที่ว่าการตายของผู้เสียหายในเวลาต่อมาเป็นผลธรรมดาที่ย่อมเกิดขึ้นได้จากการกระทำของจำเลยตามมาตรา 63 อันทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น เป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่แตกต่างจากที่ระบุในฟ้อง เมื่อฟ้องกล่าวเพียงว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ข้ออ้างนั้นย่อมเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องและมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง จึงต้องห้ามฎีกา

    คำฟ้องซึ่งโจทก์ร่วมทั้งสองถือเอาเป็นคำฟ้องของตนด้วยระบุว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ภายหลังยื่นอุทธรณ์แล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมทั้งสองจึงฎีกาว่าการตายเป็นผลธรรมดาจากการกระทำของจำเลยตามมาตรา 63 อันทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่แตกต่างจากที่ระบุในฟ้อง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 8 คดี (พ.ศ. 2522 ถึง 2564)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1867/2553 (2010)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 5721/2544 (2001)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2723/2537 (1994)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2529/2564 (2021)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 7262/2554 (2011)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2969/2556 (2013)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 6068/2544 (2001)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 3204/2522 (1979)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

ต้องมีเจตนาต่อผลที่ร้ายแรงกว่าจึงจะรับโทษหนักขึ้นหรือไม่

ไม่ ตามมาตรา 63 การรับโทษหนักขึ้นใช้ได้เมื่อผลนั้นเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะประสงค์หรือเล็งเห็นผลหรือไม่ เป็นการทดสอบความสัมพันธ์แห่งเหตุ มิใช่เจตนา

ผลที่ผิดปกติหรือบังเอิญจะทำให้โทษหนักขึ้นได้หรือไม่

ไม่ หากมิใช่ผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดจากการกระทำ มาตรา 63 ตัดผลที่ไม่เป็นผลธรรมดาออก ผลที่ห่างไกลหรือบังเอิญจึงไม่ควรทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป Penal Code, s. 63 (Thailand)
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Penal Code (Thailand), s. 63. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-63/ (accessed 9 กันยายน 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.อ. มาตรา 63
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-63/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-63/"><p>ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้</p><footer>Penal Code, s. 63 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-63/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง