มาตรา 867
ตัวบทกฎหมาย
อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ให้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความต้องตามสัญญานั้นแก่ผู้เอาประกันภัยฉบับหนึ่งกรมธรรม์ประกันภัย ต้องลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัย และมีรายการดังต่อไปนี้(๑) วัตถุที่เอาประกันภัย(๒) ภัยใดซึ่งผู้รับประกันภัยรับเสี่ยง(๓) ราคาแห่งมูลประกันภัย ถ้าหากได้กำหนดกันไว้(๔) จำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย(๕) จำนวนเบี้ยประกันภัย และวิธีส่งเบี้ยประกันภัย(๖) ถ้าหากสัญญาประกันภัยมีกำหนดเวลา ต้องลงเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดไว้ด้วย(๗) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับประกันภัย(๘) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้เอาประกันภัย(๙) ชื่อของผู้รับประโยชน์ ถ้าจะพึงมี(๑๐) วันทำสัญญาประกันภัย(๑๑) สถานที่และวันที่ได้ทำกรมธรรม์ประกันภัย
คัดลอกจากราชกิจจานุเบกษา / สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คำแปลภาษาอังกฤษ
A contract of insurance cannot be enforced by action unless there is some written evidence of it signed by the party liable or by his agent.
One copy of an insurance policy, the contents of which conform to the contract, must be delivered to the insured. The policy must be signed by the insurer and must contain the following particulars:
(1) the subject matter insured;
(2) the risks against which the insurer insures;
(3) the value of the insurable interest, if fixed;
(4) the sum insured;
(5) the amount of the premium and the method of payment;
(6) where the contract is for a fixed term, the times at which it begins and ends;
(7) the name or trade name of the insurer;
(8) the name or trade name of the insured;
(9) the name of the beneficiary, if any;
(10) the date of the contract of insurance;
(11) the place and date of the making of the policy.
คำแปลโดย ThaiLawOnline แปลจากต้นฉบับภาษาไทยและตรวจสอบแล้ว
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 867 เป็นส่วนหนึ่งของบรรพ 3 (เอกเทศสัญญา) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื้อหานี้รอการจัดทำหมายเหตุของสำนักงาน ตัวบทภาษาไทยข้างต้นคัดลอกจากต้นฉบับของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติ
ทนายความ: สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นเมื่อมีการตกลงกัน กรมธรรม์ออกทีหลังเป็นหลักฐาน กรมธรรม์ต้องสะท้อนเงื่อนไขที่ตกลงกันอย่างถูกต้อง เงื่อนไขในกรมธรรม์ เช่น ข้อยกเว้น ต้องสื่อสารให้ชัดเจนและผูกพันหากเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่ตกลงกัน ประชาชนทั่วไป: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้รับกรมธรรม์จริง ไม่ใช่แค่หนังสือรับรองชั่วคราว อ่านข้อยกเว้นให้ครบ ข้อยกเว้นมีผลบังคับ
ความเป็นมาทางกฎหมาย
บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับเดิม ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมที่สำคัญในภายหลัง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2542 (1999) ★ คดีนำ
สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นเมื่อคู่สัญญาตกลงกัน กรมธรรม์เป็นหลักฐาน ไม่ใช่เงื่อนไขการก่อสัญญา
สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นเมื่อมีการตกลงกัน กรมธรรม์เป็นหลักฐานของสัญญา ไม่ใช่ตัวสัญญา มาตรา 867(1) กำหนดให้มีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อบังคับคดีเท่านั้น ไม่ใช่เงื่อนไขการเกิดสัญญา
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4093/2540 (1997)
เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่ห้ามผู้เอาประกันภัยตกลงยินยอม เสนอ หรือให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลใดโดยไม่ได้รับความยินยอมของผู้รับประกันภัยนั้น จะผิดเงื่อนไขได้ก็ด้วยการกระทำของผู้เอาประกันภัยเอง การที่พนักงานสอบสวนสั่งปรับผู้เอาประกันภัยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย เป็นการกระทำของพนักงานสอบสวนเอง หาใช่การที่ผู้เอาประกันภัยยอมรับผิดต่อคู่กรณีไม่ เมื่อผู้เอาประกันภัยมิได้ตกลงยินยอม เสนอ หรือให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งมิได้รับผิดต่อคู่กรณี ย่อมไม่เป็นการผิดเงื่อนไข ผู้รับประกันภัยจะยกเงื่อนไขบังคับก่อนขึ้นปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ ข้อสังเกตเรื่องการจัดวาง คำพิพากษานี้วินิจฉัยตามเงื่อนไขของกรมธรรม์เอง มิใช่ตามมาตรา 867 ซึ่งว่าด้วยหลักฐานเป็นหนังสือและรายการที่กรมธรรม์ต้องมี
ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 1.5.1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องไม่ตกลงยินยอม เสนอ หรือให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลใดโดยไม่ได้รับความยินยอมของบริษัทผู้รับประกันภัย เว้นแต่บริษัทมิได้จัดการต่อการเรียกร้องนั้น และข้อ 1.10 ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ระบุว่าบริษัทอาจไม่รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาประกันภัยและเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ ผู้รับประกันภัยปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างว่าผู้เอาประกันภัยยอมรับผิด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏว่าโจทก์ผู้เอาประกันภัยได้ตกลงยินยอม เสนอ หรือให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คู่กรณี ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับผิดต่อคู่กรณี ส่วนการที่พนักงานสอบสวนสั่งปรับโจทก์ในข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายนั้น เป็นการกระทำของพนักงานสอบสวนเอง หาใช่โจทก์ยอมรับผิดต่อคู่กรณีไม่ โจทก์จึงมิได้กระทำผิดเงื่อนไข ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นเป็นเหตุไม่ใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ได้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2545 (2002)
กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเอกสารซึ่งผู้รับประกันภัยทำขึ้นภายหลังที่สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้ว มาตรา 867 วรรคสอง ให้ผู้รับประกันภัยส่งมอบกรมธรรม์อันมีเนื้อความต้องตามสัญญาประกันภัย เมื่อผู้เรียกร้องมิได้โต้แย้งว่าเงื่อนไขในกรมธรรม์ไม่ตรงกับสัญญาประกันภัย ผู้รับประกันภัยย่อมยกเงื่อนไขจำกัดความรับผิดตามกรมธรรม์ขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้ การแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจภายหลังรถถูกเอาไปนานถึง 6 เดือน ถือไม่ได้ว่าแจ้งความโดยไม่ชักช้า ผู้รับประกันภัยจึงปฏิเสธการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ได้
โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน เมื่อรถที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อถูกหญิงซึ่งเคยยืมไปใช้มาก่อนเอาไปแล้วไม่นำมาคืน ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เพียงแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าจะไม่รับผิดชอบในการที่หญิงนั้นอาจนำรถไปกระทำการเสียหาย แล้วจึงแจ้งความให้ดำเนินคดีฐานลักทรัพย์ภายหลังนานถึง 6 เดือน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งว่าเงื่อนไขในกรมธรรม์ไม่ตรงกับสัญญาประกันภัย ผู้รับประกันภัยย่อมยกเงื่อนไขจำกัดความรับผิดขึ้นอ้างได้ กรมธรรม์ข้อ 1.6 กำหนดให้ผู้เอาประกันภัยแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชักช้า และข้อ 1.9 เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ย่อมต้องสันนิษฐานได้ว่ารถสูญหายตั้งแต่ไม่นำมาคืนภายในระยะเวลาที่เคยยืมไปใช้ การแจ้งความล่าช้าถึง 6 เดือนจึงผิดเงื่อนไขข้อ 1.6 และอาจเกิดผลเสียหายแก่ผู้รับประกันภัย พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 27 คดี (พ.ศ. 2521 ถึง 2567)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 12377/2558 (2015)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7174/2558 (2015)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2124/2558 (2015)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7300/2538 (1995)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3180/2538 (1995)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1867/2538 (1995)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 5434/2537 (1994)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3888/2537 (1994)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
Civil and Commercial Code, s. 867 (Thailand) -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Civil and Commercial Code (Thailand), s. 867. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-867/ (accessed 17 กันยายน 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.พ.พ. มาตรา 867 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-867/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-867/"><p>อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ให้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความต้องตามสัญญานั้นแก่ผู้เอาประกันภัยฉบับหนึ่งกรมธรรม์ประกันภัย ต้องลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัย และมีรายการดังต่อไปนี้(๑) วัตถุที่เอาประกันภัย(๒) ภัยใดซึ่งผู้รับประกันภัยรับเสี่ยง(๓) ราคาแห่งมูลประกันภัย ถ้าหากได้กำหนดกันไว้(๔) จำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย(๕) จำนวนเบี้ยประกันภัย และวิธีส่งเบี้ยประกันภัย(๖) ถ้าหากสัญญาประกันภัยมีกำหนดเวลา ต้องลงเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดไว้ด้วย(๗) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับประกันภัย(๘) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้เอาประกันภัย(๙) ชื่อของผู้รับประโยชน์ ถ้าจะพึงมี(๑๐) วันทำสัญญาประกันภัย(๑๑) สถานที่และวันที่ได้ทำกรมธรรม์ประกันภัย</p><footer>Civil and Commercial Code, s. 867 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-867/">ThaiLawOnline</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา