ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp
Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 1510/2552 คำพิพากษาที่ 1510/2552 พ.ศ. 2552 (พ.ศ. 2555)

A registered khai fak contract's receipt clause binds the parties on payment คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2552

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

A khai fak of land must be in writing and registered under sections 491 and 456 paragraph one, so the written contract is required evidence and Civil Procedure Code section 94 barred witnesses contradicting the receipt clause; the seller's counterclaim for the balance was dismissed.

การขายฝากที่ดินจึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

What the registered khai fak contract says about payment พินัยกรรม bind the parties.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

A seller registered a khai fak of Nor Sor 3 Gor land with buildings for 2,500,000 baht, and the contract stated that the price had been received in full, but the seller later claimed part was still unpaid.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

A khai fak of land must be in writing and registered under sections 491 and 456 paragraph one, so the written contract is required evidence and Civil Procedure Code section 94 barred witnesses contradicting the receipt clause; the seller's counterclaim for the balance was dismissed.
การขายฝากที่ดินจึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1510/2552. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2552 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 บัญญัติว่า สัญญาขายฝากคือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อโดยมีข้อความตกลงว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์คืนได้ซึ่งตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ การขายฝากที่ดินจึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การฟังพยานหลักฐานต้องอยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) คือ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลในกรณีขอสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น เมื่อตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินระบุว่าผู้ขายฝากได้รับเงินจากผู้ซื้อฝากครบถ้วนแล้ว การนำพยานบุคคลมาสืบว่ายังได้รับเงินไม่ครบ ย่อมเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาท ต่อมาจำเลยได้ขายฝากที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านพิพาทไว้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,500,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ไถ่ถอน ที่ดินและบ้านดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ต่อไปจึงบอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว แต่จำเลยไม่ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าที่ดินและบ้านดังกล่าวจะได้ค่าเช่าเดือนละ 500 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์
จำเลยให้การและฟ้องแย้งโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยยกเว้นค่าขึ้นศาลให้บางส่วนเป็นเงิน 5,000 บาท ว่า จำเลยได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์จริง แต่ไม่ได้ขายฝากบ้านพิพาท บ้านหลังดังกล่าวไม่ได้อยู่บนที่ดินพิพาทที่จำเลยขายฝากไว้แก่โจทก์ ในการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยกำหนดราคาขายฝากไว้ 2,500,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยเพียง 1,400,000 บาท โดยชำระเป็นตั๋วแลกเงิน 1,300,000 บาท ให้แก่นายสมจิตร์ รับขายฝากที่ดินพิพาทคนก่อน โจทก์มอบเงินค่านายหน้าประมาณ 35,000 บาท ให้แก่นายหน้าออกเช็คประมาณ 65,000 บาท ให้แก่จำเลย ส่วนเงินที่เหลืออีก 1,100,000 บาท โจทก์สัญญาว่าจะชำระให้แก่จำเลยภายหลัง แต่โจทก์ไม่ชำระเงิน 1,100,000 บาท ให้แก่จำเลย สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นโมฆะ เนื่องจากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาขายฝากโดยหลอกลวงจำเลย หรือมิฉะนั้นต้องนำเงิน 1,100,000 บาท มาชำระให้แก่จำเลย หากไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยได้ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ แต่หากไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าขายฝากที่ดินให้แก่จำเลยจำนวน 1,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า บ้านพิพาท คือสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท ซึ่งขณะทำสัญญาขายฝากยังไม่มีเลขทะเบียนบ้าน จำเลยได้รับเงินค่าขายฝากไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา โดยเจ้าพนักงานที่ดินจะต้องสอบถามจำเลยก่อนว่าได้รับเงินครบถ้วนแล้วจึงจัดทำสัญญาขายฝาก และจำเลยไม่เคยทวงถามเงินค่าขายฝากที่ยังค้างชำระตามฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทโดยให้โจทก์ชำระค่าขายฝากที่ดินที่ยังค้างอยู่แก่จำเลยจำนวน 1,070,655 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2542) ต้องไม่เกิน 165,000 บาท และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าขายฝากที่ดินที่ยังค้างอยู่เพียง 1,058,155 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 ถึงวันฟ้องไม่เกิน 165,000 บาท และต่อจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากจะแก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ให้แก่โจทก์ในราคา 2,500,000 บาท
มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้ชำระราคาขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 บัญญัติว่า อันว่าขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่า ผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ซึ่งตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ... เกี่ยวกับการขายฝากที่ดินพิพาทนี้ เป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การฟังพยานหลักฐานกรณีจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) คือห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลในกรณีขอสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น เมื่อตามหนังสือสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 1 ได้ระบุว่า ผู้ขายฝากได้รับเงินจากผู้รับซื้อฝากเป็นการเสร็จแล้ว การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายฝากจะนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความตามเอกสารหมาย จ.2 ว่า ยังได้รับเงินค่าขายฝากไม่ครบถ้วน ย่อมเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า จำเลยได้รับเงินค่าขายฝากไปครบจำนวนแล้ว แม้ประเด็นนี้จะมิได้มีการว่ากล่าวกันมาในชั้นอุทธรณ์และโจทก์มิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2552
นายสุระชาติ อภิเรืองธรรม โจทก์
นางสำราญ เปรมศักดิ์ จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง , ม. 491 ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคหนึ่ง (ข) , ม. 142 (5) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ

คู่ความ: นายสุระชาติ อภิเรืองธรรม โจทก์ นางสำราญ เปรมศักดิ์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง , ม. 491 ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคหนึ่ง (ข) , ม. 142 (5)

องค์คณะ: (มงคล ทับเที่ยง-อิศเรศ ชัยรัตน์-วัฒนชัย โชติชูตระกูล)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthamethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง