A settlement can end a simple trespass prosecution even after an appeal judgment คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2561
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The Supreme Court found that the night time element was not proved, so the act was an offence under section 362, which is compoundable; since the withdrawal was made before the case was final and the defendant did not object, it was allowed and the case struck out.
การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A settlement can end a section 362 prosecution even after an appeal judgment, but not while an aggravated charge under section 365 stands.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The defendant built a house on the complainant's land and was convicted of night time trespass under section 365(3); during the period for filing a dika, the complainant applied to withdraw, which the trial court refused.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The Supreme Court found that the night time element was not proved, so the act was an offence under section 362, which is compoundable; since the withdrawal was made before the case was final and the defendant did not object, it was allowed and the case struck out.
การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1185/2561. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2561 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องของศาลชั้นต้น แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 จากสารบบความ สำหรับความผิดฐานบุกรุก เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในส่วนความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 ได้
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365, 83, 91
ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 ประกอบมาตรา 365 (3) (ที่ถูก มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78) คงจำคุก 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าในระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา ก่อนจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน โจทก์ต้องถอนฟ้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคหนึ่ง ไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง ยกคำร้องขอ พิเคราะห์แล้ว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดต่อส่วนตัว ฐานทำให้เสียทรัพย์ที่โจทก์ขอถอนฟ้อง จึงยังไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จากสารบบความ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปในตัว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์อ้างตนเอง นางอุสา และนายโชคชัย เป็นพยานเบิกความได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2131 และ 6672 ถึง 6674 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยรับซื้อฝากจากนายอุดม เมื่อวันที่ 28 และ 29 มีนาคม 2537 หลังจากพ้นกำหนดเวลาไถ่แล้วโจทก์เข้าไปตัดหญ้า ใส่ปุ๋ย ปลูกต้นไม้เพิ่มเติมในที่ดินพิพาท ประมาณปี 2552 ถึง 2553 โจทก์บอกให้นางอุสาซึ่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลป่าคลอกและนายหน้าขายที่ดินช่วยขายที่ดินพิพาท ต่อมาต้นเดือนมิถุนายน 2556 โจทก์ทราบจากนางอุสาว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท โจทก์ขอให้นายโชคชัยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 พาไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับจำเลยที่ 1 แต่ตกลงกันไม่ได้ วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 โจทก์จึงไปแจ้งความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน จำเลยทั้งสองอ้างตนเอง และนายชะเอื้อน อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นป่ารก เมื่อปี 2533 จำเลยที่ 1 เข้าไปถากถางปลูกบ้านพักอาศัย ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้และทิศตะวันออกอยู่ติดกับวัดโสภณวนาราม ขณะนายชะเอื้อนดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ได้จัดทำถนนคอนกรีตคั่นระหว่างที่ดินพิพาทกับวัดโสภณวนาราม โดยนางเฉิดฉิน มารดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งแนวเขตที่ดินพิพาท และพระครูโสภณพลธรรม เจ้าอาวาสวัดโสภณวนารามได้ทำหนังสือรับรองว่า จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยในที่ดินพิพาท พิเคราะห์แล้ว นางอุสาพยานโจทก์เป็นตัวแทนของปวงชนในเขตเทศบาลตำบลปากคลอก ส่วนนายโชคชัยพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองรู้จักจำเลยที่ 1 มานาน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามจริง ประกอบกับนายชะเอื้อนพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เห็นจำเลยที่ 1 กับมารดาเข้าไปในทำกินในที่ดินพิพาทโดยปลูกผักสวนครัว สร้างขนำลักษณะมุงจากพักอาศัย สอดคล้องกับข้อความตามเอกสาร พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่เข้าไปเก็บพืชผลในที่ดินพิพาทเท่านั้น จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทของโจทก์เมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2556 อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยปกติสุข แต่โจทก์นำสืบไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เริ่มบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทของโจทก์ในเวลากลางวันหรือกลางคืน ทั้งสภาพบ้านยังปลูกสร้างไม่แล้วเสร็จ จึงต้องฟังให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในเวลากลางวัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีในส่วนความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จากสารบบความศาลฎีกา โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปในตัว
จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2561
นายธวัชชัย จงจิรมงคลชัย โจทก์
นางอารีย์ ประไพพฤกษ์ กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. ม. 358 , ม. 362 , ม. 365 (3) ป.วิ.อ. ม. 35 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นายธวัชชัย จงจิรมงคลชัย โจทก์ นางอารีย์ ประไพพฤกษ์ กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 358 , ม. 362 , ม. 365 (3) ป.วิ.อ. ม. 35
ศาล: ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายภาคภูมิ สุสานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นางสาวนัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
องค์คณะ: (นิยุต สุภัทรพาหิรผล-วรงค์พร จิระภาค-ชูชีพ ปิณฑะสิริ)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต