A sub-licence from an unregistered licensee is void and the payment cannot be recovered คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7770/2547
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The head licence was not made in the form the law required and was void under section 152, so the licensee had nothing to sub-license. As the claimant knew registration was required and could have checked the register, its payment was treated as made knowing it was not bound, and section 407 barred recovery.
จึงเป็นการมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 152
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A party who ignores a registration requirement it knew about may be unable to recover what it paid.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
A company paid 200,000 baht for a sub-licence of a registered service mark owned by a Japanese company, granted by that company's Thai licensee, whose own licence had not been registered.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The head licence was not made in the form the law required and was void under section 152, so the licensee had nothing to sub-license. As the claimant knew registration was required and could have checked the register, its payment was treated as made knowing it was not bound, and section 407 barred recovery.
จึงเป็นการมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 152
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 7770/2547. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7770/2547 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ทราบดีว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัท ค. กับจำเลย โจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบทางทะเบียนได้ว่าผู้อนุญาตกับจำเลยได้ทำสัญญาอนุญาตเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ แต่โจทก์ก็มิได้ทำการตรวจสอบ โจทก์กลับเข้าทำสัญญากับจำเลยและชำระค่าสิทธิจำนวน 200,000 บาท ให้แก่จำเลยไป การกระทำของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระทำตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ แม้จำเลยจะรับชำระค่าสิทธินั้นไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนค่าสิทธิดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,039,358 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยว่า บริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนและจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในประเทศไทยไว้สำหรับบริการจำพวกที่ 41 รายการบริการ ให้เช่าหนังสือ วิดีโอเทป เลเซอร์ดิสก์ และคอมแพกดิสก์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2543 จำเลยในฐานะผู้รับอนุญาตได้ทำสัญญาขออนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาต โดยผู้อนุญาตได้อนุญาตให้ผู้รับอนุญาตใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการแบบเด็ดขาดและให้ผู้รับอนุญาตมีสิทธิอนุญาตช่วงให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายบริการนั้นอีกทอดหนึ่งในประเทศไทยตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหลักลงวันที่ 1 กันยายน 2540 เพื่อใช้กับบริการที่ผู้อนุญาตได้จดทะเบียนไว้ได้ ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ตัวแทนบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด กับตัวแทนจำเลยได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการซึ่งบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ได้จดทะเบียนไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญาสั่งให้รับจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ไปทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการนั้นอีกทอดหนึ่งในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2542 ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าขณะที่จำเลยทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ดังกล่าว จำเลยกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบด้วยมาตรา 68 วรรคสอง จึงเป็นการมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิตามสัญญาดังกล่าวที่จะนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ไปอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการนั้นได้ เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วในประเทศไทยของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด อย่างไรก็ดี โจทก์นำสืบว่า หากโจทก์ทราบก่อนว่าจำเลยกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์ก็จะไม่เข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนนั้นกับจำเลย แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย ดังนี้ ก่อนที่โจทก์จะเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิกับจำเลย โจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบทางทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้โดยง่ายว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตกับจำเลยผู้รับอนุญาตได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ เพราะโจทก์ต้องนำหนังสือสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในประเทศไทยของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ที่ทำไว้กับจำเลยตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 79 และ 68 วรรคสอง ไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย ซึ่งหากโจทก์นำหนังสือสัญญาอนุญาตช่วงไปยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์ก็จะทราบว่าจำเลยยังมิได้นำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวซึ่งจำเลยผู้รับอนุญาตได้ทำไว้กับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน แต่โจทก์หาได้ตรวจสอบทางทะเบียนและนำสัญญาไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อนไม่ โจทก์กลับเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงกับจำเลยและชำระค่าสิทธิในการใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวแก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท โดยไม่ใส่ใจตรวจสอบว่าจำเลยจะเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโดยรู้อยู่ว่าต้องนำสัญญาอนุญาตช่วงไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อน จึงจะทำให้สัญญานั้นสมบูรณ์ การเข้าทำสัญญาและชำระค่าสิทธิดังกล่าวของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระทำการตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ แม้จำเลยจะรับชำระค่าสิทธินั้นไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้เพราะสัญญาไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนค่าสิทธิจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7770/2547
บริษัทเอ แอนด์ เอ็น วิชั่น จำกัด โจทก์
บริษัทซึทาญ่า (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 152 , ม. 172 , ม. 407 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง , ม. 79 , ม. 80 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: บริษัทเอ แอนด์ เอ็น วิชั่น จำกัด โจทก์ บริษัทซึทาญ่า (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 152 , ม. 172 , ม. 407 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง , ม. 79 , ม. 80
ศาล: ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ - นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์ ศาลอุทธรณ์ -
องค์คณะ: (พิชิต คำแฝง-กำพล ภู่สุดแสวง-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต