ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp
Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 2105-2106/2552 คำพิพากษาที่ 2105-2106/2552 พ.ศ. 2552 (พ.ศ. 2555)

A general power to conduct cases covers disputes before and after it is signed คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105-2106/2552

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The agent's authority to sue was expressly stated, so section 801(5) did not restrict it; it was a general authority to conduct cases rather than a specific authority under section 800 that must name the person to be sued, and it covered cases arising before and after it was signed, so the sub-agent could prosecute.

มิใช่เป็นการมอบอำนาจเฉพาะการตามมาตรา 800 ที่จะต้องระบุชื่อผู้ซึ่งจะต้องถูกฟ้องคดีตามที่มอบอำนาจไว้

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A litigation power covers past and future disputes unless the principal limits it.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

A company prosecuted a defendant for bounced cheques through an agent whose power of attorney listed various acts including conducting cases and appointing sub-agents.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The agent's authority to sue was expressly stated, so section 801(5) did not restrict it; it was a general authority to conduct cases rather than a specific authority under section 800 that must name the person to be sued, and it covered cases arising before and after it was signed, so the sub-agent could prosecute.
มิใช่เป็นการมอบอำนาจเฉพาะการตามมาตรา 800 ที่จะต้องระบุชื่อผู้ซึ่งจะต้องถูกฟ้องคดีตามที่มอบอำนาจไว้

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The full judgment of Supreme Court Decision No. 2105-2106/2552 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105-2106/2552 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105 - 2106/2552
คำพิพากษาย่อสั้น โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจ ระบุให้ พ. มีอำนาจกระทำการต่างๆ แทนโจทก์รวมทั้งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์และให้มอบอำนาจช่วงได้ด้วย โดยแยกรายละเอียดดังกล่าวเป็นข้อๆ ไว้ ดังนั้น ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์จึงไม่ถูกจำกัดอำนาจในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 วรรคสอง (5) เพราะหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ระบุให้อำนาจแก่ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ไว้แจ้งชัดแล้ว ทั้งเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีแทนโจทก์ มิใช่เป็นการมอบอำนาจเฉพาะการตามมาตรา 800 ที่จะต้องระบุชื่อผู้ซึ่งจะต้องถูกฟ้องคดีตามที่มอบอำนาจไว้ นอกจากนี้การมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อจำกัดแจ้งชัดจากโจทก์ผู้มอบอำนาจเอง ก็ย่อมหมายถึงให้ดำเนินคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ด้วย ดังนั้น พ. ซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์โดยสมบูรณ์ในขณะที่ยื่นฟ้อง จึงมีอำนาจมอบอำนาจช่วงตามหนังสือมอบอำนาจช่วงให้ ม. ได้
คำพิพากษาย่อยาว (ฉบับเต็ม) คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3) ) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 36 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับเช็คพิพาทในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่426/2544 ของศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2146/2543 ของศาลชั้นต้นด้วย คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2543 โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์กับจำเลยในฐานะส่วนตัวของจำเลยเอง และในฐานะจำเลยเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน บริษัท ไฮคลาส วิดีโอ แอนด์ ออดิโอ จำกัด ด้วย และจำเลยออกเช็คหลายฉบับรวมทั้งเช็คพิพาท ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.6 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2146/2543 ของศาลชั้นต้น กับตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.12 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 426/2544 ของศาลชั้นต้น ให้แก่โจทก์ไว้ ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาททั้ง 13 ฉบับ เข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว โดยในวันที่เช็คแต่ละฉบับดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินและในวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเหล่านั้น บัญชีของจำเลยตามเช็คดังกล่าวมีเงินไม่พอจ่ายตามเช็ค หลังจากเดือนเมษายน 2543 เป็นต้นมาโจทก์กับจำเลยได้เลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ดังกล่าวโดยปริยายและการที่จำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.12 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 426/2544 ของศาลชั้นต้น กับเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2146/2543 ของศาลชั้นต้น นั้น ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตามที่โจทก์ฟ้อง เพราะไม่มีหนี้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 ดังกล่าวตลอดมา
ปัญหาประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ว่า นางสาวมนต์ทิพย์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีทั้งสองโดยชอบหรือไม่นั้น เบื้องแรกเนื่องเพราะคดีอาญาหมายเลขดำที่ 426/2544 ของศาลชั้นต้น ได้ถึงที่สุดลงแล้วโดยศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์ ดังนี้ การจะวินิจฉัยว่านางสาวมนต์ทิพย์ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์มีอำนาจยื่นฟ้องคดีดังกล่าวหรือไม่ย่อมไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะแม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่วินิจฉัยให้ส่วนปัญหาดังกล่าวในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2146/2543 ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.16 ระบุให้นายพิทยา มีอำนาจกระทำการต่างๆ แทนโจทก์ รวมทั้งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์และให้มอบอำนาจช่วงได้ด้วย โดยแยกรายละเอียดดังกล่าวเป็นข้อๆ ไว้ ดังนั้น ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์จึงไม่ถูกจำกัดอำนาจในการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) ดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา เพราะหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ระบุให้อำนาจแก่ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ไว้แจ้งชัดแล้ว ทั้งเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีแทนโจทก์ มิใช่เป็นการมอบอำนาจเพราะการตามมาตรา 800 ที่จะต้องระบุชื่อผู้ซึ่งจะต้องถูกฟ้องคดีตามที่มอบอำนาจไว้ นอกจากนี้การมอบอำนาจทั่วไปให้ดำเนินคดีนั้นเมื่อไม่ปรากฏข้อจำกัดแจ้งชัดจากโจทก์ผู้มอบอำนาจเอง ก็ย่อมหมายถึงให้ดำเนินคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะได้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันทำหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ด้วย ดังนั้น นายพิทยาซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์โดยสมบูรณ์ในขณะยื่นฟ้อง จึงมีอำนาจมอบอำนาจช่วงตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.17 ให้นางสาวมนต์ทิพย์ยื่นฟ้องคดีนี้ได้ ฎีกาในประการนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2543 จำนวน 650,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับกันได้ตามกฎหมายอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า หลังจากที่โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์กับจำเลยในวันที่ 15 มกราคม 2543 แล้ว ได้มีกรณีถือเป็นเหตุให้สัญญาดังกล่าวเลิกกันโดยปริยายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 เป็นต้นมา ดังนั้น เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นเช็คที่จำเลยออกให้ไว้เพื่อชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าวสำหรับเดือนเมษายน 2543 ที่ยังไม่ได้เลิกสัญญากันเพราะโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่พร้อมจะให้ใช้สิทธิตามสัญญาให้จำเลยทราบแล้ว จึงเป็นเช็คที่สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับกันได้ตามกฎหมายตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 มิใช่เช็คที่ออกเพื่อการค้ำประกันหนี้ในอนาคตที่ยังกำหนดจำนวนแน่นอนไม่ได้ ถูกต้องตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาที่จำเลยยกเป็นข้อเถียงในฎีกาว่า เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 เป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่บังคับได้ระคนปนกับหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ เนื่องเพราะในเดือนเมษายน 2543 โจทก์ส่งรายชื่อภาพยนตร์ให้จำเลยไม่ครบจำนวนตามสัญญาซึ่งจะต้องจัดส่งให้เดือนละประมาณ 50 เรื่อง แต่โจทก์ส่งในรูปแบบวิดีโอ 45 เรื่อง ส่วนวีซีดีไม่ส่งเลยจึงต้องหักทอนค่าตอบแทนลงนั้น เห็นว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์เป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยโจทก์มีหน้าที่ต้องแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ ที่พร้อมจะให้สิทธิตามสัญญาให้จำเลยทราบเป็นคราวๆ เดือนละประมาณ 50 เรื่อง ส่วนจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ค่าใช้สิทธิดังกล่าวตอบแทนแก่โจทก์ตามเช็คลงวันที่ เดือน ปี ที่ออกมอบแก่โจทก์ประจำเดือนนั้นๆ และหากจำเลยต้องการใช้สิทธิที่ได้รับดังกล่าวในภาพยนตร์เรื่องใดจำเลยก็แจ้งไปยังโจทก์ให้จัดทำส่งไปให้จำเลยในรูปแบบวิดีโอหรือวีซีดี โดยจำเลยต้องชำระค่าแผ่นสติกเกอร์ ค่าจ้างบันทึก ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากค่าตอบแทนดังกล่าว ดังนี้ เมื่อปรากฏตามเอกสารแสดงแจ้งชัดว่าเป็นรายชื่อภาพยนตร์ประจำเดือนเมษายน 2543 ที่โจทก์แจ้งแก่จำเลยมีจำนวนรวม 50 เรื่อง จึงย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่พร้อมจะให้สิทธิให้จำเลยทราบแล้ว หาใช่โจทก์ไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามสำนวนในสัญญาดังที่จำเลยโต้เถียง และแม้จะปรากฏตามสำเนาใบสั่งของชั่วคราวรวมจำนวนชิ้นสินค้าที่โจทก์จัดส่งแก่จำเลยเป็นภาพยนตร์รูปแบบวิดีโอเทปเพียง 45 เรื่อง ในเดือนดังกล่าวเป็นจริงดังคำเบิกความของจำเลย แต่จำเลยก็หาได้มีใบสั่งซื้อสินค้าของจำเลยที่แจ้งไปยังโจทก์ และโจทก์ไม่จัดส่งสินค้าให้มาแสดงเป็นหลักฐาน กรณีจึงเป็นเรื่องโจทก์จัดส่งทำส่งให้ตามเจตจำนงของจำเลยเองที่เข้าถือเอาประโยชน์จากการได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ 50 เรื่อง ดังกล่าวเพียงเท่าจำนวนเหล่านี้ ฎีกาของจำเลยในประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"
พิพากษายืน

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthamethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง