บรรพ 3 — เอกเทศสัญญา

มาตรา 453 — ซื้อขาย — บทนิยาม

ตัวบทกฎหมาย

อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย

คัดลอกจากราชกิจจานุเบกษา / สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

คำแปลภาษาอังกฤษ

Sale is a contract whereby a person, called the seller, transfers to another person, called the buyer, the ownership of property, and the buyer agrees to pay to the seller a price for it.

คำแปลนี้ยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน — โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก

หมายเหตุของสำนักงาน

มาตรา 453 เป็นบทนิยามแม่ของการซื้อขายทุกชนิดในไทย องค์ประกอบสามประการ: (ก) ผู้ขายต้องมีและโอนกรรมสิทธิ์ (ข) ราคาต้องเป็นเงิน (ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนตามมาตรา 518) (ค) มีเจตนาตรงกัน สำหรับอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์บางประเภท (รถยนต์ เรือ ห้องชุด) มีแบบเพิ่มเติม ดูมาตรา 456 (อสังหาฯ ต้องทำหนังสือและจดทะเบียน)

มาตราหลัก

ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติ

ทนายความ: ต้องพิจารณาสาระสำคัญของสัญญาว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ ราคา และข้อตกลงครบถ้วนหรือไม่ ไม่ใช่แค่ชื่อสัญญา ประชาชนทั่วไป: หากโอนทรัพย์สินและได้รับเงินเป็นการตอบแทน ถือเป็นการซื้อขายโดยไม่คำนึงถึงชื่อเอกสาร

ความเป็นมาทางกฎหมาย

บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับเดิม ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมที่สำคัญในภายหลัง

  • ซื้อขาย
  • สัญญา
  • โอนกรรมสิทธิ์
  • บทนิยาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17923/2557 (2014) ★ คดีนำ

    ศาลพิจารณาลักษณะสัญญาจากเนื้อหาและเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา ไม่ใช่จากชื่อสัญญาที่ตั้งไว้

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้สัญญาจะระบุชื่อว่าสัญญาเช่า แต่สาระสำคัญมุ่งโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นสัญญาซื้อขายตามมาตรา 453 ไม่ใช่สัญญาเช่า

    อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม (deka.in.th)

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3763/2542 (1999)

    ผู้ขายไม่จำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินขณะทำสัญญา ภาระผูกพันในการโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้นในเวลาปฏิบัติการ

    ผู้ขายไม่ได้เป็นเจ้าของรถขณะทำสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายยังคงสมบูรณ์เพราะกฎหมายไม่กำหนดให้ผู้ขายต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะทำสัญญา

    อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม (deka.in.th)

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4450/2542 (1999)

    การตีความสัญญาต้องพิจารณาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาควบคู่กับถ้อยคำที่ใช้ในเอกสาร

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการตีความสัญญาต้องพิจารณาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาประกอบถ้อยคำในสัญญา โดยดูจากภาคผนวกซึ่งแยกราคาอุปกรณ์และค่าแรงออกจากกัน

    อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม (deka.in.th)

คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา

คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนนำไปใช้กับกรณีจริง

เลื่อนขึ้น