ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ใบอนุญาตทนายความไทย เลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส
Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 3107/2568 คำพิพากษาที่ 3107/2568 2025 (พ.ศ. 2568)

Assignee of a Claim May Sue to Set Aside a Debtor's Fraudulent Transfer Under Section 237 ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลตามมาตรา 237 เช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิม

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Section 237 paragraph one of the Civil and Commercial Code lets a creditor apply to set aside any juristic act the debtor did knowing it would prejudice the creditor; where the act was a gift, the debtor's knowledge alone is enough. The right is not confined to the person who was the creditor when the act was done. Once the claim has been assigned and the assignment notified to the debtor, the assignee may under section 306 paragraph one set it up against the debtor and against third parties, stands in the assignor's position, and may bring the section 237 action for a fraudulent act done while the assignor was the creditor. So held by resolution of the General Assembly of the Supreme Court. The remedy is limited by section 238: it does not reach a third party who acquired the property in good faith and for value before the action was brought, so a later buyer who is shown to have bought honestly keeps the land, and a bank that took a mortgage in good faith keeps its mortgage even though the transfer to its mortgagor is set aside. A transferee who knew of the creditor's suit, or who has pleaded guilty to defrauding the creditor over the same transfer, is not in good faith. Where the property has passed to a protected third party the creditor is damaged and his right infringed, but the Court can award nothing against the person who moved it unless the creditor has claimed that relief.

ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ให้เจ้าหนี้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใดๆ ที่ลูกหนี้ทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ หากเป็นการให้โดยเสน่หา เพียงลูกหนี้รู้ฝ่ายเดียวก็พอ สิทธินี้ไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉล เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้แล้ว ผู้รับโอนย่อมยกขึ้นต่อสู้ลูกหนี้และบุคคลภายนอกได้ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง มีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกับผู้โอน และฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลที่ลูกหนี้ทำไว้ในขณะที่ผู้โอนเป็นเจ้าหนี้ได้ (มติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา) แต่การเพิกถอนไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนเริ่มฟ้องคดีตามมาตรา 238 ผู้ซื้อที่ฟังได้ว่าซื้อโดยสุจริตจึงได้ที่ดินไป และธนาคารผู้รับจำนองโดยสุจริตยังคงมีจำนองติดไปแม้การโอนแก่ผู้จำนองถูกเพิกถอน ผู้รับโอนที่รู้ว่าเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้แล้ว หรือให้การรับสารภาพในคดีโกงเจ้าหนี้จากการโอนเดียวกัน ไม่ใช่ผู้สุจริต เมื่อทรัพย์หลุดไปยังบุคคลภายนอกผู้สุจริต เจ้าหนี้ย่อมเสียหายและถูกโต้แย้งสิทธิ แต่ศาลกำหนดค่าเสียหายให้ไม่ได้หากเจ้าหนี้มิได้มีคำขอ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

On 29 September 2015 (B.E. 2558) the plaintiff took an assignment of Ms K.'s claims against the first and second defendants, a borrower and her guarantor, and on 4 April 2017 sued them; the trial court ordered the first defendant to pay 15,125,000 baht with interest. While that suit was pending the defendants moved assets. On 24 July 2017, three months after being sued, the first and second defendants gave land title deed no. 35666 to their children, the third and fourth defendants, who on 2 May 2018 sold it to the fifth defendant, the first defendant's younger sister, who then mortgaged it to a bank. Before the assignment, the first defendant had given land title deed no. 827 to the third defendant, who later sold it to the seventh to ninth defendants; and in November 2015 the first defendant transferred a car to the sixth defendant. The plaintiff sued all nine to set the transfers aside under section 237. The trial court dismissed the whole claim and the Court of Appeal Region 1 affirmed, holding among other things that the plaintiff could not attack the gift of plot 827 because he was not yet a creditor when it was made. The Supreme Court, by resolution of its General Assembly on that point of law, reversed it: a creditor who has taken an assignment of the claim stands in the assignor's position under section 306 paragraph one and may bring the section 237 action for a fraudulent act done while the assignor was the creditor. Section 237 protects the honest creditor against a dishonest debtor and returns the property to the debtor for the benefit of all creditors, so a dishonest debtor cannot escape it merely because the claim changed hands. On the facts, however, the plaintiff recovered only plot 35666. The fifth defendant was not a good-faith third party under section 238: she had testified in the loan case and knew of the debt before she bought, and she and the first to fourth defendants had pleaded guilty to defrauding a creditor over the same transfers, so both transfers of plot 35666 were set aside and the land returned to the first and second defendants, subject to the bank's mortgage, which the bank had taken in good faith before the action. Plot 827 could not be recovered because the plaintiff failed to prove that the seventh to ninth defendants, who paid 1,250,000 baht and later divided the land, had bought otherwise than in good faith for value; nor could the car, the sixth defendant having bought it for 200,000 baht in 2014 and not being party to the criminal case. The plaintiff had not claimed compensation from the third or fifth defendants for the value put beyond his reach, so the Court could award none.
วันที่ 29 กันยายน 2558 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่นางสาว ก. มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน วันที่ 4 เมษายน 2560 โจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้ 15,125,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ระหว่างนั้นจำเลยยักย้ายทรัพย์สิน วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 หลังถูกฟ้องเพียง 3 เดือนเศษ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตร วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขายให้จำเลยที่ 5 น้องสาวจำเลยที่ 1 ซึ่งนำไปจำนองธนาคาร ก่อนการโอนสิทธิเรียกร้อง จำเลยที่ 1 ได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้จำเลยที่ 3 ซึ่งต่อมาขายให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 และในเดือนพฤศจิกายน 2558 จำเลยที่ 1 โอนรถยนต์ให้จำเลยที่ 6 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเก้าขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 237 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยเห็นว่าโจทก์ฟ้องเพิกถอนการให้ที่ดิน 827 ไม่ได้เพราะยังไม่เป็นเจ้าหนี้ในขณะทำนิติกรรม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ไม่เห็นพ้อง เมื่อโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวแล้ว ผู้รับโอนย่อมมีฐานะเช่นเดียวกับผู้โอนตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง และฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลที่ทำไว้ในขณะที่ผู้โอนเป็นเจ้าหนี้ได้ มาตรา 237 มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้สุจริตและทำให้ทรัพย์กลับมาเป็นของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคน ลูกหนี้ที่ไม่สุจริตจะอ้างการโอนสิทธิเรียกร้องเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้ไม่ได้ แต่ในข้อเท็จจริง โจทก์ได้คืนเพียงที่ดิน 35666 จำเลยที่ 5 ไม่ใช่บุคคลภายนอกผู้สุจริตตามมาตรา 238 เพราะเคยเป็นพยานในคดีกู้ยืมและรู้ถึงหนี้ก่อนซื้อ ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพในคดีโกงเจ้าหนี้จากการโอนเดียวกัน ศาลจึงเพิกถอนการโอนที่ดิน 35666 ทั้งสองทอดให้กลับเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยติดจำนองของธนาคารซึ่งรับจำนองโดยสุจริตก่อนฟ้อง ส่วนที่ดิน 827 เพิกถอนไม่ได้เพราะโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซึ่งซื้อในราคา 1,250,000 บาทและแบ่งแยกโฉนดแล้ว ซื้อโดยไม่สุจริต รถยนต์ก็เช่นกัน จำเลยที่ 6 ซื้อในปี 2557 ราคา 200,000 บาทและไม่ได้ถูกฟ้องในคดีอาญา โจทก์มิได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 หรือที่ 5 ในส่วนทรัพย์ที่หลุดไป ศาลจึงกำหนดให้ไม่ได้

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Section 237 paragraph one of the Civil and Commercial Code lets a creditor apply to set aside any juristic act the debtor did knowing it would prejudice the creditor; where the act was a gift, the debtor's knowledge alone is enough. The right is not confined to the person who was the creditor when the act was done. Once the claim has been assigned and the assignment notified to the debtor, the assignee may under section 306 paragraph one set it up against the debtor and against third parties, stands in the assignor's position, and may bring the section 237 action for a fraudulent act done while the assignor was the creditor. So held by resolution of the General Assembly of the Supreme Court. The remedy is limited by section 238: it does not reach a third party who acquired the property in good faith and for value before the action was brought, so a later buyer who is shown to have bought honestly keeps the land, and a bank that took a mortgage in good faith keeps its mortgage even though the transfer to its mortgagor is set aside. A transferee who knew of the creditor's suit, or who has pleaded guilty to defrauding the creditor over the same transfer, is not in good faith. Where the property has passed to a protected third party the creditor is damaged and his right infringed, but the Court can award nothing against the person who moved it unless the creditor has claimed that relief.
ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ให้เจ้าหนี้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใดๆ ที่ลูกหนี้ทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ หากเป็นการให้โดยเสน่หา เพียงลูกหนี้รู้ฝ่ายเดียวก็พอ สิทธินี้ไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉล เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้แล้ว ผู้รับโอนย่อมยกขึ้นต่อสู้ลูกหนี้และบุคคลภายนอกได้ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง มีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกับผู้โอน และฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลที่ลูกหนี้ทำไว้ในขณะที่ผู้โอนเป็นเจ้าหนี้ได้ (มติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา) แต่การเพิกถอนไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนเริ่มฟ้องคดีตามมาตรา 238 ผู้ซื้อที่ฟังได้ว่าซื้อโดยสุจริตจึงได้ที่ดินไป และธนาคารผู้รับจำนองโดยสุจริตยังคงมีจำนองติดไปแม้การโอนแก่ผู้จำนองถูกเพิกถอน ผู้รับโอนที่รู้ว่าเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้แล้ว หรือให้การรับสารภาพในคดีโกงเจ้าหนี้จากการโอนเดียวกัน ไม่ใช่ผู้สุจริต เมื่อทรัพย์หลุดไปยังบุคคลภายนอกผู้สุจริต เจ้าหนี้ย่อมเสียหายและถูกโต้แย้งสิทธิ แต่ศาลกำหนดค่าเสียหายให้ไม่ได้หากเจ้าหนี้มิได้มีคำขอ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

English Summary คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is an English-language summary of Supreme Court Decision No. 3107/2568, not a translation of the full judgment. The authoritative text is the Thai judgment, which this page carries in full: switch this page to Thai to read it. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

SUPREME COURT DECISION No. 3107/2568
Year: 2025 (B.E. 2568)
Relevant Code Sections: CCC, Section(s) 237

SUMMARY
On 29 September 2015 (B.E. 2558) the plaintiff took an assignment of Ms K.'s claims against the first and second defendants, a borrower and her guarantor, and on 4 April 2017 sued them; the trial court ordered the first defendant to pay 15,125,000 baht with interest. While that suit was pending the defendants moved assets. On 24 July 2017, three months after being sued, the first and second defendants gave land title deed no. 35666 to their children, the third and fourth defendants, who on 2 May 2018 sold it to the fifth defendant, the first defendant's younger sister, who then mortgaged it to a bank. Before the assignment, the first defendant had given land title deed no. 827 to the third defendant, who later sold it to the seventh to ninth defendants; and in November 2015 the first defendant transferred a car to the sixth defendant. The plaintiff sued all nine to set the transfers aside under section 237. The trial court dismissed the whole claim and the Court of Appeal Region 1 affirmed, holding among other things that the plaintiff could not attack the gift of plot 827 because he was not yet a creditor when it was made. The Supreme Court, by resolution of its General Assembly on that point of law, reversed it: a creditor who has taken an assignment of the claim stands in the assignor's position under section 306 paragraph one and may bring the section 237 action for a fraudulent act done while the assignor was the creditor. Section 237 protects the honest creditor against a dishonest debtor and returns the property to the debtor for the benefit of all creditors, so a dishonest debtor cannot escape it merely because the claim changed hands. On the facts, however, the plaintiff recovered only plot 35666. The fifth defendant was not a good-faith third party under section 238: she had testified in the loan case and knew of the debt before she bought, and she and the first to fourth defendants had pleaded guilty to defrauding a creditor over the same transfers, so both transfers of plot 35666 were set aside and the land returned to the first and second defendants, subject to the bank's mortgage, which the bank had taken in good faith before the action. Plot 827 could not be recovered because the plaintiff failed to prove that the seventh to ninth defendants, who paid 1,250,000 baht and later divided the land, had bought otherwise than in good faith for value; nor could the car, the sixth defendant having bought it for 200,000 baht in 2014 and not being party to the criminal case. The plaintiff had not claimed compensation from the third or fifth defendants for the value put beyond his reach, so the Court could award none.

COURT'S HOLDING
Section 237 paragraph one of the Civil and Commercial Code lets a creditor apply to set aside any juristic act the debtor did knowing it would prejudice the creditor; where the act was a gift, the debtor's knowledge alone is enough. The right is not confined to the person who was the creditor when the act was done. Once the claim has been assigned and the assignment notified to the debtor, the assignee may under section 306 paragraph one set it up against the debtor and against third parties, stands in the assignor's position, and may bring the section 237 action for a fraudulent act done while the assignor was the creditor. So held by resolution of the General Assembly of the Supreme Court. The remedy is limited by section 238: it does not reach a third party who acquired the property in good faith and for value before the action was brought, so a later buyer who is shown to have bought honestly keeps the land, and a bank that took a mortgage in good faith keeps its mortgage even though the transfer to its mortgagor is set aside. A transferee who knew of the creditor's suit, or who has pleaded guilty to defrauding the creditor over the same transfer, is not in good faith. Where the property has passed to a protected third party the creditor is damaged and his right infringed, but the Court can award nothing against the person who moved it unless the creditor has claimed that relief.

---
Note: This is an English-language summary of the Thai original judgment.
For the authoritative Thai text, please refer to the Thai version above
or visit deka.supremecourt.or.th.
แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ถึงที่ 9 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 5 หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันที่ 29 กันยายน 2558 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากนางสาวกัญญานาถ วันที่ 4 เมษายน 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้ 15,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิด เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 คดีหมายเลขแดงที่ ผบ 1875/2560 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตร วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 5 วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่ธนาคาร ก. และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่มีค่าตอบแทนจึงเป็นการให้โดยเสน่หาและเป็นการโอนที่ดินหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 เพียง 3 เดือนเศษ จึงเป็นการโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้แก้ฎีกาเป็นอื่น จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่สุจริต คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 5 เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 วรรคแรก หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า การโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นการกระทำที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 251/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ 474/2563 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ข้อหาความผิดโกงเจ้าหนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 จดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ก. อันเป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล อันเป็นการโอนทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีถึงที่สุดแล้ว และยังได้ความว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นน้องสาวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ ผบ 381/2560 ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้และค้ำประกัน จำเลยที่ 5 มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอื่น แสดงว่าจำเลยที่ 5 ทราบเรื่องที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันแล้วตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2560 ที่จำเลยที่ 5 ไปเป็นพยาน หลังจากนั้นวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 5 จึงรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 แม้จำเลยที่ 5 อ้างว่า จำเลยที่ 5 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ขายให้แก่จำเลยที่ 5 เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 กู้เงินจากจำเลยที่ 5 แต่ก็เป็นการรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ทั้งที่จำเลยที่ 5 ก็รู้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้เงินกู้และสัญญาค้ำประกันแล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ที่ให้การรับสารภาพในคดีอาญาที่ตนเองถูกฟ้องในข้อหาโกงเจ้าหนี้ว่า จำเลยที่ 5 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 มีเจตนารับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 เพื่อให้ที่ดินดังกล่าวหลุดพ้นจากการบังคับคดีในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียเปรียบ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 5 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 มิใช่บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนฟ้องคดีขอเพิกถอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 วรรคแรก ดังนั้น การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 จึงใช้บังคับแก่จำเลยที่ 5 ได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 35666 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของธนาคาร ก. ผู้รับจำนอง เพราะธนาคาร ก. เป็นบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน การเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ให้กลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังคงต้องติดภาระจำนองไปด้วย ส่วนการที่จำเลยที่ 5 กระทำการดังกล่าวโดยไม่สุจริต ก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ทำให้เจ้าหนี้ผู้ถูกการฉ้อฉลไม่อาจบังคับชำระหนี้แก่ที่ดินดังกล่าวโดยปลอดจำนองได้นั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่อาจบังคับชำระหนี้จากที่ดินแปลงดังกล่าวได้ไม่ครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้จึงไม่อาจบังคับให้ได้ ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนรถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 ซึ่งปรากฏหลักฐานการจดทะเบียน บันทึกเจ้าหน้าที่ว่า วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 6 อันเป็นการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์หลังจากโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 จากนางสาวกัญญานาถเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 6 รับโอนรถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบหรือไม่ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ จำเลยที่ 6 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 6 ซื้อรถยนต์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 6 เพื่อให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดีได้ส่วนจำเลยที่ 6 เบิกความว่า จำเลยที่ 6 ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2557 ในราคา 200,000 บาท โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 แต่จดทะเบียนหลังจากทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยบอกจำเลยที่ 6 ว่าเป็นหนี้ผู้ใด เห็นว่า จำเลยที่ 6 มิใช่บุคคลที่ถูกฟ้องข้อหาโกงเจ้าหนี้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 251/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อ 474/2563 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา พยานโจทก์ไม่ได้มีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานจำเลยที่ 6 ทั้งที่โจทก์มีภาระในการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 6 รับโอนรถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ โจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 นั้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 827 แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรนั้น เป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวก็เพียงพอที่นางสาวกัญญานาถ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก ต่อมาเมื่อนางสาวกัญญานาถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์และบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้รวมทั้งยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกได้ด้วยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ผู้สุจริตมิให้ถูกลูกหนี้ที่ไม่สุจริตเอาเปรียบด้วยการโอนหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนให้ผู้อื่นอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ โดยเฉพาะผลแห่งการเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลดังกล่าวทำให้ทรัพย์สินที่โอนไปนั้นกลับมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิมเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคน มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย มิฉะนั้นแล้วลูกหนี้ที่ไม่สุจริตก็จะใช้อ้างเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้ทุกคนได้เพียงเพราะมีการโอนสิทธิเรียกร้อง อันเป็นการใช้กฎหมายที่ขัดต่อคุณธรรมของกฎหมาย จึงไม่ควรคุ้มครองลูกหนี้ที่ไม่สุจริต ดังนั้น โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เพียงเพราะโจทก์มิใช่เจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ในขณะจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งที่โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดีแม้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ได้ แต่จำเลยที่ 3 ได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ไปแล้ว คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้แก่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 หรือไม่ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จากจำเลยที่ 3 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า การกระทำของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 เพื่อมิให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้ แต่เบิกความตอบคำถามค้านว่า ตนเองไม่ทราบจุดประสงค์ที่จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 เห็นว่า พยานโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริตอย่างไร ส่วนพยานจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 พูดคุยตกลงจะซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านให้มารดา จำเลยที่ 9 เป็นคนไปเจรจาขอซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 ในราคา 1,250,000 บาท แต่ทำสัญญาซื้อขายตามราคาประเมิน 200,000 บาท จำเลยที่ 7 ซึ่งรับราชการอยู่ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท จากสหกรณ์มาซื้อที่ดิน จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ตกลงร่วมกันชำระหนี้คนละ 500,000 บาท หลังจากซื้อที่ดินแล้ว ได้แบ่งที่ดินดังกล่าวเป็นโฉนด 3 แปลง อันเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 โดยสุจริต พยานจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 จากจำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 แต่ไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 บุคคลภายนอกที่รับโอนที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้ เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 827 ให้กลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว จึงทำให้เจ้าหนี้ผู้ถูกการฉ้อฉลไม่อาจบังคับชำระหนี้จากที่ดินแปลงดังกล่าวได้ ย่อมทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ไม่อาจบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากที่ดินดังกล่าวได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 3 ในส่วนนี้ จึงไม่อาจกำหนดให้ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35666 ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และระหว่างจำเลยที่ 3 ที่ 4 กับจำเลยที่ 5 เพื่อให้ที่ดินกลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

I acquired a debt by assignment. Can I set aside a transfer the debtor made before I became the creditor? ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำก่อนตนเป็นเจ้าหนี้ได้หรือไม่

Yes. In Decision 3107/2568 the General Assembly of the Supreme Court held that an assignee whose assignment has been notified to the debtor stands in the original creditor's position under section 306 paragraph one and may bring the section 237 action for a fraudulent act done while the assignor was the creditor. The Court of Appeal had held the opposite and was reversed on the point.

ได้ ฎีกาที่ 3107/2568 โดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า เมื่อโอนสิทธิเรียกร้องและบอกกล่าวไปยังลูกหนี้แล้ว ผู้รับโอนมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง และฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลตามมาตรา 237 ที่ลูกหนี้ทำไว้ในขณะที่ผู้โอนเป็นเจ้าหนี้ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เคยวินิจฉัยตรงกันข้ามและถูกกลับในประเด็นนี้

Which section lets a creditor set aside a fraudulent transfer, and what must be shown? มาตราใดให้เจ้าหนี้เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลได้ และต้องพิสูจน์อะไร

Section 237 paragraph one of the Civil and Commercial Code. The debtor must have known the act would prejudice the creditor. Where the transfer was a gift, the debtor's knowledge alone suffices; where the transferee paid for the property, the transferee must also have known of the prejudice.

ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ลูกหนี้ต้องรู้อยู่ว่านิติกรรมนั้นจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ หากเป็นการให้โดยเสน่หา เพียงลูกหนี้รู้ฝ่ายเดียวก็พอ หากผู้รับโอนเสียค่าตอบแทน ผู้รับโอนต้องรู้เท่าถึงข้อความจริงนั้นด้วย

Does setting aside reach someone who later bought the land from the transferee? การเพิกถอนมีผลถึงผู้ที่ซื้อที่ดินต่อจากผู้รับโอนหรือไม่

Not a buyer who acquired in good faith and for value before the action was brought (section 238). In this case the buyers of plot 827 kept it because the creditor could not prove bad faith, while the debtor's sister who bought plot 35666 lost it: she had testified in the loan case, knew of the debt, and had pleaded guilty to defrauding the creditor over the same transfer. A bank that took a mortgage in good faith kept its mortgage on the returned land.

ไม่มีผลถึงผู้ซื้อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนเริ่มฟ้องคดีตามมาตรา 238 คดีนี้ผู้ซื้อที่ดิน 827 ได้ที่ดินไปเพราะโจทก์พิสูจน์ความไม่สุจริตไม่ได้ ส่วนน้องสาวของลูกหนี้ที่ซื้อที่ดิน 35666 เสียที่ดิน เพราะเคยเป็นพยานในคดีกู้ยืม รู้ถึงหนี้ และให้การรับสารภาพในคดีโกงเจ้าหนี้จากการโอนเดียวกัน ธนาคารที่รับจำนองโดยสุจริตยังคงมีจำนองติดที่ดินที่กลับคืนมา

The land has gone to an honest buyer. Can I recover its value from the person who moved it? หากที่ดินหลุดไปยังผู้ซื้อโดยสุจริต จะเรียกมูลค่าจากผู้ที่ยักย้ายทรัพย์ได้หรือไม่

The Supreme Court said the creditor's right was infringed and the loss real, but it awarded nothing because the plaintiff had asked only to set the transfers aside and had not claimed compensation from the transferor. Plead that alternative claim from the start.

ศาลฎีกาเห็นว่าเจ้าหนี้ถูกโต้แย้งสิทธิและเสียหายจริง แต่กำหนดค่าเสียหายให้ไม่ได้ เพราะโจทก์ขอเพียงให้เพิกถอนนิติกรรมและมิได้เรียกค่าเสียหายจากผู้โอน การพิพากษาให้จึงเป็นการเกินคำขอ ควรมีคำขอในทางเลือกนี้ไว้ตั้งแต่ต้น

การโอนกรรมสิทธิ์โดยฉ้อฉลในประเทศไทย มาตรา 237 ค.ศ. การโอนสิทธิ์เรียกร้องในประเทศไทย การคุ้มครองเจ้าหนี้ในประเทศไทย กันเงินโอนสำหรับประเทศไทย

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต. ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthatmethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง