Landmark คำพิพากษาสำคัญ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ป.พ.พ. Decision 159/2566 คำพิพากษาที่ 159/2566 2023 (B.E. 2566)

Contracts Beyond a Company's Stated Objects Do Not Bind the Company — Ratification Does Not Cure นิติกรรมนอกขอบวัตถุประสงค์ของบริษัทไม่ผูกพันบริษัท — การให้สัตยาบันไม่อาจแก้ไขได้

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

ภายใต้ CCC §66, a juristic person can only act within its declared objects (วัตถุประสงค์). Where a company's registered objects do not include guaranteeing the debts of others, a guarantee given by the company is ultra vires and does not bind it. Importantly, ratification (สัตยาบัน) cannot retroactively validate an ultra vires act, because the underlying juristic act is void from the outset for being outside the company's legal capacity.

จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ไม่มีวัตถุประสงค์การค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้อื่น ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 66 ผู้แทนนิติบุคคลต้องกระทำกิจการหรือนิติกรรมภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล จึงจะมีผลผูกพันนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการค้ำประกันหนี้ของผู้อื่น สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นเรื่องนอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 การให้สัตยาบันไม่อาจทำให้นิติกรรมที่ไม่มีผลผูกพันมีผลผูกพันได้

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The plaintiff sued to enforce a guarantee given by Defendant 3, a limited company, securing another party's debt. The company's registered objects did not include providing guarantees. The Supreme Court held the guarantee unenforceable: under CCC §66, a juristic person acts only within its declared objects, and an act outside those objects does not bind the company. The court further held that ratification cannot save an ultra vires act, since the act is void ab initio for want of capacity.
โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ของบุคคลอื่น โดยที่วัตถุประสงค์จดทะเบียนของบริษัทไม่ครอบคลุมการค้ำประกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาค้ำประกันไม่ผูกพันบริษัท — มาตรา 66 กำหนดให้นิติบุคคลทำได้เฉพาะภายในขอบวัตถุประสงค์ การให้สัตยาบันก็ไม่อาจแก้ไขได้ เพราะนิติกรรมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นเนื่องจากนอกอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคล

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Under CCC §66, a juristic person can only act within its declared objects (วัตถุประสงค์). Where a company's registered objects do not include guaranteeing the debts of others, a guarantee given by the company is ultra vires and does not bind it. Importantly, ratification (สัตยาบัน) cannot retroactively validate an ultra vires act, because the underlying juristic act is void from the outset for being outside the company's legal capacity.
จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ไม่มีวัตถุประสงค์การค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้อื่น ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 66 ผู้แทนนิติบุคคลต้องกระทำกิจการหรือนิติกรรมภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล จึงจะมีผลผูกพันนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการค้ำประกันหนี้ของผู้อื่น สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นเรื่องนอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 การให้สัตยาบันไม่อาจทำให้นิติกรรมที่ไม่มีผลผูกพันมีผลผูกพันได้

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 159/2566. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2566 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

จากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41713, 41721, 39822, 32410 และ 32411 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดไปพร้อมกันนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ ท. ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 209,978,581.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 148,156,417.97 บาท นับถัดจากวันที่ 30 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 29,765,904.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 22,000,000 บาท นับถัดจากวันที่ 30 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41713, 41721, 39822, 32410 และ 32411 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดไปพร้อมกันนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษ 175,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ต่อโจทก์ถึงที่สุดตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลฎีกา ในชั้นนี้คงมีปัญหาตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ได้ความว่าจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรอง ได้แก่การประกอบกิจการค้าต่าง ๆ และกิจการอื่นโดยไม่มีวัตถุประสงค์การค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้อื่น เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน แทนบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 22,000,000 บาท ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายบริษัทจำเลยที่ 3 ให้การนายธวัชชัย และในเดือนสิงหาคม 2549 เป็นต้นมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 และกรรมการอีกสองคนเป็นนายธวัชชัย และกรรมการใหม่อีก 4 คน ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2549 บริษัทจำเลยที่ 3 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ค. เกี่ยวกับความผูกพันตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66 บัญญัติว่า "นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง" ผู้แทนนิติบุคคลจึงต้องกระทำกิจการหรือนิติกรรมภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจึงจะมีผลผูกพันนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการค้ำประกันหนี้ของผู้อื่น สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นเรื่องนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันถือว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาค้ำประกันนั้น เห็นว่า การให้สัตยาบันแก่นิติกรรมที่นิติบุคคลกระทำนอกวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลเป็นการให้การรับรองนิติกรรมที่ไม่มีผลผูกพันให้มีผลผูกพันนิติบุคคลและบังคับกันได้ซึ่งอาจกระทำโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย โดยสภาพการให้สัตยาบันจึงต้องกระทำภายหลังที่ได้กระทำนิติกรรมนั้นแล้ว กรณีไม่อาจถือเอาการกระทำนิติกรรมนั้นเองเป็นการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นในขณะเดียวกันได้ มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่านิติกรรมที่อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลจะมีผลผูกพันนิติบุคคลนั้นทุกกรณีซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายในการกำหนดวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลให้แตกต่างไปจากบุคคลธรรมดา การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในสัญญาค้ำประกันจึงไม่เป็นการให้สัตยาบันแก่การค้ำประกัน สัญญาค้ำประกัน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาซึ่งมีเพียงประเด็นเดียวว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ปรากฏว่าศาลฎีกาได้สั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในคำพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แก่โจทก์ไปแล้ว 175,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์อีก 24,800 บาท พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 24,800 บาท แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย เลย

What is the legal principle in Decision 159/2566? คำพิพากษาฎีกาที่ 159/2566 วินิจฉัยอย่างไร?

Under CCC §66, a juristic person can only act within its declared objects (วัตถุประสงค์). Where a company's registered objects do not include guaranteeing the debts of others, a guarantee given by the company is ultra vires and does not bind it. Importantly, ratification (สัตยาบั...

จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ไม่มีวัตถุประสงค์การค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้อื่น ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 66 ผู้แทนนิติบุคคลต้องกระทำกิจการหรือนิติกรรมภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล จึงจะมีผลผูกพันนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ …

Which section of the Civil and Commercial Code applies? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง?

The case is decided primarily under CCC Section 66.

คดีนี้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66

ultra vires thailand section 66 ccc company objects thailand corporate guarantee thailand ratification ultra vires thailand

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

เซบาสเตียน เอช. บรูสโซ LL.B., B.Sc. Foreign Legal Consultant
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Thai Attorney and Notary

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

ข้อสงวนสิทธิ์: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (รัชกิตชันนุเบกษา). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content — including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis — is the copyrighted intellectual property of ไทยลอว์ออนไลน์ and its editors, เซบาสเตียน เอช. บรูสโซ (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ไทยลอว์ออนไลน์ และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เริ่มดำเนินคดีของคุณ
Scroll to Top