ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ใบอนุญาตทนายความไทย เลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส

บรรพ 2: หนี้

มาตรา 224: ดอกเบี้ยค่าเสียหาย

แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับ 11 เมษายน 2564 ดอกเบี้ยผิดนัดเปลี่ยนเป็นอัตราตามมาตรา 7 บวกร้อยละ 2 ต่อปี เมื่อมาตรา 7 กำหนดร้อยละ 3 จึงเท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี แทนอัตราคงที่ร้อยละ 7.5 เดิม

ตัวบทกฎหมาย

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๗ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด

การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากนั้น ให้พิสูจน์ได้

คัดลอกจากราชกิจจานุเบกษา / สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

คำแปลภาษาอังกฤษ

A money debt bears interest during the period of default at the rate fixed under section 7 plus an additional rate of two per cent per year. If the creditor may claim a higher rate of interest on some other lawful ground, that interest shall continue to be paid accordingly.

Interest upon interest shall not be charged during the period of default.

Proof of damage other than the foregoing is admissible.

คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา 224 เป็นส่วนหนึ่งของบรรพ 2 ว่าด้วยหนี้แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื้อหานี้รอการจัดทำหมายเหตุของสำนักงาน ตัวบทภาษาไทยข้างต้นคัดลอกจากต้นฉบับ ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตราหลัก

ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติ

ทนายความ: กรณีมีดอกเบี้ยผิดนัด ให้ใช้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี (อัตราตามมาตรา 7 ร้อยละ 3 บวกร้อยละ 2 ตามกฎหมาย) สำหรับช่วงตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป และใช้อัตราร้อยละ 7.5 เฉพาะช่วงก่อนหน้า อย่าอิงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะอัตรานี้จะเปลี่ยนแปลงต่อเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาแก้ไขอัตราตามมาตรา 7 วรรคสองเท่านั้น จึงควรตรวจสอบก่อนว่ามีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวหรือไม่ หากสัญญากำหนดอัตราสูงกว่าและชอบด้วยกฎหมาย อัตรานั้นยังใช้ได้ต่อไป ประชาชนทั่วไป: หากมีคนเป็นหนี้ท่านและผิดนัด ดอกเบี้ยเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามกฎหมายโดยไม่ต้องตกลงกันไว้ แต่ห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย

ความเป็นมาทางกฎหมาย

มาตรา 224 เดิมกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราคงที่ร้อยละ 7.5 ต่อปีมาเป็นเวลานาน พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๒๖ ก, ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔) ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 11 เมษายน 2564 ได้เปลี่ยนเป็นอัตราตามมาตรา 7 บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และในคราวเดียวกันได้ลดอัตราตามมาตรา 7 จากร้อยละ 7.5 เหลือร้อยละ 3 ดอกเบี้ยผิดนัดจึงเท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี อัตราร้อยละ 7.5 เดิมใช้เฉพาะดอกเบี้ยผิดนัดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 11 เมษายน 2564

  • ดอกเบี้ยผิดนัด
  • หนี้เงิน
  • การปฏิรูปอัตราดอกเบี้ย
  • ร้อยละห้า
  • ห้ามดอกเบี้ยทบต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8168/2551 (2008)

    เมื่อธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาสูงกว่าที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ให้อำนาจเรียกได้ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยย่อมตกเป็นโมฆะทั้งข้อ แม้ความจริงธนาคารจะคิดต่ำกว่านั้นก็ไม่ทำให้กลับเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยก่อนผิดนัด คงเรียกได้เพียงอัตราระหว่างผิดนัดตามมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง

    สัญญากู้เงินระหว่างธนาคาร ก. กับจำเลยกำหนดดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารเองที่มีสิทธิเรียกได้ เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ มาตรา ๑๔ และต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มาตรา ๓ (ก) ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ แม้ความจริงธนาคารจะคิดดอกเบี้ยต่ำกว่านั้นก็ไม่ทำให้กลับเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ผู้รับโอนสินทรัพย์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยก่อนผิดนัด คงเรียกได้เพียงอัตราระหว่างผิดนัดตามมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นคือร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ส่วนเงินที่จำเลยชำระเป็นดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะนั้น มิใช่การชำระโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามมาตรา ๔๐๗ จึงนำไปหักชำระต้นเงินได้ ข้อสังเกต ปัจจุบันมาตรา ๒๒๔ ได้รับการแก้ไขแล้ว อัตราระหว่างผิดนัดเป็นอัตราตามมาตรา ๗ บวกอีกร้อยละสองต่อปี

    อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม (deka.in.th)

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6136/2551 (2008)

    ค่าขาดประโยชน์เป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญา สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นตั้งแต่วันผิดสัญญา เจ้าหนี้จึงเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินค่าขาดประโยชน์ได้ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยคดีนี้ศาลฎีกากำหนดให้นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ซึ่งเป็นวันในระหว่างเวลาที่จำเลยผิดนัด มิใช่นับแต่วันที่ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด

    จำเลยเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมจากโจทก์ ค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2535 และไม่ส่งมอบเครื่องคืนเมื่อบอกเลิกสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าขาดประโยชน์เป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญา สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่จำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินค่าขาดประโยชน์ 43,200 บาท ได้ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยกำหนดให้นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ซึ่งเป็นวันในระหว่างเวลาที่จำเลยผิดนัด และวินิจฉัยด้วยว่าค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน เป็นเงินที่จำเลยสัญญาว่าจะใช้ให้เมื่อไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง จึงเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง

    อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม (deka.in.th)

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 568 คดี (พ.ศ. 2509 ถึง 2569)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4759/2568 (2025)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 4684/2568 (2025)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 7252/2568 (2025)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 6779/2567 (2024)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 3290/2566 (2023)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1301/2566 (2023)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 917/2566 (2023)
  • คำพิพากษาฎีกาที่ 5063/2565 (2022)

รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน

มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ

มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี

นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย

อัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 ปัจจุบันเป็นเท่าใด?

ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 (วันที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564มีผลบังคับใช้) อัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายไม่ใช่ร้อยละ 7.5 ต่อปีอีกต่อไป แต่เป็นอัตราตามมาตรา 7 บวกร้อยละ 2 ต่อปี ปัจจุบันมาตรา 7 กำหนดไว้ร้อยละ 3 ดอกเบี้ยผิดนัดจึงเท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี อัตรานี้ไม่ได้ผูกกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่จะเปลี่ยนแปลงต่อเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาแก้ไขอัตราตามมาตรา 7 เท่านั้น อัตราร้อยละ 7.5 ใช้เฉพาะช่วงก่อนวันดังกล่าวเท่านั้น

คิดดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยค้างชำระได้หรือไม่ตามมาตรา 224?

ไม่ได้ มาตรา 224 ห้ามโดยชัดแจ้งไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย (ดอกเบี้ยทบต้น) อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้ยังพิสูจน์และเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายได้

คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline

วิธีอ้างอิงมาตรานี้

  • อ้างอิงแบบทั่วไป Civil and Commercial Code, s. 224 (Thailand)
  • อ้างอิงแบบวิชาการ Civil and Commercial Code (Thailand), s. 224. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-224/ (accessed 17 กันยายน 2026).
  • อ้างอิงแบบไทย ป.พ.พ. มาตรา 224
  • ลิงก์ถาวร https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-224/
  • โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น <blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-224/"><p>หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๗ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากนั้น ให้พิสูจน์ได้</p><footer>Civil and Commercial Code, s. 224 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-224/">ThaiLawOnline</a></footer></blockquote>

ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง