ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส
Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 372/2567 คำพิพากษาที่ 372/2567 2024 (พ.ศ. 2567)

Land Given by a Parent During the Marriage Is Sin Suan Tua and Cannot Be Seized for the Other Spouse's Debt ที่ดินที่ได้รับการยกให้ระหว่างสมรสเป็นสินส่วนตัว เจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่ายยึดไม่ได้

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Property that a spouse acquires during the marriage by gift is that spouse's separate property under CCC section 1471 (3), and the date of the gift, not the date of the marriage, is what matters. Property bought during the marriage is marital property under section 1474 (1) for that reason alone, whatever money paid for it. Where the spouse has transferred the marital portion away years before a creditor seizes the land, no marital portion remains in the title, and the presumption in section 1474 paragraph two does not arise: that presumption operates where there is doubt whether a thing is marital property, not merely because separate and marital shares once sat in the same parent title. Evidence that the co-owners had divided possession into defined portions supports the same conclusion. Where the land is separate property the buildings on it are component parts of it and separate property as well, so a creditor of the other spouse cannot have the land and buildings sold, and they must be released from seizure.

แม้ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 20948 จะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินกรรมสิทธิ์รวม โดยที่ดินพิพาท 2,000 ส่วน ผู้ร้องรับโอนมาจากมารดาจากการยกให้โดยเสน่หาจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ส่วนที่ดินอีก 492 ส่วน ผู้ร้องซื้อมาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส แต่เมื่อก่อนที่โจทก์จะนำยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่น้องสาวไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ได้เป็นเจ้าของส่วนนั้น คงเป็นเจ้าของเฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วนเท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินพิพาท ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) โดยถือวันที่ได้รับการให้ มิใช่วันสมรส ส่วนทรัพย์ที่ซื้อมาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) โดยไม่ต้องพิจารณาว่าใช้เงินใดซื้อ เมื่อไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยและไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1474 วรรคสอง และเมื่อที่ดินเป็นสินส่วนตัว สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินย่อมเป็นส่วนควบและเป็นสินส่วนตัวด้วย เจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่ายจึงยึดออกขายทอดตลาดไม่ได้ ต้องปล่อยทรัพย์ที่ยึด

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A creditor had judgment against two defendants for 6,730,000 baht and seized a five rai plot with its buildings, valued at 14,667,125 baht, which stood in the name of the second defendant's husband. The creditor said the plot was marital property and asked to sell half of it as the wife's share. The husband applied to have it released. The plot had two origins. His mother transferred 2,000 shares of the parent title to him by registered gift on 8 September 2525, after he married on 15 June 2525, so that portion is his separate property: under CCC section 1471 (3) property acquired during marriage by gift belongs to the spouse who receives it. He separately bought the remaining 492 shares from another co-owner on 12 July 2526, and buying during the marriage made those marital property under section 1474 (1), the source of the money being beside the point. He transferred those 492 shares to his sister on 1 March 2532, twenty-eight years before the seizure of 27 February 2560, and they lay on the other side of the road from the disputed land. So at the time of the seizure no marital portion remained in the plot, and the presumption in section 1474 paragraph two, which applies where there is doubt whether a thing is marital property, had nothing to work on. The co-owners had also long since divided possession into defined portions, which the registry entries and the partition judgment of 12 April 2532 confirmed. The land being separate property, the buildings on it are its component parts and separate property too. The trial court and the Court of Appeal Region 7 both ordered the plot released and the Supreme Court affirmed.
โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระ 6,730,000 บาท และนำยึดที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมิน 14,667,125 บาท ซึ่งมีชื่อผู้ร้องสามีของจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของ โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสและขอขายทอดตลาดนำเงินครึ่งหนึ่งอันเป็นส่วนของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ ผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ ที่ดินพิพาทมีที่มาสองทาง ส่วนแรก 2,000 ส่วน มารดาผู้ร้องจดทะเบียนยกให้โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2525 ภายหลังผู้ร้องสมรสเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2525 จึงเป็นสินส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) ส่วนที่สอง 492 ส่วน ผู้ร้องซื้อมาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2526 ระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) แต่ผู้ร้องได้โอน 492 ส่วนนั้นให้แก่น้องสาวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2532 ก่อนการยึดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นเวลานาน ขณะยึดจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินพิพาท กรณีไม่เป็นที่สงสัย ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1474 วรรคสอง จึงไม่อาจนำมาใช้ได้ ทั้งเจ้าของรวมได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว ตามสารบัญจดทะเบียนและคำพิพากษาให้แบ่งแยกเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2532 เมื่อที่ดินเป็นสินส่วนตัว สิ่งปลูกสร้างย่อมเป็นส่วนควบและเป็นสินส่วนตัวด้วย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ปล่อยทรัพย์ ศาลฎีกาพิพากษายืน

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Property that a spouse acquires during the marriage by gift is that spouse's separate property under CCC section 1471 (3), and the date of the gift, not the date of the marriage, is what matters. Property bought during the marriage is marital property under section 1474 (1) for that reason alone, whatever money paid for it. Where the spouse has transferred the marital portion away years before a creditor seizes the land, no marital portion remains in the title, and the presumption in section 1474 paragraph two does not arise: that presumption operates where there is doubt whether a thing is marital property, not merely because separate and marital shares once sat in the same parent title. Evidence that the co-owners had divided possession into defined portions supports the same conclusion. Where the land is separate property the buildings on it are component parts of it and separate property as well, so a creditor of the other spouse cannot have the land and buildings sold, and they must be released from seizure.
แม้ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 20948 จะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินกรรมสิทธิ์รวม โดยที่ดินพิพาท 2,000 ส่วน ผู้ร้องรับโอนมาจากมารดาจากการยกให้โดยเสน่หาจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ส่วนที่ดินอีก 492 ส่วน ผู้ร้องซื้อมาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส แต่เมื่อก่อนที่โจทก์จะนำยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่น้องสาวไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ได้เป็นเจ้าของส่วนนั้น คงเป็นเจ้าของเฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วนเท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินพิพาท ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) โดยถือวันที่ได้รับการให้ มิใช่วันสมรส ส่วนทรัพย์ที่ซื้อมาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) โดยไม่ต้องพิจารณาว่าใช้เงินใดซื้อ เมื่อไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยและไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1474 วรรคสอง และเมื่อที่ดินเป็นสินส่วนตัว สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินย่อมเป็นส่วนควบและเป็นสินส่วนตัวด้วย เจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่ายจึงยึดออกขายทอดตลาดไม่ได้ ต้องปล่อยทรัพย์ที่ยึด

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 372/2567. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2567 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

แม้ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 20948 จะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินกรรมสิทธิ์รวมโฉนดเลขที่ 2996 โดยที่ดินพิพาท 2,000 ส่วน ผู้ร้องรับโอนมาจาก จ. มารดาจากการยกให้โดยเสน่หาจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ส่วนที่ดินอีก 492 ส่วน ที่ผู้ร้องซื้อมาจาก น. ระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนที่โจทก์จะนำยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่ ว. น้องสาวของผู้ร้องไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 492 ส่วนนั้นแล้ว คงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วนเท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทอันจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรส ทั้งพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องและเจ้าของรวมอื่นได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง สิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมิใช่สินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์จะยึดนำออกขายทอดตลาดได้ จึงต้องปล่อยทรัพย์พิพาทนั้น
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 6,730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประเมินราคา 14,667,125 บาท ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับขายทอดตลาดนำเงินครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2525 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 เนื้อที่ 44 ไร่ 8 ตารางวา มีนายน้อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม 11,292 ส่วนจากทั้งหมด 17,692 ส่วน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2515 นายน้อมจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์รวมให้แก่นายสวงค์ 8,000 ส่วน นายธนิส บิดาผู้ร้อง 2,000 ส่วน นายเล็ก 400 ส่วน และนางมาลัย 400 ส่วน คงเหลือส่วนของนายน้อม 492 ส่วน หลังจากนายธนิสถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2524 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายธนิสได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินทรัพย์มรดกในส่วนที่นายธนิสมีกรรมสิทธิ์รวม 2,000 ส่วน ให้แก่นางจำเรือง มารดาผู้ร้อง วันที่ 8 กันยายน 2525 นางจำเรืองได้จดทะเบียนโอนที่ดิน 2,000 ส่วน เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่ผู้ร้องโดยเสน่หา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2526 นายน้อมได้ขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์รวม 492 ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนางมาลัย กับพวกรวม 5 คน เป็นจำเลยขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินกรรมสิทธิ์รวม 5 ไร่ ต่อศาลชั้นต้น วันที่ 12 เมษายน 2532 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 2996 เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่ผู้ร้อง และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2532 ผู้ร้องได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ผู้ร้องซื้อมาจากนายน้อม 492 ส่วน ให้แก่นางวันเพ็ญ น้องสาวผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดิน 5 ไร่ ที่ศาลมีคำพิพากษา เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์นำยึดออกขายทอดตลาดได้หรือไม่ เห็นว่า แม้เดิมทรัพย์พิพาทที่ดิน 2,000 ส่วน ที่ผู้ร้องรับโอนมาจากนางจำเรืองมารดาจากการยกให้โดยเสน่หา อันถือว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กับที่ดิน 492 ส่วน ที่ผู้ร้องซื้อมาจากนายน้อมระหว่างสมรสอันถือว่าเป็นสินสมรส จะเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน มีกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2532 อันเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะนำยึดทรัพย์พิพาทในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่นางวันเพ็ญน้องสาวของผู้ร้องไปแล้ว ดังนั้นเมื่อในขณะยึดทรัพย์พิพาท ผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 492 ส่วนนั้นแล้ว โดยผู้ร้องคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วน เท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 2996 อันจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสดังโจทก์อ้างในฎีกา นอกจากนี้ทรัพย์สินเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์รวม เจ้าของรวมอาจมีข้อตกลงแบ่งแยกการครอบครองได้ ซึ่งตามสำเนาสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 ระบุชัดเจนว่า เจ้าของรวมแต่ละคนเป็นเจ้าของที่ดินในอัตราส่วนคนละเท่าใด เมื่อผู้ร้องนำสืบถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท ตลอดจนการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดด้วยแล้ว โดยมีตัวผู้ร้อง ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 และนางอำนวย อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า หลังจากบิดาผู้ร้องรับโอนที่ดินมาจากนายน้อมเจ้าของเดิม ก็ได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินโดยปลูกโรงสีข้าวประกอบกิจการค้าขายเรื่อยมาจนถึงแก่กรรมในปี 2524 และเมื่อผู้ร้องรับโอนที่ดินดังกล่าวมาจากมารดาซึ่งรับโอนมาโดยผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายธนิสโอนขายให้ ผู้ร้องก็ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยประกอบกิจการโรงสีต่อจากบิดา มีการครอบครองเป็นส่วนสัดและอาณาเขตชัดเจน ส่วนเจ้าของรวมอื่นก็มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดเช่นเดียวกัน สำหรับที่ดินที่ผู้ร้องโอนให้แก่นางวันเพ็ญอยู่คนละส่วนกับที่ดินพิพาทโดยอยู่ทางด้านทิศใต้ของถนนสายคอวัง หนองผักชี ส่วนที่ดินพิพาทอยู่ทางด้านทิศเหนือของถนนสายดังกล่าว อีกทั้งได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องต่อไปอีกว่า ภายหลังจากผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าของรวมอื่นขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เจ้าของรวมอื่นนั้นแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ร้องเนื้อที่ 5 ไร่ หรือ 2,000 ส่วน ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 ผู้ร้องได้ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาเป็นที่ดินแปลงพิพาทโฉนดเลขที่ 20948 โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอื่นก็ไม่ได้คัดค้านการรังวัดแต่อย่างใด ย่อมเป็นการสนับสนุนว่าผู้ร้องและเจ้าของรวมอื่นได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินรสหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง สิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว ทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมิใช่สินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์จะนำยึดออกขายทอดตลาดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ปล่อยทรัพย์พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the legal principle in Decision 372/2567? คำพิพากษาฎีกาที่ 372/2567 วินิจฉัยอย่างไร?

Property that a spouse acquires during the marriage by gift is that spouse's separate property under CCC section 1471 (3), and the date of the gift, not the date of the marriage, is what matters. Property bought during the marriage is marital property under section 1474 (1) for that reason alone, whatever money paid for it. Where the spouse has transferred the marital portion away years before a creditor seizes the land, no marital portion remains in the title, and the presumption in section 1474 paragraph two does not arise: that presumption operates where there is doubt whether a thing is marital property, not merely because separate and marital shares once sat in the same parent title. Evidence that the co-owners had divided possession into defined portions supports the same conclusion. Where the land is separate property the buildings on it are component parts of it and separate property as well, so a creditor of the other spouse cannot have the land and buildings sold, and they must be released from seizure.

แม้ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 20948 จะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินกรรมสิทธิ์รวม โดยที่ดินพิพาท 2,000 ส่วน ผู้ร้องรับโอนมาจากมารดาจากการยกให้โดยเสน่หาจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ส่วนที่ดินอีก 492 ส่วน ผู้ร้องซื้อมาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส แต่เมื่อก่อนที่โจทก์จะนำยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่น้องสาวไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ได้เป็นเจ้าของส่วนนั้น คงเป็นเจ้าของเฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วนเท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินพิพาท ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) โดยถือวันที่ได้รับการให้ มิใช่วันสมรส ส่วนทรัพย์ที่ซื้อมาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) โดยไม่ต้องพิจารณาว่าใช้เงินใดซื้อ เมื่อไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยและไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1474 วรรคสอง และเมื่อที่ดินเป็นสินส่วนตัว สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินย่อมเป็นส่วนควบและเป็นสินส่วนตัวด้วย เจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่ายจึงยึดออกขายทอดตลาดไม่ได้ ต้องปล่อยทรัพย์ที่ยึด

Which CCC sections separate sin suan tua from sin somros here? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ชี้ขาดว่าหุ้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

Section 1471 (3) makes property acquired during the marriage by gift the separate property of the spouse who receives it, which is what saved the 2,000 shares. Section 1474 (1) makes property acquired during the marriage marital property, which is what the 492 bought shares were until they were transferred away. Section 1474 paragraph two is the presumption that applies in case of doubt, and here there was no doubt left to resolve.

มาตรา 1471 (3) ทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวของผู้รับ ซึ่งเป็นเหตุให้ที่ดิน 2,000 ส่วนไม่ถูกยึด มาตรา 1474 (1) ทำให้ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ซึ่งเป็นสถานะของที่ดิน 492 ส่วนก่อนที่จะโอนออกไป ส่วนมาตรา 1474 วรรคสอง เป็นข้อสันนิษฐานที่ใช้เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ซึ่งคดีนี้ไม่มีข้อสงสัยเหลืออยู่

สินสมรส สินสวนตัว thailand มาตรา 1474 ค.ศ. ทรัพย์สินสมรสในประเทศไทย การติดตามทรัพย์สินในกรณีหย่าร้างในประเทศไทย ของขวัญก่อนแต่งงานในประเทศไทย

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต. ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthatmethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง