A second marriage while a spouse is still married is void even if the other party was deceived คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2560
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Section 1452 and the former section 1496 make a bigamous marriage void without any requirement of good or bad faith, so the second marriage was void whatever the defendant believed, and the trial court rightly did not frame good faith as an issue.
หากชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A spouse deceived about a prior marriage still has no valid marriage.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The defendant, married to the deceased for 35 years, said he had told her he was single when they registered, but he was already married.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Section 1452 and the former section 1496 make a bigamous marriage void without any requirement of good or bad faith, so the second marriage was void whatever the defendant believed, and the trial court rightly did not frame good faith as an issue.
หากชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 6924/2560. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2560 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการสมรสที่ตกเป็นโมฆะ เพราะผู้ตายจดทะเบียนกับจำเลยในขณะที่ผู้ตายมี บ. เป็นคู่สมรส การจดทะเบียนสมรสดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยไม่จำต้องคำนึงถึงว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสโดยสุจริตหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมิได้นำถ้อยคำที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายโดยสุจริตไปกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่าง อ. กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับพลตรี อ. และแจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสของจำเลยกับพลตรี อ.
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียนอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เลขทะเบียนที่ 50/4503 ลงวันที่ 23 มกราคม 2522 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้แจ้งความเป็นโมฆะแก่นายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรี อ. และนาง บ. พลตรี อ.และนาง บ. ได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2509 ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2522 พลตรี อ.ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ที่สำนักทะเบียนอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และในวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 พลตรี อ.และนาง บ. มารดาของโจทก์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ณ สำนักทะเบียนเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เดิมจำเลยชื่อนาง ก. และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 เปลี่ยนชื่อตัวเป็น พ. ตามสำเนาหนังสือสำคัญเล่มที่ 158 ฉบับที่ 12618/2543 และสำเนาหนังสือสำคัญเล่มที่ 252 ฉบับที่ 21799/2549 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2557 พลตรี อ.ได้ถึงแก่ความตาย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตาย (หมายถึงพลตรี อ.) กับจำเลย เป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้ว่า ก่อนจดทะเบียนสมรสผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับผู้ใดมาก่อนและยืนยันต่อนายทะเบียนเช่นนั้น ทำให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าผู้ตายไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับใครมาก่อน ขณะจำเลยอยู่กินกับผู้ตาย จำเลยก็ไม่ทราบว่าผู้ตายมีภริยาหรือจดทะเบียนสมรสมาก่อน ศาลชั้นต้นจึงต้องกำหนดประเด็นข้อพิพาทในประเด็นนี้ว่า "การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยสุจริตหรือไม่" เห็นว่า การกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย มิใช่พิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น ดังนั้น แม้ในคำให้การของจำเลยจะให้การตั้งประเด็นต่อสู้มาแต่ต้นว่าผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าเป็นโสดยังไม่ได้แต่งงาน จำเลยจึงตกลงจดทะเบียนสมรสแต่งงานอยู่กินกับผู้ตายมานานถึง 35 ปี โดยเข้าใจว่าผู้ตายมิได้มีภริยามาก่อนก็ตาม แต่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติถึงเงื่อนไขการสมรสว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ และในมาตรา 1496 (เดิม) บัญญัติว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะ โดยกฎหมายมิได้บัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 จะต้องกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น หากชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการสมรสที่ตกเป็นโมฆะ เพราะผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในขณะที่ผู้ตายมีนาง บ. เป็นคู่สมรสอยู่แล้ว การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยไม่จำต้องคำนึงถึงจำเลยว่าได้จดทะเบียนสมรสโดยสุจริตหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมิได้นำถ้อยคำที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยสุจริตไปกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างพลตรี อ.กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2560
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1452 , ม. 1495 , ม. 1496 (เดิม) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นาย จ. โจทก์ นาง พ. จำเลย ป.พ.พ. ม. 1452 , ม. 1495 , ม. 1496 (เดิม)
ศาล: ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี - นายธวัชชัย รังสิตโยธิน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
องค์คณะ: (โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ-พิศล พิรุณ-พิศิฏฐ์ สุดลาภา)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต