ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ใบอนุญาตทนายความไทย เลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส

กฎหมายอาญา

30/1: ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ

แก้ไขโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2559

ตัวบทกฎหมาย

ในกรณีที่ศาลพิพากษาปรับ ผู้ต้องโทษปรับซึ่งมิใช่นิติบุคคลและไม่มีเงินชำระค่าปรับอาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดีเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ หรือถ้าความปรากฏแก่ศาลในขณะที่พิพากษาคดีว่าผู้ต้องโทษปรับรายใดอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ตามมาตรานี้ได้ และถ้าผู้ต้องโทษปรับยินยอม ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้[๒๔] การพิจารณาคำร้องตามวรรคแรก เมื่อศาลได้พิจารณาถึงฐานะการเงิน ประวัติและสภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับแล้ว เห็นเป็นการสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้ ทั้งนี้ ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคม การกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ที่ยินยอมรับดูแล กรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ ให้ศาลกำหนดลักษณะหรือประเภทของงาน ผู้ดูแลการทำงาน วันเริ่มทำงาน ระยะเวลาทำงาน และจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงเพศ อายุ ประวัติ การนับถือศาสนา ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อมหรือสภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับประกอบด้วย และศาลจะกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดให้ผู้ต้องโทษปรับปฏิบัติเพื่อแก้ไขฟื้นฟูหรือป้องกันมิให้ผู้นั้นกระทำความผิดขึ้นอีกก็ได้ ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ของผู้ต้องโทษปรับได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่กำหนดไว้นั้นก็ได้ตามที่เห็นสมควร ในการกำหนดระยะเวลาทำงานแทนค่าปรับตามวรรคสาม ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และในกรณีที่ศาลมิได้กำหนดให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานติดต่อกันไป การทำงานดังกล่าวต้องอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาสองปีนับแต่วันเริ่มทำงานตามที่ศาลกำหนด เพื่อประโยชน์ในการกำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานตามวรรคสาม ให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกำหนดจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน สำหรับงานบริการสังคมหรืองานสาธารณประโยชน์แต่ละประเภทได้ตามที่เห็นสมควร

คำแปลภาษาอังกฤษ

Where the court imposes a fine, a person sentenced to the fine who is not a juristic person and who has no money to pay it may file a motion with the court of first instance that gave judgment, asking to perform social service work or work for the public benefit in place of the fine. Alternatively, if it appears to the court at the time of giving judgment that a person sentenced to a fine falls within the criteria for performing such work under this Section, and if that person consents, the court may order that person to perform social service work or work for the public benefit in place of the fine.
In considering a motion under paragraph one, when the court has considered the financial position, the personal history, and the nature of the offence of the person sentenced to the fine and thinks it appropriate, the court may order that person to perform social service work or work for the public benefit in place of the fine, under the supervision of a probation officer, a State official, a State agency, or an organisation whose object is social service, public charity, or the public benefit and which consents to supervise.
Where the court orders a person sentenced to a fine to perform such work, the court shall fix the nature or type of work, the person supervising it, the day on which it is to begin, the period of the work, and the number of hours to be counted as one day's work, having regard also to the sex, age, personal history, religion, conduct, intelligence, education and training, health, mental condition, disposition, occupation, environment, or the nature of the offence of that person; and the court may fix any condition for that person to comply with in order to correct or rehabilitate that person, or to prevent that person from committing an offence again.
If it later appears to the court that the circumstances relating to that person's social service work or work for the public benefit have changed, the court may amend or vary the order it has made as it thinks fit.
In fixing the period of work in place of the fine under paragraph three, the provisions of Section 30 shall apply mutatis mutandis; and where the court has not ordered the person to work continuously, the work must be completed within two years from the day on which it begins as fixed by the court.
For the purpose of fixing the number of hours of work under paragraph three, the President of the Supreme Court has the power to issue a regulation of the judicial service of the Courts of Justice fixing the number of hours to be counted as one day's work for each type of social service work or work for the public benefit, as the President thinks fit.

คำแปลโดย ThaiLawOnline แปลจากต้นฉบับภาษาไทยและตรวจสอบแล้ว

หมายเหตุของสำนักงาน

บทบัญญัตินี้อยู่ในภาค ๑ ลักษณะโทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัย ในกลุ่มการบังคับโทษปรับ (มาตรา ๒๙ ถึง ๓๐/๓) เป็นทางเลือกแทนการกักขังแทนค่าปรับตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ กล่าวคือ บุคคลธรรมดาที่ไม่มีเงินชำระอาจทำงานแทนค่าปรับได้ สิทธินี้ไม่ใช้กับนิติบุคคล และอยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นหลังพิจารณาฐานะและสภาพความผิด โดยมีมาตรา ๓๐/๒ และ ๓๐/๓ กำกับเรื่องการเพิกถอนคำสั่งและความเป็นที่สุดของคำสั่งศาล

ความสำคัญในทางปฏิบัติ

หากถูกปรับและไม่มีเงินชำระจริง ช่องทางนี้ช่วยเลี่ยงการกักขังแทนค่าปรับ แต่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดีและทำให้ศาลเชื่อในฐานะการเงินของตน การอนุญาตมีเงื่อนไข เพราะตามมาตรา ๓๐/๒ ศาลอาจเพิกถอนและสั่งให้ชำระค่าปรับหรือกักขังได้หากมีเงินพอชำระหรือฝ่าฝืนเงื่อนไข โดยให้หักวันที่ทำงานแล้วออกจากค่าปรับ สิทธินี้ใช้เฉพาะบุคคลธรรมดา นิติบุคคลที่ถูกปรับจึงใช้ไม่ได้

คำตัดสินศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำตัดสินศาลฎีกาที่ 8875/2554 (2011)

    การสั่งบังคับโทษปรับกรณีไม่ชำระค่าปรับไม่ควรระบุมาตรา ๓๐/๑ เพราะการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ต้องโทษยื่นคำร้องเอง มิใช่มาตรการบังคับโดยอัตโนมัติ

    ในคดีร่วมกันทำร้ายร่างกายและความผิดเกี่ยวกับสิ่งเทียมอาวุธปืน ศาลตั้งข้อสังเกตว่าการสั่งวิธีบังคับโทษปรับกรณีไม่ชำระค่าปรับไม่ต้องระบุมาตรา ๓๐/๑ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวใช้เฉพาะเมื่อผู้ต้องโทษยื่นคำร้องขอทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 5 คดี (พ.ศ. 2547 ถึง 2561)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 8575-8576/2548 (2005)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 415/2561 (2018)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 10825/2558 (2015)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 2875/2547 (2004)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 8875/2554 (2011)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

เลย

ทุกคนขอทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับได้บ้าง

บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่นิติบุคคล ถูกปรับและไม่มีเงินชำระ อาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตามมาตรา ๓๐/๑ ขอทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้

หนึ่งวันสำหรับค่าปรับไม่ว่า

ตามมาตรา ๓๐/๒ หากมีการเพิกถอนคำสั่งภายหลัง ให้หักวันที่ทำงานแล้วออกจากค่าปรับ

ศาลปฏิเสธการทำงานแทนค่าปรับได้

ได้เพราะเป็นสมดุลพินิจของศาลฎีกาพิจารณาฐานการเงินและสภาพความผิดก่อนมีคำสั่ง

ผู้จัดการฝ่ายบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • การอ้างอิงแบบทั่วไป Penal Code, s. 30/1 (Thailand)
  • การอ้างอิงทางวิชาการ Penal Code (Thailand), s. 30/1. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-30-1/ (accessed 21 สิงหาคม 2026).
  • การอ้างอิงแบบไทย ป.อ. มาตรา 30/1
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-30-1/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-30-1/"><p>ในกรณีที่ศาลพิพากษาปรับ ผู้ต้องโทษปรับซึ่งมิใช่นิติบุคคลและไม่มีเงินชำระค่าปรับอาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดีเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ หรือถ้าความปรากฏแก่ศาลในขณะที่พิพากษาคดีว่าผู้ต้องโทษปรับรายใดอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ตามมาตรานี้ได้ และถ้าผู้ต้องโทษปรับยินยอม ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้[๒๔] การพิจารณาคำร้องตามวรรคแรก เมื่อศาลได้พิจารณาถึงฐานะการเงิน ประวัติและสภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับแล้ว เห็นเป็นการสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้ ทั้งนี้ ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคม การกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ที่ยินยอมรับดูแล กรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ ให้ศาลกำหนดลักษณะหรือประเภทของงาน ผู้ดูแลการทำงาน วันเริ่มทำงาน ระยะเวลาทำงาน และจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงเพศ อายุ ประวัติ การนับถือศาสนา ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อมหรือสภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับประกอบด้วย และศาลจะกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดให้ผู้ต้องโทษปรับปฏิบัติเพื่อแก้ไขฟื้นฟูหรือป้องกันมิให้ผู้นั้นกระทำความผิดขึ้นอีกก็ได้ ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ของผู้ต้องโทษปรับได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่กำหนดไว้นั้นก็ได้ตามที่เห็นสมควร ในการกำหนดระยะเวลาทำงานแทนค่าปรับตามวรรคสาม ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และในกรณีที่ศาลมิได้กำหนดให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานติดต่อกันไป การทำงานดังกล่าวต้องอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาสองปีนับแต่วันเริ่มทำงานตามที่ศาลกำหนด เพื่อประโยชน์ในการกำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานตามวรรคสาม…</p><footer>Penal Code, s. 30/1 (Thailand) — <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-30-1/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะนำไปใช้กับการดำเนินคดีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง