A land transfer hiding a redeemable sale is void and the parties restore each other คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2544
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The sale was a fictitious declaration of intention, void under section 155 paragraph one; the concealed sale with right of redemption was also void for want of registration under section 155 paragraph two and section 152. The parties had to restore each other: the land back to the farmer, 180,000 baht back to the defendant.
ส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้โดยสัญญาขายก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 155 วรรคสอง และมาตรา 152
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Restitution after a void land deal returns the actual sum paid, not the figure one side claims.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
In 1986 a farmer transferred land to the defendant under a written sale for 180,000 baht, while the parties agreed he could redeem it, and he went on farming it paying rent in place of interest.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The sale was a fictitious declaration of intention, void under section 155 paragraph one; the concealed sale with right of redemption was also void for want of registration under section 155 paragraph two and section 152. The parties had to restore each other: the land back to the farmer, 180,000 baht back to the defendant.
ส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้โดยสัญญาขายก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 155 วรรคสอง และมาตรา 152
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2711/2544. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2544 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 โจทก์จำเลยทำสัญญาว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614 จำเลยในราคา180,000 บาท เพื่ออำพรางสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท หลังทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์จำเลยทำสัญญาให้โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนที่ดินโดยไม่มีกำหนดเวลาในราคา 180,410 บาท ตลอดเวลาที่โจทก์ทำนาในที่ดินพิพาทก็ชำระค่าเช่านาแทนดอกเบี้ยตามสัญญาขายฝาก ระหว่างปี 2534 ถึงปี 2537โจทก์นำเงิน 180,410 บาท ไม่ชำระให้แก่จำเลยหลายครั้งเพื่อจดทะเบียนคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยขอผัดและในที่สุดไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์จำเลยฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 เป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมขายฝากจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายต้องบังคับตามนิติกรรมขายฝาก โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และให้จำเลยรับชำระหนี้180,410 บาท จากโจทก์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาของจำเลย
จำเลยให้การว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไม่ใช่ขายฝาก ในวันทำสัญญาซื้อขายโจทก์ขอต่อมารดาจำเลยว่าหากภายใน 2 ปี โจทก์สามารถจะซื้อที่ดินพิพาทคืนได้ก็ขอให้จำเลยขายคืน ภายหลังทำสัญญาโจทก์ได้เช่าที่ดินพิพาททำนาและชำระค่าเช่านาให้จำเลยตลอดมา เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี โจทก์มาแจ้งว่าไม่สามารถซื้อที่ดินพิพาทคืนได้และขอเช่าต่อ โจทก์ไม่เคยนำเงิน 180,410 บาท มาชำระให้ ทั้งจำเลยไม่เคยผัดผ่อนเหตุที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากที่ดินพิพาทมีราคาเพิ่มขึ้นมาก ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4614ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 เป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน63,000 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองว่ามีเหตุที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614 ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน โจทก์กู้เงินจากนางแอ๊ว จงจิราวโรจน์ หรือชะนะวานิชย์ มารดาจำเลย หลายครั้งรวมเป็นเงิน 63,000 บาท โจทก์มอบโฉนดที่ดินให้มารดาจำเลยไว้เป็นประกันและชำระดอกเบี้ยบางส่วนคงค้างชำระดอกเบี้ยในปี2528 และ 2529 มารดาจำเลยแจ้งว่าโจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 180,410 บาท ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2529โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614ในราคา 180,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมายล.3 ในวันเดียวกันนั้นโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทที่บ้านของมารดาจำเลยในราคา 180,410 บาท ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 และ ล.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาขายที่ดินพิพาทหรือขายฝากต่อกัน โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เดิมโจทก์กู้เงินจากมารดาจำเลยแล้วค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย 180,410 บาท มารดาจำเลยบอกให้โจทก์จดทะเบียนที่ดินเป็นขายฝากไว้กับมารดาจำเลยเพราะจะไม่คิดดอกเบี้ยอีกต่อไป โจทก์ตกลงยินยอมเนื่องจากเกรงว่าไม่สามารถชำระดอกเบี้ยต่อไปได้ แต่เมื่อไปถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีแล้วมารดาจำเลยอ้างว่าหากทำเป็นสัญญาขายที่ดินแทนสัญญาขายฝากแล้วจะเกิดผลดีกว่า ไม่ต้องยุ่งยากมาจดทะเบียนกันอีก และมารดาจำเลยจะออกค่าธรรมเนียมให้ทั้งหมด โจทก์จึงตกลงโดยทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยซึ่งเข้ามาเป็นคู่สัญญาแทนมารดาจำเลย และได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อกลับถึงบ้านแล้วมารดาจำเลยเขียนสัญญาขายฝากตามที่ตกลงกัน2 ฉบับ ให้โจทก์ไว้ 1 ฉบับ ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 โดยโจทก์มีพระภิกษุสมาน ธรรมจาโร เบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยและนางแอ๊วมารดาจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์กู้เงินมารดาจำเลยแล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์จึงตกลงจะขายนาให้โดยหักกลบหนี้กันไป หลังจากทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีโดยมารดาจำเลยให้จำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินแล้วได้กลับไปที่บ้านมารดาจำเลย โจทก์จะขอซื้อที่ดินคืนในราคาเดิมมารดาจำเลยตกลงและเป็นผู้เขียนหลักฐานไว้ เห็นว่า มารดาจำเลยเป็นผู้เขียนสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีข้อความว่า "วันที่ 30พฤษภาคม พ.ศ. 2529 นายหล่อ ชื่นชอบ ได้ตกลงขายนาฝากไว้กระนายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์ เป็นเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ 2 งานเป็นเงิน (180,410) (หนึ่งแสนแปดหมื่นสี่ร้อยสิบบาท) มีกำหนด ... ปีข้าพเจ้า นายหล่อ ชื่นชอบ จะนำเงินจำนวนนี้มาถ่ายถอนกลับนายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์ ถ้านายทวีศักดิ์ขัดขืนให้ฟ้องร้องตามกฎหมาย" สัญญาดังกล่าวนี้มีข้อความชัดเจนว่าโจทก์ตกลงขายฝากที่นาหรือที่ดินพิพาทแก่จำเลยไม่มีข้อความใดที่บ่งบอกว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทก่อนหน้านั้นแล้วโจทก์จะขอซื้อที่ดินคืนดังที่จำเลยนำสืบแต่อย่างใด ประกอบกับพฤติการณ์ที่มีการทำสัญญาดังกล่าวทันทีทันใดที่กลับจากสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยที่แท้จริงว่าต้องการขายฝากที่ดินพิพาทและฝ่ายจำเลยได้สัญญากับโจทก์ว่า หลังจากจดทะเบียนซื้อขายแล้วจะไปทำสัญญาขายฝากต่อกันที่บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในสัญญาเอกสารหมาย จ.2 หากเป็นเรื่องที่โจทก์ขอซื้อที่ดินคืน มารดาจำเลยก็น่าจะเขียนสัญญาไปตามนั้นไม่มีเหตุผลที่จะเขียนถึงเรื่องขายฝากอีก เพราะที่ดินได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามสัญญาซื้อขายแล้ว พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล.3 สัญญาขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่งส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้โดยสัญญาขายก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 155 วรรคสอง และมาตรา 152 เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับต่างตกเป็นโมฆะคู่สัญญาคือโจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมกรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ คือโจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย จำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ปัญหาคงมีว่า โจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลยเท่าใด เห็นว่า แม้ตามฟ้องโจทก์จะอ้างว่ากู้เงินจำเลยเพียง 63,000 บาท ค้างชำระดอกเบี้ย90,000 บาท แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบว่าเหตุใดจึงยอมรับตามที่มารดาจำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์ค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม180,410 บาท นอกจากนั้นโจทก์ได้ร้องเรียนต่อกรมอัยการกล่าวอ้างว่าโจทก์กู้เงินจำเลย 80,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อเท็จจริงจึงไม่แน่ชัดว่าโจทก์ค้างชำระเงินต้นเท่าใดและดอกเบี้ยเท่าใด แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธในยอดหนี้ที่มารดาจำเลยกล่าวอ้างอีกทั้งยอมไถ่ถอนที่ดินพิพาทในราคา 180,410 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องต้องถือว่ามีการรับเงินหรือหักกลบลบหนี้กันตามจำนวนดังกล่าวเมื่อสัญญาตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวน 180,410 บาทแก่จำเลย มิใช่ 63,000 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยแต่เนื่องจากจำเลยฎีกาขอให้โจทก์คืนเงินเพียง 180,000 บาทศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาเกินไปจากคำขอฎีกาของจำเลยได้ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน 180,000 บาท แก่จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2544
นายหล่อ ชื่นชอบ โจทก์
นายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์ จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 155 แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา
คู่ความ: นายหล่อ ชื่นชอบ โจทก์ นายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 155
องค์คณะ: (สุทิน ปัทมราชวิเชียร-สมชัย เกษชุมพล-สุมิตร สุภาดุลย์)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต