ศาลฎีกาได้นำหลักการถ่ายโอนเจตนามาใช้ภายใต้มาตรา 60 (ความคลาดเคลื่อน) คำพิพากษาฎีกาที่ 208/2554: จำเลยใช้ปืนยิงผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงต่อผู้โจมตีบ่อยครั้งที่มักจะทะลุทะลวง
⚖️ ข้อสรุปสำคัญ ⚖️ประเด็นสำคัญ
ศาลฎีกาได้นำหลักการมาใช้ เจตนาที่ถ่ายโอน หลักคำสอนภายใต้มาตรา 60 (aberratio ictus) การตัดสินลงโทษ พยายามฆ่า โดยไม่ได้ตั้งใจ กรณีนี้ยืนยันว่า เมื่อผู้กระทำความผิดตั้งใจจะทำร้ายคนหนึ่ง แต่กลับไปทำร้ายอีกคนหนึ่งเนื่องจากการหลบหลีกของเหยื่อ บทบัญญัติเรื่องเจตนาที่ถ่ายทอดไปตามมาตรา 60 จะมีผลบังคับใช้ โดยถือว่าการทำร้ายเหยื่อที่ไม่ได้ตั้งใจนั้นเป็นการกระทำโดยเจตนา.
ฐานฝึกซ้อมโดยพลาด สังเกตเมื่อผู้มีอำนาจในการยิงบุคคลหนึ่งแต่อาจทำให้ถูกเบาๆ เพราะกลุ่มเป้าหมายหลบหลักมาตรา 60 ใช้บังคับถือว่ามีความสามารถในการต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยพลาด
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร บทสรุป
ข้อเท็จจริงของคดี ข้อเท็จจริง
คำตัดสินของศาล (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
ศาลฎีกาได้นำหลักการถ่ายโอนเจตนาตามมาตรา 60 (aberratio ictus) มาใช้ โดยตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไม่ได้ตั้งใจ คดีนี้ยืนยันว่า เมื่อผู้กระทำความผิดตั้งใจจะยิงคนหนึ่ง แต่กลับไปโดนอีกคนหนึ่งเนื่องจากการหลบหลีกของเหยื่อ หลักการถ่ายโอนเจตนาตามมาตรา 60 จะนำมาใช้ โดยถือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อที่ไม่ได้ตั้งใจนั้นเป็นการกระทำโดยเจตนา.
ฐานฝึกซ้อมโดยพลาด สังเกตเมื่อผู้มีอำนาจในการยิงบุคคลหนึ่งแต่อาจทำให้ถูกเบาๆ เพราะกลุ่มเป้าหมายหลบหลักมาตรา 60 ใช้บังคับถือว่ามีความสามารถในการต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยพลาด
การวิเคราะห์ทางกฎหมาย โรงละคร
คำตัดสินของศาลเต็มคณะ คำพิพากษาฉบับเต็ม
ต่อไปนี้เป็นข้อความฉบับเต็มของคำตัดสินศาลฎีกาฉบับที่ 208/2554 แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th ต่อไปคือคำพิพากษาฎีกาที่ 208/2554 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
ปี: 2011 (พ.ศ. 2554)
มาตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง: อาญา — มาตรา 59, 60, 80, 288
สรุป
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเหยื่อด้วยเจตนาฆ่า แต่เมื่อเหยื่อหลบ กระสุนจึงทะลุไปโดนบุคคลอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ศาลฎีกาได้ใช้หลักการถ่ายโอนเจตนาตามมาตรา 60 (aberratio ictus) พิพากษาว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไม่ได้ตั้งใจ คดีนี้ยืนยันว่า เมื่อผู้กระทำความผิดเล็งไปที่บุคคลหนึ่ง แต่ไปโดนอีกบุคคลหนึ่งเนื่องจากการหลบหลีกของเหยื่อ บทบัญญัติเกี่ยวกับการถ่ายโอนเจตนาตามมาตรา 60 จะมีผลบังคับใช้ โดยถือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อโดยไม่ได้ตั้งใจนั้นเป็นการกระทำโดยเจตนา.
ข้อเท็จจริงของคดี
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเหยื่อด้วยเจตนาฆ่า แต่เนื่องจากเหยื่อหลบ กระสุนจึงทะลุไปโดนคนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ.
คำตัดสินของศาล
ศาลฎีกาได้นำหลักการถ่ายโอนเจตนาตามมาตรา 60 (aberratio ictus) มาใช้ โดยตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไม่ได้ตั้งใจ คดีนี้ยืนยันว่า เมื่อผู้กระทำความผิดตั้งใจจะยิงคนหนึ่ง แต่กลับไปโดนอีกคนหนึ่งเนื่องจากการหลบหลีกของเหยื่อ หลักการถ่ายโอนเจตนาตามมาตรา 60 จะนำมาใช้ โดยถือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อที่ไม่ได้ตั้งใจนั้นเป็นการกระทำโดยเจตนา.
การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
ศาลฎีกาได้นำหลักการถ่ายโอนเจตนาตามมาตรา 60 (aberratio ictus) มาใช้ โดยตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไม่ได้ตั้งใจ คดีนี้ยืนยันว่า เมื่อผู้กระทำความผิดตั้งใจจะยิงคนหนึ่ง แต่กลับไปโดนอีกคนหนึ่งเนื่องจากการหลบหลีกของเหยื่อ หลักการถ่ายโอนเจตนาตามมาตรา 60 จะนำมาใช้ โดยถือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อที่ไม่ได้ตั้งใจนั้นเป็นการกระทำโดยเจตนา.
ผลกระทบในทางปฏิบัติ
เจตนาในการกระทำความผิดจะประเมินจากสถานการณ์แวดล้อมทั้งหมด รวมถึงอาวุธที่ใช้และส่วนของร่างกายที่ตกเป็นเป้าหมาย จำเลยควรเก็บรักษาหลักฐานทั้งหมดที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนาฆ่า.
---
หมายเหตุ: นี่คือบทสรุปภาษาอังกฤษของคำพิพากษาต้นฉบับภาษาไทย.
สำหรับข้อความภาษาไทยที่ถูกต้อง โปรดดูฉบับภาษาไทยด้านบน
หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ deka.supremecourt.or.th.
โจทก์ท็อปขอให้ลงโทษจำเลยตามแบบฟอร์มกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 81, 288, 371 การเปิดตัวของระบบควบคุมความร้อนของวัตถุระเบิดเครื่องเทศที่น่าดึงดูดโปรตีนเทียม พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบเวียนนา และปลอกกระสุนของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
การพิจารณานายจเรผู้มีอำนาจมักจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ชั้นศาลเฉพาะการพิจารณาพยายามฆ่าผู้อื่น
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามแบบจำลองกฎหมายอาญา มาตรา 288 ในส่วนมาตรา 80, 371 ศาลฎีกาเครื่องยิงวัตถุระเบิดดอกไม้ไฟ โปรตีนเทียม พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ คดีหนึ่ง, 72 วรรณกรรมหนึ่ง, 72 ทวิศาลสองที่สองของจำเลยเป็นคดีหลายลักษณะให้วิจารณ์ทุกกรรมเป็นกระทางสืบสวนสอบสวนอัยการสูงสุดอาญา มาตรา 91 ฐานการควบคุมคุณภาพในโรง 13 ปี 4 ชุดฐานมีไดร์เวอร์ที่เน้นการควบคุมโดยระบบควบคุมทั่วไป 1 ปีและฐานพาไดร์เวอร์ติดตัวไปในหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเพื่อพิจารณาให้เป็นองค์กรกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้พิจารณาตามการทดสอบฯ ไดรฟ์กฎหมายบทที่มีการตรวจสอบหนักที่สุดตามการพิจารณากฎหมายอาญา มาตรา 90 สืบ 6 เดือนรวมโรงภาพยนตร์ 14 ปี 10 เดือนจำเลยให้ทุนสารภาพในชั้นที่มีประสิทธิภาพสูงที่เห็นได้ชัดมีสาเหตุมาจากการสอบสวน มาตรการของศาลให้สี่ตามแบบฟอร์มอาญา มาตรา 78 การคุ้มครองทรัพย์สิน 10 ปี 13 สัปดาห์ 15 วัน ริบของกลาง
จำเลยจดหมายเหตุ
ศาลยุติธรรมภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกการพิจารณาโจทก์สำหรับสืบสวนพาศาลไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามกฎหมายอาญา มาตรา 371 ศาลที่แก้ให้เป็นไปตามคำตัดสินศาลชั้นต้น
ฝาเลย อัดรีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิแพทย์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังในส่วนนี้ตามเวลาปกติของเหตุการณ์ตามจุดนายจเร โจทก์ร่วมเริ่มต้นกับนายจเร ผู้ชื้อกต่อยต่อต้านจำเลยและพวกที่ชั่วร้ายใช้ไดร์เวอร์ของกลางซึ่งไม่มีเครื่องหมายประจำตัวพนักงานในการยิง 1 บังเอิญยิงถูกต้นแขนของโจทก์ร่วมแล้วพลาดไปถูกหน้าอกและพิจารณาของนายเอกทารกแรกเกิดของจำเลยเป็นให้โจทก์ร่วมและนายเอกอันตรายที่ได้รับสาสัส สำหรับความผิดฐานมีไดร์เวอร์ที่โดดเด่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่และพาหะไดรฟ์ติดตัวไปในหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยการเปิดตัวนั้นศาลยุติธรรมภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นๆ สอบสวนคดีจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปีมานั้นเพื่อให้จำเลยฎีกาในการดำเนินการฐานในขณะที่เหตุการณ์จำเลยไม่มีไดร์เวอร์และพกพาไดร์เวอร์ ฎีกาของจำเลยสักนิดฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาตามการพิจารณากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ศาลฎีกาหนึ่งไม่รับวินิจฉัย ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำอีกครั้ง จำเลยมุ่งหวังที่จะลองฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมภาค 9 โจทก์ที่ตลาดปาดังเบซาร์ดูของโจทก์ร่วมดูเป็นช่องความความภายนอกเดียวกันว่าวันที่ดูมุมมองของ 13 นาฬิกา โจทร่วมผู้มีอำนาจนายฐานองอาจมีลักษณะดังนี้เล่นสาดน้ำวันสงกรานต์ที่ตลาดปาดังเบซาร์ดูของโจทก์ร่วมเกิดทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งผู้มีอำนาจเข้าห้ามเปิดเพจโจทก์ร่วมทีมแยกย้ายกัน โจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายๆ โดยทั่วไปเพื่อดูประสิทธิภาพของน้ำมัน 200 น้ำมันรถจักรยานยนต์ทั่วไปหมดผู้ควบคุมน้ำมันสำหรับถนนที่จุดนั้นจำเลยกับกลุ่มขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 คันรวมการพิจารณา 6 ถึง 7 คนจำเลยกับพวกเข้าชกยผู้ดูแลสุขภาพ โจทก์ร่วมเดินจึงเข้าช่วยผู้ตรวจสอบ ชุลมุนต่อสู้กันนานการพิจารณา 5 อุทยานโจทก์ร่วมกับผู้มีอำนาจต่อสู้เห็นได้ชัดเจน จำเลยชักตรงเอวแล้วยิงโจทก์ร่วมในระยะทางประมาณ 1 เมตร ผู้นำปืนถูกแขนซ้ายส่วนรักแร้ของโจทก์ร่วมแล้วผ่านพลาดไปถูกหน้าอกและรับฟังของนายเอกสิทธิ์น้องใหม่จำเลย ซึ่งอยู่ข้างหลังโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีตำรวจโทจรัญ รองสารวัตรป้องกันและผู้ผลิตสถานีตำรวจภูธรตำบลปาดังเบซาร์ในสืบสวนสอบสวนความว่าสืบสวนสอบสวนกับพวกเราสืบคดีคนร้ายที่ใช้ยิงโจทก์ร่วมชื่อนายพลตรวจสอบก่อนตรวจสอบจริง ๆ อำเภอสะเดารู้ชื่อใต้ว่าชื่อนายวิจิตรจำเลย ประวัติความเป็นมาหลังจากนี้จำเลยมานานแล้วแต่ยังประกอบไม่ได้เพราะจำเลยจากพื้นที่ตามรายงานการทนายความเอกสารท่าทาง จ.10 ส่วนโจทก์และโจทก์ร่วมสิบตำรวจเอกพินทุผู้ควบคุมระบบจำเลยเป็นสืบสวนความว่าโปรแกรมกับโปรแกรมสืบดูจำเลยของการสืบสวนโดยไปที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดุภสารกลทำงานการสืบสวนที่อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลาต่อปี 25 เมษายน 2545 ระบบกับพวกเขาจึงติดตามไปเป็นหลักจำเลยที่เว็บไซต์และแจ้งข่าวเก่าแก่จำเป็นอย่างยิ่ง มีการควบคุมโดยแผงควบคุมความเร็วสูงที่ติดตัวไปในหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยทันทีและโดยไม่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของประโยชน์ของยูทิลิตี้ จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการตีพิมพ์เอกสารที่มีความหมาย จ.14 อ่านข้อความในบันทึกการค้นคว้าให้จำเลยฟังก่อนจำเลยลงลายมือชื่อ เห็นในขณะที่เหตุการณ์ต่างๆ โจทก์ร่วมในประสิทธิภาพมักจะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในโจทก์ร่วมในการตรวจสอบต่าง ๆ ของสารคดีเห็นจำเลยกับพวกขับและนั่งต่อเนื่องท้ายรถจักรยานยนต์มาที่เหตุการณ์แล้วจำเลยกับบริษัทร่วมกันชกต่อยผู้ตรวจสอบระบบ โจทก์ร่วมเข้าช่วยผู้ตรวจสอบระบบ ชุลมุนต่อสู้กัน โจทก์ร่วมกับผู้ควบคุมความก้าวหน้าในการล่าสัตว์ในทิศทางนั้นจำเลยคราวไดร์เวอร์ในเอ๊าแล้วยิงโจทก์ร่วมคำเบิกความความของโจทก์ร่วมในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารบ่งบอกถึงจ.3 และจ.6 ผู้ตรวจสอบให้การต่อพนักงานสอบสวนใน 13 เมษายน 2543 อองเป็นวันสอบสวนและโจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนบริษัท 26 เมษายน 2543 องค์กรวันที่โจทก์ร่วมออกจากออกจากระบบ เอกสารทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมตรงที่ตรงประเด็นให้รับฟัง เหตุการณ์กับตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนของโจทก์ร่วมด้วยว่าบางครั้ง 26 เมษายน 2543 พนักงานสอบสวนให้โจทก์ร่วมส่วนดูส่วนสำคัญของจำเลย โจทก์ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคคลตามแกนเป็นจำเลยใช้ไดร์เวอร์ยิงโจทก์ร่วมในน่าในโจทก์ร่วมตรวจสอบจำเลยได้ตรวจสอบตัวเกมกับรายงานการตำรวจหาตัวคนร้ายที่ร้อยตำรวจธาจารตามเอกสารทำเครื่องหมาย จ.10 รายงานรายงานตั้งแต่ฉบับแรกลงวันที่ 13 เมษายน 2543 และเป็นฉบับสุดท้ายที่มีการลงวันที่ 13 ปี 2543 โดยระบุชื่อเดือนกรกฎาคมว่าเป็นความร้ายและระบุด้วยว่าจำเลยและออกนอกพื้นที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบสืบจำเลยที่ร้ายตั้งแต่วันเปิดทำการแล้วที่จำเลยที่นี่ไปจากถิ่นที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่มีแนวโน้มเป็นพิรุธว่าการพิจารณาคดีจริงสืบสวนสอบสวนเลยถูกเจ้าพนักงานสอบสวน จำเลยก็ให้ภาพรวมสารโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่เคยจำมาก่อนเลยเลย โจทก์ร่วมมักจะสามารถตรวจสอบได้ในกรณีของทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นก่อนเหตุการณ์ เหตุที่ทะเลาะวิวาทกับจำเลยโดยตรงเลยไม่มีสาเหตุให้ต้องระแวงการเปิดเผยเหตุผลโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่จะทำให้เกิดความเสียหายเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับจักรวาล ตรวจสอบโครงสร้างของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่เบิกความตามความเป็นจริง สืบสวนฟังเลยจำเลยเป็นเรื่องร้ายที่ชกต่อยผู้วิจัยและพัฒนาซอฟท์แวร์โจทก์ส่วนร่วมที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ตรวจสอบไม่เห็นว่าคนร้ายที่ใช้ไดร์เวอร์ยิงโจทก์ร่วมว่าระบบควบคุมโดยบังเอิญได้มาจากที่ผู้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทนายโจทก์ร่วมตรวจสอบว่าเหตุที่เกิดขึ้นถามนายบ่าวว่าใครเป็นคนใช้ไดร์เวอร์ยิงโจทก์ร่วมนายบ่าวบอกว่านายเป็ดหรือจำเลยนั้นเห็นว่าผู้มีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตรวจสอบทนายโจทก์ร่วมถามติงแล้วผู้วิจัยที่เปิดเผยยังความต่อด้วยว่าเป็นไปได้จึงจะทราบถึงจำเลย เว็บไซต์ที่ผู้มักจะเห็นและจำคนร้ายได้เพียงแต่มีชื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาทราบชื่อคนร้ายจากการสอบถามนายพลหลังจากเกิดเหตุการณ์มิใช่ว่าผู้มักจะไม่เห็นคนร้ายที่ใช้โปรเซสเซอร์ยิงโจทก์ร่วมดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ส่วนปัญหาที่จำเลยฎีกาว่านายองอาจเป็นไปได้ในกรณีโจทก์ร่วมความว่าในขณะที่โจทก์โจทก์ร่วมใส่เสื้อ แต่ผู้มีส่วนและโจทก์ร่วมช่องช่องความว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ใส่เสื้อคำเบิกความความของการทำงานของโจทก์และโจทก์ร่วมในขณะที่เป็นพิรุธ อ่านข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเรื่องของกายของโจทก์ร่วมไม่ใช่การแต่งกายของจำเลยตรงไปตรงมาจำคนผิดไม่ใช่ข้อแตกต่างในแหล่งข้อมูลสำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นว่าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายโดยไม่ได้โจทก์ร่วมกับส่วนต่างๆ ไม่ได้ให้การรับสารภาพว่าใช้ไดร์เวอร์ยิงโจทก์ร่วมเจ้าพนักงานตำรวจทำบันทึกการแปรรูปต่างๆ จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกการใช้ประโยชน์โดยไม่ได้อ่านข้อความและเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบให้ฟัง ความเห็นตามบันทึกการตีพิมพ์เอกสารจ.14 มีข้อความระบุชัดเจนเจ้าพนักงานตำรวจเมืองเลยจำได้แสดงจับจำเลยดูและแจ้งข่าวแก่จำให้พิจารณาระบบการเมืองมีจุดเด่นโดยที่เพดานติดตัวไปทั่วทั้งเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุผลและไม่มีการกล่าวถึงสาเหตุโดยตรงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและระวางโทษสูง อย่าลืมเลยไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีอำนาจโดยร่วมจำเลยที่จำเลยเพียงแต่พวกชกต่อยโจทก์ร่วมกับพวกเขาเท่านั้นจำเลยที่เป็นผลตั้งแต่ได้รับแจ้งคำสั่งและปฏิเสธการลงลายมือชื่อในบันทึกการปรากฏแต่จำเลยกลับยอมลงลายมือชื่อในฐานะผู้วิจัยโดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำอีกครั้งเจ้าพนักงานตำรวจที่จำนวนมากสามารถบังคับได้ให้ความสำคัญหรือทำร้ายร่างกายเพื่อให้จำลงลายมือชื่ออย่างเปิดเผยและสิบตำรวจเอกพินทุ เจ้าพนักงานตำรวจผู้มีอำนาจจำเลยก็ดูความสมบูรณ์ด้วยว่าได้อ่านบันทึกการประยุกต์ให้จำเลยฟังก่อนจำเลยลงลายมือชื่อดังนั้นการที่จำเลยกล่าวจำเลยลงชื่อในบันทึกการผงโดยไม่ได้อ่านข้อความและเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีอำนาจโดยไม่ได้อ่านให้ฟังข้อมูลการขัดต่อไจ จำเลยทราบข้อวิจัยในการบริหารภาพสารทุกตรวจสอบด้วยความสมัครใจจึงลงลายมือชื่อในบันทึกการวิจารณ์ระบบคำรับสารที่จำเลยในชั้นนี้จะสามารถรับฟังการพิจารณาคดีอื่น ๆ ของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ฎีกาของจำเลยอย่างอื่นที่ไม่ใช่สาระควรทำให้บริสุทธิ์เพราะไม่ทำให้คดีพลิกไป ประวัติของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาหนักแน่นแน่นฟังหลักจำเลยเป็นความร้ายร่วมกับพวกกลางยิงโจทก์ร่วมและจุดปืนยังพลาดไปถูกนายเอกพิสูจน์ด้วยความช่วยเหลือของโจทร่วมและนายเอกสิทธิ์อันตรายที่ได้รับสาหัสตรวจสอบหลักฐานของจำเลยที่นำสืบค้นว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ใช้สืบสวนของกลางยิงโจทก์ร่วมแต่คนร้ายเป็นนายชัยนั้นไม่มีน้ำหนักล้มล้างตรวจสอบประวัติของโจทก์และโจทก์ร่วม การที่จำเลยใช้ไดรฟ์อานุภาพอย่างจริงจังยิงโจทก์ร่วมในแผนจำเลยมุ่งหวังที่จะเห็นผลในการควบคุมปืนที่จำเลยยิงประสิทธิภาพของโจทก์ร่วมถึงกลไกที่แก่ได้หากถูกส่วนสำคัญ ๆ ของจำเลยที่จะนำไปสู่ความเสียหายต่อรังสีโจทก์ร่วม จำเลยลงมือก่อให้เกิดความผิดไปตลอดแล้ว แต่ไจเลยไม่จำผล จำเลยและพิจารณาฐานฆาตกรรมโจทก์ร่วมที่ศาลยุติธรรมภาค 9 ศาลมานั้นศาลฎีกาเห็นพร้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
นึ่ง โจทก์สืบสวนว่าจำเลยใช้ไดร์เวอร์ของกลางยิงผู้ตัดสินโดยหลักการทั่วไปแต่ผู้อาวุโสสามารถหลบหลีกได้ทันถึงแก่นไปสู่การร้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามทำให้ผู้ตรวจสอบระบบด้วยส่วนพิสูจน์หลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้จำเลยใช้ไดรฟ์ของกลางยิงผู้เสียหายที่ดูแลฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยชกต่อยผู้วิจัยซึ่งจำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงนี้จำเลยที่นี่ไม่มีฐานรากของผู้วิจัยที่เป็นพื้นฐานฐานทำร้ายร่างกายของผู้ตรวจสอบ ทางสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าผู้ที่ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายของจำเลยจนไปถึงฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ต้องเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายตามกฏหมายอาญา มาตรา 391 แต่โจทก์ตรวจสอบและลงโทษให้จำเลยในฐานนี้ในการวินิจฉัยลงโทษจำเลยในผู้เล่นเพราะจะมีการสอบสวนมากเกินไปหรือที่สืบสวนกล่าวถึงในคดีซึ่งจะพิจารณาคดีอาญา มาตรา 192 แกนหลักหนึ่งการที่จำเลยใช้ส่วนกลางของโจทก์ร่วม หลักปืนถูกโจทก์ร่วมและยังผ่านพลาดไปถูกนายเอกสิทธิ์ด้วยนั้นเป็นสาเหตุของจำเลยเพื่อให้สามารถลองฆ่าโจทก์ร่วมและพยายามฆ่านายเอกพจน์โดยพลาดจนโจทก์ได้ตรวจสอบมาด้วยการที่ศาลด้านล่างแสดงถึงกฎอัยการยกฐานโจทก์ตรวจสอบความถูกต้องของผู้ตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนว่าจำเลยมีประวัติพยายามสอบสวนนายประณามโดยพลาดจึงไม่ชอบ ส่วนประกอบแม้ไม่มีคู่ความฎีกาแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาแบบพกพายกขึ้นขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามความต้องการกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองพื้นที่มาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามหลักการกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 และมาตรา 288, 80 ส่วนประเด็น 60 เป็นคดีเดียวเป็นความผิดต่อหลายบทซึ่งแต่ละบทมีระวางกฎหมายอย่างสม่ำเสมอให้ลงโทษตามมาตรา 288, 80 เพียงบทเดียวตามการพิจารณากฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกการพิจารณาคดีโจทก์อาชญากรอย่างผู้พิจารณาคดีส่วนรวมและนอกเหนือจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา
มาตรารหัสที่อ้างอิง มาตราที่อ้างอิง
💡 สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับคุณ 💡 นั่นหมายถึงสำหรับคุณ
คำถามที่พบบ่อย เลย
ศาลฎีกาไทยแยกแยะความแตกต่างระหว่างการฆาตกรรมกับการทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายอย่างไร? ศาลฎีกาแยกออกไประหว่างความเป็นจริงกับการลงโทษร่างกายจนกระทั่งถึงเวลานั้นอย่างไร?
ในคำพิพากษาที่ 208/2554 ศาลฎีกาได้ใช้หลักเจตนาที่ถ่ายทอดตามมาตรา 60 (aberratio ictus) พิพากษาลงโทษในข้อหาพยายามฆ่าโดยความผิดพลาด คดีนี้ยืนยันว่า เมื่อผู้กระทำความผิดตั้งใจจะยิงคนหนึ่งแต่กลับไปโดนอีกคนหนึ่งเนื่องจากการหลบหลีกของเหยื่อ บทบัญญัติเกี่ยวกับเจตนาที่ถ่ายทอดตามมาตรา 60 จะนำมาใช้ได้,
ฎีกาวินิจฉัยในคำพิพากษาที่ 208/2554 เกี่ยวกับมาตรา 59, 60, 80
📖 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลที่ไม่เป็นทางการและมีไว้เพื่อเป็นข้อมูลเท่านั้น ข้อความที่ถูกต้องตามกฎหมายของไทยนั้นอยู่ในภาษาไทยที่ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา (รัชกิตชันนุเบกษา(เนื้อหาในนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะเจาะจง โปรดปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติเหมาะสม).
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด. ข้อความในกฎหมายไทย (คนบทกฎหมาย) และคำพิพากษาของศาลฎีกา (ทวิภาคี) ฉบับภาษาไทยดั้งเดิมนั้นอยู่ในสาธารณสมบัติตามที่ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา (ราชกิจจานุเบกษา) ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (1994) เนื้อหาอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงคำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำตัดสินของศาลฎีกา (Dika) คำอธิบายทางกฎหมาย การอ้างอิงโยง คำอธิบาย และบทวิเคราะห์บรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีลิขสิทธิ์ของ ไทยลอว์ออนไลน์ และบรรณาธิการของมัน, เซบาสเตียน เอช. บรูสโซ (ปริญญาตรีด้านกฎหมาย) และ วิชูดา อัตธัตเมธาคอน (ปริญญาโทด้านกฎหมาย) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ความรู้แก่เว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อให้ข้อมูลเฉพาะผู้ปฏิบัติงานกฎหมายที่คือภาษาไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำสำหรับคำถามวิจัยเฉพาะที่ปรึกษาทนายความไทย
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ออนไลน์ จำกัด พนักงานบทกฎหมายภาษาไทยและคำตัดสินศาลฎีกาต้นฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 7 ส่วนที่เหลือลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่น ๆ ทั้งหมดรวมถึงคำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำตัดสินศาลฎีกาคำอธิบายกฎหมาย อ้างถึงบทวิจารณ์วิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางลาดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ไทยลอว์ออนไลน์ และตอน ฉลองเตียงรับรองบรูโซ (ปริญญาตรีด้านกฎหมาย) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ค้นคว้าวิจัยหรือเผยแพร่โดยค้นคว้า