ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ใบอนุญาตทนายความไทย เลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) วาส
Landmark คำพิพากษาสำคัญ Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 5409/2568 คำพิพากษาที่ 5409/2568 2025 (พ.ศ. 2568)

Warning First, Then Default, Then Notice to the Guarantor ต้องบอกกล่าวก่อน จึงผิดนัด แล้วจึงต้องบอกกล่าวการผิดนัดแก่ผู้ค้ำประกัน

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Where a hire-purchase contract lets the lessor inspect the equipment at any time, the lessee's duty to produce it has no fixed time, so CCC section 204 paragraph one applies: the creditor may demand performance at once but must first warn the debtor, and the debtor is not in default until the warning has been given and the period stated in it has expired. Once the debtor is in default, CCC section 686 paragraph one requires the creditor to write to the guarantor within sixty days of that default, and the creditor may not call on the guarantor before that letter reaches him. A letter sent to the guarantor at the same time as the warning to the debtor goes out before any default has occurred and cannot serve as the notice of default, so the creditor has no cause of action against the guarantor.

สัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา ทำให้หน้าที่ของผู้เช่าซื้อที่จะนำทรัพย์มาแสดงเป็นการชำระหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาไว้ จึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันแต่ต้องให้คำเตือนก่อน และลูกหนี้ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดจนกว่าจะได้ให้คำเตือนและครบกำหนดเวลาตามคำเตือน เมื่อลูกหนี้ผิดนัดแล้ว ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงมิได้ หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันพร้อมกับคำเตือนที่ส่งถึงลูกหนี้ ย่อมส่งไปก่อนที่จะมีการผิดนัด จึงถือเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดไม่ได้ เจ้าหนี้ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

The hire-purchase contract for a tractor let the lessor inspect the equipment at any time and required the lessee to produce it. On 28 May 2563 the lessor wrote to the lessee and to his guarantor requiring the tractor to be produced within 7 days, adding that if it was not, the letter would itself be the notice terminating the contract. Both received it on 30 May, the period ran out on 6 June and the lessee did nothing. Because the duty to produce the tractor has no fixed time, CCC section 204 paragraph one applies: the creditor may demand performance at once but must first give a warning, and the debtor is not in default until the warning has been given and the time in it has expired. The lessee therefore fell into default on 7 June 2563, and not before. That is where the lessor's case against the guarantor failed. Under CCC section 686 paragraph one the creditor must write to the guarantor within sixty days of the debtor's default and may not call on the guarantor before that letter reaches him. The letter of 28 May went out while the lessee was not yet in default, so it cannot count as the notice of default, and no later letter was proved. The lessor had no cause of action against the guarantor, and the Supreme Court affirmed. The Court put it as a matter of stage rather than of substance: the lessor had not yet complied with what the statute requires, so at this stage it did not yet have a cause of action against the guarantor. The failure is one of a step not taken, not a holding that the suretyship itself is void.
สัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และผู้เช่าซื้อต้องนำมาแสดง วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์มาแสดงภายใน 7 วัน หากเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ครบกำหนดวันที่ 6 มิถุนายน 2563 และจำเลยที่ 1 เพิกเฉย เมื่อหน้าที่นำรถมาแสดงเป็นการชำระหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาไว้ จึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันแต่ต้องให้คำเตือนก่อน และลูกหนี้ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดจนกว่าจะได้ให้คำเตือนและครบกำหนดเวลาตามคำเตือนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดในวันที่ 7 มิถุนายน 2563 มิใช่ก่อนหน้านั้น และนี่คือจุดที่คดีของโจทก์ต่อผู้ค้ำประกันตกไป เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนหนังสือบอกกล่าวไปถึงมิได้ หนังสือลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ส่งไปในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัด จึงถือเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดไม่ได้ และไม่ปรากฏว่ามีหนังสือฉบับหลัง โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาพิพากษายืน

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Where a hire-purchase contract lets the lessor inspect the equipment at any time, the lessee's duty to produce it has no fixed time, so CCC section 204 paragraph one applies: the creditor may demand performance at once but must first warn the debtor, and the debtor is not in default until the warning has been given and the period stated in it has expired. Once the debtor is in default, CCC section 686 paragraph one requires the creditor to write to the guarantor within sixty days of that default, and the creditor may not call on the guarantor before that letter reaches him. A letter sent to the guarantor at the same time as the warning to the debtor goes out before any default has occurred and cannot serve as the notice of default, so the creditor has no cause of action against the guarantor.
สัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา ทำให้หน้าที่ของผู้เช่าซื้อที่จะนำทรัพย์มาแสดงเป็นการชำระหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาไว้ จึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันแต่ต้องให้คำเตือนก่อน และลูกหนี้ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดจนกว่าจะได้ให้คำเตือนและครบกำหนดเวลาตามคำเตือน เมื่อลูกหนี้ผิดนัดแล้ว ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงมิได้ หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันพร้อมกับคำเตือนที่ส่งถึงลูกหนี้ ย่อมส่งไปก่อนที่จะมีการผิดนัด จึงถือเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดไม่ได้ เจ้าหนี้ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 5409/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

ก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท ค่าปรับชำระล่าช้า 9,278 บาท ค่าติดตามรถคืน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อยันม่าร์ รุ่น EF494T หมายเลขเครื่องยนต์ M7155 คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้ชำระค่าขาดประโยชน์ 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 45,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ชำระเบี้ยปรับ 9,278 บาท กับให้ชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จ แต่ไม่เกิน 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้ตกเป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อ ย. หมายเลขตัวถัง 494-20xxxx หมายเลขเครื่องยนต์ M 71xx จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 482,250 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อส่วนแรกรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 50,000 บาท ส่วนที่เหลือ 432,250 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนมากน้อยไม่เท่ากัน รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มีนาคม 2561 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของเดือนถัดไปจนกว่าชำระครบ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 130,370 บาท แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนถึงปัจจุบัน ยังค้างชำระค่าเช่าซื้อ ค่าปรับชำระล่าช้า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากครบกำหนดแล้วเพิกเฉยให้ถือว่าสัญญาเลิกกัน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 เมื่อครบกำหนด 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยที่ 1 เพิกเฉย สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน สำหรับประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ ข้อ 2 ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการไม่ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ และ/หรือเงินจำนวนอื่นใดที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อภายในกำหนดไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือทรัพย์สินที่เช่าซื้อเกิดความเสียหาย สูญหาย ถูกยึด ถูกอายัดหรือถูกริบ หรือผู้เช่าซื้อล้มละลาย หรือตายหรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือย้ายภูมิลำเนาโดยไม่ได้แจ้งให้บริษัททราบ หรือกรณีอื่นใดอันทำให้บริษัทไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการที่จะชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าว และค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่บริษัทจนครบถ้วนตามหนังสือสัญญาค้ำประกันนี้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 บัญญัติว่า อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ดังนั้นจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ เมื่อปรากฏตาม ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่า "ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และนอกจากนี้ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบทันที ในกรณีที่ทรัพย์สินชำรุด บกพร่อง และ/หรือไม่อยู่สภาพที่ใช้การได้ และ/หรือเสียหาย และ/หรือสูญหาย และ/หรือไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ" และวรรคสาม ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อพิจารณาเห็นว่าสินทรัพย์มีการใช้งาน จนอยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวรถและอุปกรณ์ได้ ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธินำทรัพย์สินและอุปกรณ์ดังกล่าว มาตรวจสภาพและทำการแก้ไขได้ทันที โดยผู้เช่าซื้อจะไม่โต้แย้งแต่ประการใดทั้งสิ้น และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ใด ๆ จากผู้ให้เช่าซื้อทั้งสิ้น" ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามบทบัญญัติ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 หรือลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563 เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 7 มิถุนายน 2563 ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงและจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย

What is the legal principle in Decision 5409/2568? คำพิพากษาฎีกาที่ 5409/2568 วินิจฉัยอย่างไร?

Where a hire-purchase contract gives the lessor the right to inspect the equipment 'at any time' (an unfixed obligation), CCC §204 paragraph 1 applies: the creditor may demand performance immediately, but must first give the debtor written warning. Until the warning is given AND the time stated in it has expired, the debtor is not in default. A termination notice issued before the warning period has run is therefore premature, and the lessor cannot recover the equipment based on it.

สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ ต้องใช้ ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนลูกหนี้ก่อน หลังคำเตือนแล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระจึงเป็นผิดนัด ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนและก่อนครบกำหนดเวลาตามคำเตือน ลูกหนี้ยังไม่เป็นผิดนัด

Which CCC section requires a creditor to give notice before the debtor is in default? มาตราใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับให้เจ้าหนี้เตือนก่อนที่ลูกหนี้จะตกเป็นผู้ผิดนัด

CCC Section 204

มาตรา 204

การยกเลิกสัญญาเช่าซื้อในประเทศไทย มาตรา 204 ค.ศ. ความต้องการและการรักษาในประเทศไทย ภาระผูกพันที่ไม่แน่นอนของประเทศไทย

📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต. ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthatmethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง