Landmark คำพิพากษาสำคัญ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ป.พ.พ. Decision 3001/2568 คำพิพากษาที่ 3001/2568 2025 (B.E. 2568)

Renewing the Lease with Majority Estate-Administrators After the Old Lease Ends Does Not Breach the Prior Settlement การทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากหลังสัญญาเดิมหมด — ไม่เป็นการผิดสัญญาประนีประนอม

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Where a tenant occupies land under a 3-year compromise-judgment เช่า and, after that lease expires, signs a fresh lease with the majority of the estate's administrators, the tenant has lawfully transitioned from one occupation basis to another. The fresh lease is not a breach of the earlier compromise; the landlord cannot rely on the earlier compromise judgment to evict. A bailiff's writ obtained on the basis of breach must be set aside under CCC Procedure §295.

การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก และอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมา ย่อมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ไม่อาจถือว่าผิดสัญญาประนีประนอม จำเลยไม่มีสิทธิอ้างคำพิพากษาเดิมขอออกหมายบังคับคดีขับไล่

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The parties' หย่า-related compromise judgment included a 3-year lease of disputed land to the plaintiff. After the 3 years expired, the plaintiff signed a fresh lease with the majority of the new estate's administrators and remained in possession. The defendant tried to use the original compromise judgment to evict. The Supreme Court held: the plaintiff had fully performed the compromise judgment by vacating at the end of the 3-year term, and the subsequent occupation was under a NEW lease — not a breach of the OLD one. The eviction writ was vacated.
ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหลังหย่า ที่ดินพิพาทให้โจทก์เช่า 3 ปี เมื่อครบ 3 ปี โจทก์ทำสัญญาเช่าใหม่กับผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากและอยู่ในที่ดินต่อ จำเลยอ้างคำพิพากษาเดิมขอออกหมายขับไล่ ศาลฎีกาวินิจฉัย — โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาประนีประนอมครบถ้วนแล้วเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า 3 ปี การอยู่ต่อมาภายหลังเป็นไปตามสัญญาเช่าฉบับใหม่ ไม่ใช่ผิดสัญญาประนีประนอมเดิม หมายบังคับคดีถูกยกเลิก

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Where a tenant occupies land under a 3-year compromise-judgment lease and, after that lease expires, signs a fresh lease with the majority of the estate's administrators, the tenant has lawfully transitioned from one occupation basis to another. The fresh lease is not a breach of the earlier compromise; the landlord cannot rely on the earlier compromise judgment to evict. A bailiff's writ obtained on the basis of breach must be set aside under CCC Procedure §295.
การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก และอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมา ย่อมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ไม่อาจถือว่าผิดสัญญาประนีประนอม จำเลยไม่มีสิทธิอ้างคำพิพากษาเดิมขอออกหมายบังคับคดีขับไล่

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 3001/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาตามยอม และออกคำบังคับให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ตกลงเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่ 5 ไร่เศษ จากจำเลย เพื่อประกอบกิจการตลาดนัด มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 อัตราค่าเช่าเดือนละ 300,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่า หรือโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์ตกลงขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่า พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในสภาพเรียบร้อยภายใน 30 วัน แก่จำเลย หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีโจทก์และบริวารได้ทันที แต่เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่ขนย้ายและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จำเลยจึงขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดและยกเลิกการบังคับคดี จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องสอดขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) ระหว่างนั้นโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดี จำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องสอด ขอให้ยกคำร้องสอด ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องสอด ผู้รับมอบอำนาจจำเลยแถลงรับว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจริง ทนายผู้ร้องสอดทั้งสองส่งเอกสารแทนการไต่สวนรวม 6 ฉบับ ส่วนทนายจำเลยไม่ติดใจไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคดีเสร็จการไต่สวน และรวมสำนวนพร้อมอุทธรณ์โจทก์ส่งศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้นายปรีชา และนางสาววันวิสาข์ ผู้ร้องสอดทั้งสอง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง เข้าเป็นผู้ร้องสอด และให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากประสงค์จะบังคับคดีต่อไป แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางจรินทิพย์ และนางสมทรง เป็นผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ผู้ตาย ร่วมกัน ต่อมามีการถอดถอนและตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกหลายครั้ง จนปัจจุบันคงมีผู้ร้องสอดทั้งสองและจำเลยรวมสามคนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 10345/2562 ประกอบคำสั่ง (คดีขออนุญาตฎีกา) ของศาลฎีกาที่ ครพ.7681-7682/2563 ลงวันที่ 28 มกราคม 2564 การจัดการมรดกของผู้ตายยังไม่เสร็จสิ้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งโจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกันในเรื่องที่ดินดังกล่าว เนื่องจากโจทก์อ้างว่าจำเลยนำที่ดินให้โจทก์เช่าเพื่อทำกิจการตลาดนัดรวม 3 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 แต่จำเลยอ้างว่าไม่เคยให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ วันที่ 5 ธันวาคม 2561 บรรดาทายาทของผู้ตายยินยอมให้จำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปให้โจทก์เช่าเพื่อทำกิจการตลาดนัดเป็นเวลา 3 ปี และยินยอมให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อทำกิจการตลาดนัดมีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวต่อไปอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 แต่จำเลยขอให้บังคับคดีขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และระหว่างนั้นผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือไม่ เห็นว่า ปัจจุบันผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับจำเลย ผู้ร้องสอดทั้งสองย่อมมีสิทธิและหน้าที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 เมื่อผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากจากจำนวนผู้จัดการมรดกรวมสามคนทำสัญญากับโจทก์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ให้โจทก์เช่าที่ดินทรัพย์มรดกมีกำหนดอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อนำผลประโยชน์จากการให้เช่าที่ดินแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย จึงนับเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ดังนั้น การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้ว โจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสอง และอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับใหม่ดังกล่าว ย่อมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอ้างคำพิพากษาตามยอมเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีขับไล่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 มาตรา 275 และมาตรา 276 ได้อีกต่อไปคำสั่งของศาลชั้นต้นที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จึงเป็นการบกพร่องผิดพลาด ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดีเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากประสงค์บังคับคดีต่อไปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การร้องสอดกรณีตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษานั้น บทกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ย่อมเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีต้องไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความโดยการร้องสอดเสียเองแทนศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มิได้ฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมและจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องสอดใหม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณีอีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสองไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี กับให้จำหน่ายคดีผู้ร้องสอดทั้งสองเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย เลย

What is the legal principle in Decision 3001/2568? คำพิพากษาฎีกาที่ 3001/2568 วินิจฉัยอย่างไร?

Where a tenant occupies land under a 3-year compromise-judgment lease and, after that lease expires, signs a fresh lease with the majority of the estate's administrators, the tenant has lawfully transitioned from one occupation basis to another. The fresh lease is not a breach…

การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก…

Which CCC section applies? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง?

มาตรา 538 ของ CCC

มาตรา 538

lease renewal thailand compromise judgment thailand estate administrators majority writ of execution thailand

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

เซบาสเตียน เอช. บรูสโซ LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

ข้อสงวนสิทธิ์: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (รัชกิตชันนุเบกษา). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ไทยลอว์ออนไลน์ and its editors, เซบาสเตียน เอช. บรูสโซ (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ไทยลอว์ออนไลน์ และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เริ่มดำเนินคดีของคุณ
Scroll to Top