ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ใบอนุญาตทนายความไทย เลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส
Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 4273/2568 คำพิพากษาที่ 4273/2568 2025 (พ.ศ. 2568) ชาวต่างชาติวิจารณ์

Section 1750's Forms of Estate Distribution, and Why an Heir Suing Alone Recovers Only Her Share วิธีแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1750 และเหตุที่ทายาทซึ่งฟ้องเพื่อประโยชน์ของตนได้เพิกถอนเพียงส่วนของตน

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

On intestacy the estate passes to all the statutory heirs under CCC sections 1599 and 1629, and the administrator must distribute it according to law under section 1719. Section 1750 paragraph one gives two forms of distribution: each heir taking possession of a defined part as his share, or selling the estate and dividing the proceeds among the heirs. Paragraph two adds that a distribution made instead by agreement cannot be enforced by action unless there is written evidence signed by the party to be charged. An oral promise is neither, so it is not a distribution and does not bind; and renunciation of an inheritance is effective only in the two forms section 1612 allows. Where an administrator transfers estate land to herself and passes it on, an heir may have those registrations set aside, but only so far as her own share goes: an heir who sues for herself alone, with no other heir joining in asking for the transactions to be undone, is exercising the right for her own benefit, and the court sets them aside only as to her fractional share.

เมื่อ ฮ. ผู้เป็นบิดาถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 มีหน้าที่ต้องแบ่งปันให้เป็นไปตามกฎหมาย มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้แบ่งปันได้โดยการเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินมาแบ่ง วรรคสองกำหนดว่า การแบ่งโดยสัญญา ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด คำพูดของจำเลยที่ 1 ที่บอกว่ารอรับมรดกของบิดาจึงไม่ใช่การแบ่งปันตามมาตรา 1750

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The father died intestate leaving land and a house. One of his children was appointed administrator and registered estate land in his own name, then gave two plots away to the second and third defendants. Another heir sued. The Supreme Court held that on intestacy the estate passes to all the statutory heirs (CCC sections 1599 and 1629), that the administrator must distribute it according to law (section 1719), and that section 1750 paragraph one gives two forms of distribution: each heir taking possession of a defined part as his share, or selling the estate and dividing the proceeds among the heirs. Paragraph two adds that a distribution made instead by agreement cannot be enforced by action unless there is written evidence signed by the party to be charged. The father's deathbed wish and the administrator's remark that he would wait for his father's estate were neither, so no distribution had been made; nor had the plaintiff been disinherited or renounced the inheritance in either of the ways section 1612 allows, a written declaration deposited with the competent official or a compromise agreement. But the relief is limited by who sued: because the plaintiff sued for herself alone, and no other surviving statutory heir, nor anyone succeeding in place of an heir who had predeceased, asked for the transactions to be set aside, she was exercising the right for her own benefit only. The Supreme Court reversed and set the transfers and the gifts aside only as to HER one fifth share.
บิดาถึงแก่ความตายโดยไม่มีพินัยกรรม ทิ้งที่ดินและบ้านไว้ ทายาทคนหนึ่งได้รับตั้งเป็นผู้จัดการมรดกและจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตน แล้วยกที่ดินสองแปลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเสน่หา ทายาทอีกคนหนึ่งจึงฟ้องคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อเจ้ามรดกตายโดยไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ผู้จัดการมรดกต้องแบ่งปันให้เป็นไปตามกฎหมายตามมาตรา 1719 และมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง กำหนดวิธีแบ่งปันไว้สองวิธี คือทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ส่วนวรรคสองกำหนดว่า ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคหนึ่งแต่ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด คำสั่งเสียของบิดาและคำพูดที่ว่าจะรอรับทรัพย์มรดกของบิดา จึงไม่ใช่การแบ่งปันตามมาตรา 1750 ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดกหรือสละมรดกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งตามมาตรา 1612 คือทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ขอบเขตของการเพิกถอนขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดเป็นผู้ฟ้อง เมื่อโจทก์ฟ้องเพื่อประโยชน์ของตนเองเพียงคนเดียว และไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่ทายาทที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก ประสงค์จะขอให้เพิกถอนด้วย ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนและการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

On intestacy the estate passes to all the statutory heirs under CCC sections 1599 and 1629, and the administrator must distribute it according to law under section 1719. Section 1750 paragraph one gives two forms of distribution: each heir taking possession of a defined part as his share, or selling the estate and dividing the proceeds among the heirs. Paragraph two adds that a distribution made instead by agreement cannot be enforced by action unless there is written evidence signed by the party to be charged. An oral promise is neither, so it is not a distribution and does not bind; and renunciation of an inheritance is effective only in the two forms section 1612 allows. Where an administrator transfers estate land to herself and passes it on, an heir may have those registrations set aside, but only so far as her own share goes: an heir who sues for herself alone, with no other heir joining in asking for the transactions to be undone, is exercising the right for her own benefit, and the court sets them aside only as to her fractional share.
เมื่อ ฮ. ผู้เป็นบิดาถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 มีหน้าที่ต้องแบ่งปันให้เป็นไปตามกฎหมาย มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้แบ่งปันได้โดยการเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินมาแบ่ง วรรคสองกำหนดว่า การแบ่งโดยสัญญา ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด คำพูดของจำเลยที่ 1 ที่บอกว่ารอรับมรดกของบิดาจึงไม่ใช่การแบ่งปันตามมาตรา 1750

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4273/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

แม้ ฮ.ผู้เป็นบิดามีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของ ล. ผู้เป็นมารดา โดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของ ฮ. ก็ตาม แต่ ฮ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของ ฮ.แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของ ฮ. หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของ ล. ผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของ ล. ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของ ล. กับทายาทโดยธรรมคนอื่นของ ล. เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ฮ. จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ฮ. เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. ด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของ ฮ. ผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้ง ด. ทายาทโดยธรรมของ ฮ. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ฮ. แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ด. และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่ ด. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮอง กับจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายฮองกับนางละออ บิดามารดาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2515 นางละออเป็นบุตรของนางแช นางแชเป็นบุตรของนางงุ่ย โจทก์และจำเลยที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน คือ นายประคอง นายแดง จำเลยที่ 1 นางสาววิรงรอง โจทก์ นายอโนทัย นายอาคม และนายประสาร แต่นายประคอง นายแดง นายอโนทัย และนายอาคมถึงแก่ความตายไปก่อนนายฮองและนางละออ โดยนายประคองถึงแก่ความตายเมื่อใดไม่ปรากฏชัด นายแดงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 นายอโนทัยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 และนายอาคมถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2534 นายประคอง นายอโนทัย และนายอาคมไม่มีผู้สืบสันดาน ส่วนนายแดงมีผู้สืบสันดาน 2 คน คือ นายสถาพร และนางสาวพรรณี จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 นางละออถึงแก่ความตาย วันที่ 4 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางงุ่ย นางแช และนางละออ วันที่ 18 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 และเลขที่ 25479 ให้แก่โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออยังจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26362 และโฉนดที่ดินเลขที่ 65670 ให้แก่นายประสาร วันที่ 7 มิถุนายน 2564 โจทก์ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 ให้แก่นางสายหยุด วันที่ 3 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76236 ให้แก่โจทก์ วันที่ 6 กันยายน 2547 โจทก์รับโอนทรัพย์มรดกของนายอโนทัย เป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32851 ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นายประสาร วันที่ 11 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางงุ่ยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 80736 ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ นางสาววิรงรองได้รับทรัพย์มรดกของนางละออเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 79650 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนางละออ วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 นายฮองถึงแก่ความตาย วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายฮองผู้ตาย นายฮองมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 100 และเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 2 ส่วนบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 เป็นบ้านของจำเลยที่ 1 วันที่ 8 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้นายฮองมีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของนายฮองให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนางละออโดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของนายฮองก็ตาม แต่นายฮองถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายฮองย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น เมื่อนายฮองไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของนายฮอง แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 แล้วยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า นายฮองตั้งใจจะยกบ้านเลขที่ 100 ให้แก่นายประสาร บุตรคนที่ 8 แต่นายประสารพูดคุยกับโจทก์แล้วนายประสารตกลงยกบ้านหลังดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนนายประสารจะรับโอนที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกของนางละออแทนโจทก์ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกันระหว่างทายาทโดยธรรมว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 นั้นจะเป็นทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ แล้วจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ตั้งใจจะใส่ชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 นางสาววิรงรอง และบุตรของนายแดงในโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 จำเลยที่ 1 ตั้งใจว่าหลังเดือนพฤษภาคม 2565 จำเลยที่ 1 จะจัดสรรสัดส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ให้แก่ทายาทดังที่กล่าวข้างต้น นางสาววิรงรอง ไม่ประสงค์จะรับมรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ส่วนนางสาววิรงรองเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานสละสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 กับนายประสารเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานไม่คัดค้านที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกของนายฮองเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ อีกทั้งจำเลยทั้งสามยังยื่นคำแก้ฎีการะบุว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ยกให้แก่นายประสาร ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของนายฮองแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายฮอง หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของนายฮองในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของนางละออผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของนางละออ ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของนางละออกับทายาทโดยธรรมคนอื่นของนางละออ เมื่อทายาทโดยธรรมของนายฮองทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮอง จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายฮอง เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายฮองมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายฮองด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แต่เนื่องจากทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของนายฮองผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้งนายแดง ทายาทโดยธรรมของนายฮองซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนนายฮอง แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายแดง และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่นายแดงซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮอง กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว นิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 เฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the legal principle in Decision 4273/2568? คำพิพากษาฎีกาที่ 4273/2568 วินิจฉัยอย่างไร?

Where a father dies intestate, CCC §1599 and §1629 pass his estate to all the statutory heirs, and under §1719 the administrator must distribute it according to law. §1750 paragraph one gives two forms of distribution: each heir taking possession of a defined parcel as his share, or selling the estate and dividing the proceeds among the heirs. Paragraph two adds that a distribution made instead by agreement cannot be enforced by action unless there is written evidence signed by the party to be charged. An oral promise by one heir 'to wait for the father's estate before claiming the mother's' is neither, so it is not a §1750 distribution and does not bind.

เมื่อ ฮ. ผู้เป็นบิดาถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 มีหน้าที่ต้องแบ่งปันให้เป็นไปตามกฎหมาย มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้แบ่งปันได้โดยการเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินมาแบ่ง วรรคสองกำหนดว่า การแบ่งโดยสัญญา ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด คำพูดของจำเลยที่ 1 ที่บอกว่ารอรับมรดกของบิดาจึงไม่ใช่การแบ่งปันตามมาตรา 1750

Which CCC sections govern how an intestate estate passes to the statutory heirs? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการตกทอดของมรดกที่ไม่มีพินัยกรรมแก่ทายาทโดยธรรม

CCC Section 1599 (also §1612, §1629, §1719, §1750)

มาตรา 1599 (และมาตรา 1719, 1750)

การแบ่งมรดกในประเทศไทย มาตรา 1750 ค.ศ. การสืบทอดมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมในประเทศไทย หน้าที่ผู้ดูแลระบบในประเทศไทย

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต. ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthatmethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง