มาตรา 456: ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
ตัวบทกฎหมาย
การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย
คัดลอกจากราชกิจจานุเบกษา / สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คำแปลภาษาอังกฤษ
A sale of immovable property is void unless it is made in writing and registered by the competent official. The same rule applies to vessels of five tons and over, to floating houses and to beasts of burden. An agreement to sell or to buy any of the aforesaid property, or a promise of sale of such property is not enforceable by action unless there is some written evidence signed by the party liable or unless earnest is given, or there is part performance. The provisions of the foregoing paragraph shall apply to a contract of sale of movable property where the agreed price is twenty thousand baht or upwards.
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 456 เป็นกฎเรื่องแบบของการซื้อขายที่ดิน ถ้าไม่จดทะเบียนต่อกรมที่ดิน (โฉนด นส.3ก เป็นต้น) นิติกรรมเป็นโมฆะ ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์แม้ผู้ซื้อจะชำระราคาครบ ข้อสังเกตในทางปฏิบัติ: (1) สัญญาจะซื้อจะขายที่ไม่ได้จดทะเบียนใช้บังคับได้เพียงในฐานะคำมั่นจะขายตามวรรคสองของมาตรา 456 ให้ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกค่าเสียหายแต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์ (2) สำหรับชาวต่างชาติที่ห้ามถือที่ดินโดยตรง มาตรานี้ตอกย้ำว่าโครงสร้างนอมินีหรือทรัสต์ใช้ไม่ได้ ชื่อในโฉนดยังคงอยู่กับนอมินีและเสี่ยงต่อเจ้าหนี้ของนอมินี
ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติ
ทนายความ: การซื้อขายที่ดินที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นโมฆะอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่เป็นโมฆียะ แต่สัญญาจะซื้อจะขายสามารถบังคับได้หากมีหลักฐานเป็นหนังสือ มัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน ประชาชนทั่วไป: อย่าชำระราคาเต็มสำหรับที่ดินหากยังไม่ได้จดทะเบียนโอน เพราะจะไม่ได้กรรมสิทธิ์
ความเป็นมาทางกฎหมาย
บัญญัติไว้พร้อมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และต่อมาแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นที่มาของตัวบทที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1401/2553 (2010) ★ คดีนำ
การซื้อขายที่ดินที่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินยังไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ผู้ขายย่อมมีแต่สิทธิครอบครอง การส่งมอบที่ดินถือได้ว่าผู้ขายสละเจตนาครอบครอง ผู้ซื้อจึงได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองตามมาตรา 1377 และมาตรา 1378 อันเป็นการได้มาโดยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่ได้มาตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นโมฆะ ผู้ซื้อจึงขอให้ห้ามรบกวนการครอบครองได้ แต่จะฟ้องบังคับให้จดทะเบียนโอนหาได้ไม่
โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เนื้อที่ 5 ไร่ ชำระราคาครบถ้วน และผู้ขายส่งมอบที่ดินให้ครอบครองตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2539 ต่อมาผู้ขายถึงแก่กรรมในปี 2541 โดยยังมิได้จดทะเบียนโอน โจทก์จึงฟ้องผู้จัดการมรดกให้ส่งมอบ น.ส. 3 และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการซื้อขายมิได้จดทะเบียนจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อที่ดินยังไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ผู้ขายมีแต่สิทธิครอบครอง การส่งมอบที่ดินถือว่าสละเจตนาครอบครอง โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองตามมาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้มาโดยผลของกฎหมาย มิใช่ตามสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นโมฆะ โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จดทะเบียนโอนไม่ได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม แต่เมื่อโจทก์ได้สิทธิครอบครองแล้ว ศาลจึงพิพากษาห้ามจำเลยรบกวนการครอบครอง
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8163/2554 (2011)
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่มีการวางมัดจำสามารถฟ้องบังคับได้โดยไม่ต้องจดทะเบียน
คู่สัญญามีเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยวางมัดจำตามมาตรา 456 วรรคสอง สัญญาดังกล่าวไม่ต้องจดทะเบียนและสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14921/2555 (2012)
เมื่อคู่สัญญาซื้อขายเรือซึ่งมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปมีเจตนาจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อผู้ซื้อชำระราคาครบถ้วนแล้ว สัญญานั้นเข้าลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง จึงไม่ตกเป็นโมฆะ
สัญญาซื้อขายเรือสามลำซึ่งมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป แสดงให้เห็นว่าผู้ขายและผู้ซื้อประสงค์จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อผู้ซื้อชำระเงินครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามมาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ทั้งผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในขณะทำสัญญา เพราะสาระสำคัญคือให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยชำระราคาตามที่ตกลงกัน และเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องดำเนินการโอน เมื่อผู้ขายส่งมอบเรือทั้งสามลำพร้อมหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในวันทำสัญญาแล้ว สัญญาย่อมมีผลใช้บังคับได้
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 311 คดี (พ.ศ. 2488 ถึง 2568)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1994/2566 (2023)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 131/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4135/2563 (2020)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1476/2561 (2018)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 9990/2560 (2017)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2521/2559 (2016)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 120/2559 (2016)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 15097/2558 (2015)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
- ป.วิ.แพ่ง มาตรา 94 50
- มาตรา 1378 21
- ป.วิ.แพ่ง มาตรา 249 17
- มาตรา 1382 17
- มาตรา 1377 16
- มาตรา 525 14
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
การซื้อขายที่ดินโดยไม่จดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินให้สิทธิแก่ผู้ซื้อหรือไม่?
การซื้อขายเป็นโมฆะ กล่าวคือการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ผู้ซื้อไม่ได้กรรมสิทธิ์ แต่มิได้หมายความว่าผู้ซื้อไม่ได้อะไรเลย ในกรณีที่ที่ดินไม่มีโฉนดและผู้ขายมีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อผู้ขายส่งมอบที่ดินให้ ย่อมเป็นการสละการครอบครอง ผู้ซื้อจึงได้สิทธิครอบครองของตนเองตามมาตรา 1377 และ 1378 สิทธิดังกล่าวเกิดจากการเข้าครอบครอง มิใช่จากสัญญาที่เป็นโมฆะ ผู้ซื้อที่ได้เข้าครอบครองที่ดิน น.ส.3 จึงยกสิทธิครอบครองขึ้นอ้างและขอให้ศาลห้ามการรบกวนได้ แต่ไม่อาจบังคับให้ผู้ขายหรือกองมรดกของผู้ขายจดทะเบียนโอนให้ได้ ส่วนกรณีที่ดินมีโฉนดหรือผู้ซื้อยังมิได้เข้าครอบครอง สิทธิเรียกร้องคงมีเพียงการเรียกเงินที่ชำระไปคืน
สัญญาปากเปล่าในการซื้อขายที่ดินสามารถฟ้องร้องบังคับได้หรือไม่?
ไม่ได้ เว้นแต่จะมีการวางมัดจำหรือมีการชำระหนี้บางส่วน สัญญาจะซื้อจะขายต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือที่ลงลายมือชื่อ มีมัดจำ หรือมีการปฏิบัติการชำระหนี้บางส่วน มิฉะนั้นไม่สามารถฟ้องร้องได้
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
Civil and Commercial Code, s. 456 (Thailand) -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Civil and Commercial Code (Thailand), s. 456. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-456/ (accessed 17 กันยายน 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.พ.พ. มาตรา 456 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-456/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-456/"><p>การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย</p><footer>Civil and Commercial Code, s. 456 (Thailand): <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-civil-code/section-456/">ThaiLawOnline</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา