แลนด์มาร์ค คำพิพากษาสำคัญ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ป.พ.พ. คำตัดสินที่ 2651/2566 คำพิพากษาที่ 2651/2566 2023 (พ.ศ. 2566)

กรรมการที่กระทำการโดยไม่สุจริตต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทเป็นการส่วนตัว สาเหตุของการปราศจากความผิดพลาด — คำนึงถึงการผิดเป็นส่วนตัวร่วมกับบริษัท

ส่วนต่างๆ ของ CCC: ไทม์ ป.พ.พ.:

⚖️ ข้อสรุปสำคัญ ⚖️ประเด็นสำคัญ

ซีซีซี §5 (good-faith obligation) and §1144 (director's duty of care) impose personal liability on a company director who acts in bad faith. Hallmarks of bad faith include: failing to pay for goods/services after taking delivery, falsifying guarantee and debt-acknowledgement documents (signing with personal name plus stamping companies' seals selectively), and fabricating proof of bank transfers that never occurred. Where these pattern facts are proven, the director is personally liable to the harmed counterparty alongside any company through which the director acted.

โจทก์นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของฝ่ายจำเลย โดยเฉพาะการกระทำตามอำเภอใจของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่การเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 การไม่ยอมชำระค่าบริการสินค้าโดยอ้างขาดสภาพคล่อง การทำสัญญาค้ำประกันโดยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญทั้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 การทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยลงลายมือชื่อแต่ไม่ประทับตราของจำเลยที่ 1 รวมทั้งการทำหลักฐานการโอนเงินเท็จ การกระทำเหล่านี้เป็นข้อพิรุธหลายประการ จำเลยที่ 2 รับผิดเป็นส่วนตัว

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร บทสรุป

The plaintiff sued an international-trade company (Defendant 1), its director (Defendant 2), and another company (Defendant 3) for unpaid invoices. Defendant 2 personally negotiated the deal as Defendant 1's representative, then engineered a series of dubious acts: claiming cash-flow problems to avoid payment, signing guarantees while selectively stamping the seals of Defendants 1 and 3, signing debt acknowledgements without proper company stamps, and producing fake bank-transfer records. The Supreme Court held Defendant 2 personally liable: §5 and §1144 require directors to act in good faith; the multiple irregularities established bad faith.
โจทก์ฟ้องบริษัทค้าระหว่างประเทศ (จำเลยที่ 1) กรรมการ (จำเลยที่ 2) และบริษัทอีกแห่ง (จำเลยที่ 3) เรื่องไม่ชำระค่าสินค้า จำเลยที่ 2 เจรจาเองในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 แล้วทำเรื่องผิดปกติหลายอย่าง — อ้างขาดสภาพคล่อง ทำสัญญาค้ำประกันโดยประทับตราเลือกใช้ ทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยไม่ครบถ้วน ทำหลักฐานโอนเงินเท็จ ศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 รับผิดเป็นส่วนตัว — มาตรา 5 และ 1144 บังคับให้กรรมการกระทำการโดยสุจริต พฤติการณ์ที่ผิดปกติหลายข้อเป็นการประพฤติทุจริต

คำตัดสินของศาล (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

CCC §5 (good-faith obligation) and §1144 (director's duty of care) impose personal liability on a company director who acts in bad faith. Hallmarks of bad faith include: failing to pay for goods/services after taking delivery, falsifying guarantee and debt-acknowledgement documents (signing with personal name plus stamping companies' seals selectively), and fabricating proof of bank transfers that never occurred. Where these pattern facts are proven, the director is personally liable to the harmed counterparty alongside any company through which the director acted.
โจทก์นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของฝ่ายจำเลย โดยเฉพาะการกระทำตามอำเภอใจของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่การเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 การไม่ยอมชำระค่าบริการสินค้าโดยอ้างขาดสภาพคล่อง การทำสัญญาค้ำประกันโดยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญทั้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 การทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยลงลายมือชื่อแต่ไม่ประทับตราของจำเลยที่ 1 รวมทั้งการทำหลักฐานการโอนเงินเท็จ การกระทำเหล่านี้เป็นข้อพิรุธหลายประการ จำเลยที่ 2 รับผิดเป็นส่วนตัว

คำตัดสินของศาลเต็มคณะ คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2651/2566. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2566 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

กำลังจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษและจะพร้อมใช้งานในเร็วๆ นี้.

ดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,817,095.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2560) ต้องไม่เกิน 166,226.95 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,020.38 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ทั้งนี้อัตราแลกเปลี่ยนต้องไม่เกิน 36.3271 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อคำนวณเป็นเงินบาทต้องไม่เกิน 1,931,935.66 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเฉพาะประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นเพื่อการชำระหนี้ค่าสินค้าตามหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำการแทนและมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ จำเลยที่ 1 สั่งซื้อแผ่นรองสิ่งปฏิกูลสัตว์เลี้ยงรวม 10,250 ชิ้น จากโจทก์ โดยมีเงื่อนไขในการชำระราคาคือร้อยละ 50 เมื่อทำการยืนยันใบสั่งซื้อ และอีกร้อยละ 50 เมื่อโจทก์ส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งนี้ ให้โจทก์ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่บริษัท ต. ผู้ซื้อ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าสินค้าให้โจทก์โดยอ้างเหตุผลเรื่องขาดสภาพคล่องทางการเงิน วันที่ 22 มกราคม 2559 จำเลยที่ 2 จึงเดินทางไปพบโจทก์เพื่อเจรจาขอให้โจทก์ปล่อยสินค้าออกจากท่าเรือและจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้ค่าสินค้าให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับลายนิ้วมือไว้ในเอกสาร ตามหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมคำแปล โจทก์จึงปล่อยใบตราส่งให้แก่ผู้ซื้อ คดีในชั้นนี้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวและต้องชำระเงินแก่โจทก์ 50,020.38 ดอลลาร์สหรัฐ โดยจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของฝ่ายจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นเพื่อการชำระหนี้ค่าสินค้า ตามหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมคำแปลหรือไม่ โดยฝ่ายจำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ การทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 กระทำขึ้นในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 แม้หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งปัญหานี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยไว้ว่า ฝ่ายจำเลยไม่ได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อโดยไม่ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นการส่วนตัว เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าฝ่ายจำเลยไม่ได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของฝ่ายจำเลยในการติดต่อซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศครั้งนี้ไว้แล้ว โดยเฉพาะการกระทำตามอำเภอใจของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่การเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการเจรจากับโจทก์มาโดยตลอด การไม่ยอมชำระค่าสินค้าตั้งแต่แรกด้วยการอ้างว่าขาดสภาพคล่องทางการเงิน การทำสัญญาค้ำประกันโดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญทั้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 การทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับลายนิ้วมือแต่ไม่ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 รวมทั้งการทำหลักฐานการโอนเงินให้แก่โจทก์ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการทำธุรกรรมดังกล่าวต่อธนาคารแต่อย่างใด การกระทำเหล่านี้นับเป็นข้อพิรุธหลายประการของจำเลยที่ 2 ที่ทำให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำการไม่สุจริตในลักษณะที่ตนเองเป็นบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนอกเหนือจากการเป็นเพียงผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ทั้งเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงแบบพิธีของจำเลยที่ 1 ในการประทับตราสำคัญ หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงไม่ถือว่าได้ทำขึ้นโดยเจตนาให้มีลักษณะเป็นทางการอย่างเช่นหนังสือที่ออกโดยนิติบุคคลทั่วไป แต่มีลักษณะที่อาจเข้าใจไปได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำในนามส่วนตัวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่โจทก์และยอมปล่อยสินค้า จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ซึ่งเป็นคู่ค้าผู้สุจริตได้ ถือว่าจำเลยที่ 2 ได้เข้าร่วมเป็นการส่วนตัวกับจำเลยที่ 1 เพื่อรับผิดในหนี้ค่าสินค้าที่ค้างชำระต่อโจทก์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นเพื่อการชำระหนี้ค่าสินค้า ตามหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมคำแปลนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของฝ่ายจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ได้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากนี้ เห็นควรกำหนดด้วยว่า การคิดอัตราแลกเปลี่ยนให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ชำระเงิน หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายก่อนวันนั้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนนี้มีลักษณะเป็นหนี้ร่วม จึงให้ มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย พิพากษายืน แต่สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงิน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2560) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ในการคิดอัตราแลกเปลี่ยนให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ชำระเงิน หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายก่อนวันนั้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

มาตรารหัสที่อ้างอิง มาตราที่อ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย เลย

What is the legal principle in Decision 2651/2566? คำพิพากษาฎีกาที่ 2651/2566 วินิจฉัยอย่างไร?

CCC §5 (good-faith obligation) and §1144 (director's duty of care) impose personal liability on a company director who acts in bad faith. Hallmarks of bad faith include: failing to pay for goods/services after taking delivery, falsifying guarantee and debt-acknowledgement documen...

โจทก์นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของฝ่ายจำเลย โดยเฉพาะการกระทำตามอำเภอใจของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่การเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 การไม่ยอมชำระค่าบริการสินค้าโดยอ้างขาดสภาพคล่อง การทำสัญญาค้ำประกันโดยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญทั้งของจำเลยที่ 1 แ…

มาตราใดของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง? มาตราใดในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง?

CCC Section 5 (also §807, §1144, §1167).

คดีนี้วินิจฉัยตามมาตรา 5 (และอ้างถึงมาตรา 807, 1144, 1167)

director personal liability thailand section 1144 ccc section 5 ccc good faith bad faith director thailand piercing corporate veil thailand

📖 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

เซบาสเตียน เอช. บรูสโซ นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต. ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
วิชูดา อัตธัตเมธาคอน ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

ตรวจสอบและแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี.

การตัดและอธิบายโดยไม่ต้องกังวลทางกฎหมายด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลที่ไม่เป็นทางการและมีไว้เพื่อเป็นข้อมูลเท่านั้น ข้อความที่ถูกต้องตามกฎหมายของไทยนั้นอยู่ในภาษาไทยที่ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา (รัชกิตชันนุเบกษา(เนื้อหาในนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะเจาะจง โปรดปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติเหมาะสม).

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด. ข้อความในกฎหมายไทย (คนบทกฎหมาย) และคำพิพากษาของศาลฎีกา (ทวิภาคี) ฉบับภาษาไทยดั้งเดิมนั้นอยู่ในสาธารณสมบัติตามที่ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา (ราชกิจจานุเบกษา) ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (1994) เนื้อหาอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงคำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำตัดสินของศาลฎีกา (Dika) คำอธิบายทางกฎหมาย การอ้างอิงโยง คำอธิบาย และบทวิเคราะห์บรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีลิขสิทธิ์ของ ไทยลอว์ออนไลน์ และบรรณาธิการของมัน, เซบาสเตียน เอช. บรูสโซ (ปริญญาตรีด้านกฎหมาย) และ วิชูดา อัตธัตเมธาคอน (ปริญญาโทด้านกฎหมาย) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ความรู้แก่เว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อให้ข้อมูลเฉพาะผู้ปฏิบัติงานกฎหมายที่คือภาษาไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำสำหรับคำถามวิจัยเฉพาะที่ปรึกษาทนายความไทย

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ออนไลน์ จำกัด พนักงานบทกฎหมายภาษาไทยและคำตัดสินศาลฎีกาต้นฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 7 ส่วนที่เหลือลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่น ๆ ทั้งหมดรวมถึงคำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำตัดสินศาลฎีกาคำอธิบายกฎหมาย อ้างถึงบทวิจารณ์วิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางลาดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ไทยลอว์ออนไลน์ และตอน ฉลองเตียงรับรองบรูโซ (ปริญญาตรีด้านกฎหมาย) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ค้นคว้าวิจัยหรือเผยแพร่โดยค้นคว้า

เลื่อนขึ้น