ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp
Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 1690/2551 คำพิพากษาที่ 1690/2551 พ.ศ. 2551 (พ.ศ. 2554)

A power to sue any person is valid and cures an earlier sub-delegation คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2551

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Section 801(5) bars a general agent from suing only where the power does not authorise suing; this one did, without naming the defendant, so it was valid, and the earlier sub-delegation took effect once the agent received the power.

ห้ามมิให้ตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปฟ้องคดีแทนตัวการในกรณีที่การมอบอำนาจมิได้ระบุให้ตัวแทนฟ้องคดีแทนตัวการได้เท่านั้น

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A power to sue 'any person' is valid, and a premature sub-delegation is cured when the agent's own authority arrives.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

An insurer sued over dishonoured cheques; its agent held a power to sue any person causing it loss and to appoint sub-agents, and the sub-agent was appointed before the agent himself received that power.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Section 801(5) bars a general agent from suing only where the power does not authorise suing; this one did, without naming the defendant, so it was valid, and the earlier sub-delegation took effect once the agent received the power.
ห้ามมิให้ตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปฟ้องคดีแทนตัวการในกรณีที่การมอบอำนาจมิได้ระบุให้ตัวแทนฟ้องคดีแทนตัวการได้เท่านั้น

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1690/2551. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2551 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

การที่ ส. ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ภ. เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง แม้ขณะนั้น ส. ยังมิได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้เป็นผู้ฟ้องคดีแทนก็หาใช่เป็นเรื่องที่มิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้อันจะตกเป็นโมฆะไม่ ผลคงมีเพียงว่า ภ. ยังไม่อาจฟ้องคดีแทนโจทก์โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจช่วงที่ทำกันไว้ในขณะนั้นได้เท่านั้นต่อมาเมื่อ ส. ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจฟ้องคดีแทนแล้วก็มิได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือทำหนังสือมอบอำนาจช่วงขึ้นใหม่หนังสือมอบอำนาจจึงสมบูรณ์ มีผลทำให้ ภ. มีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตั้งแต่วันที่ ส. ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นต้นไป
ป.พ.พ. มาตรา 801 วรรคสอง (5) ห้ามมิให้ตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปฟ้องคดีแทนตัวการในกรณีที่การมอบอำนาจมิได้ระบุให้ตัวแทนฟ้องคดีแทนตัวการได้เท่านั้นแต่ข้อความในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ส. เป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ โดยให้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ ที่กระทำการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ รวมทั้งให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วง ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้เป็นตัวแทนมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์โดยตรงอยู่แล้ว และไม่จำต้องระบุไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าให้ฟ้องจำเลยที่ 1 หรือบุคคลใด หรือฟ้องข้อหาใด จึงเป็นการมอบอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายสุรวุฒิมอบอำนาจช่วงให้นายภัคเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน 3 ฉบับ ฉบับละ 20,000 บาท ลงวันที่ 20 มกราคม 2546 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 20 มีนาคม 2546 มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัย เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสำเหร่ เพื่อเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสามฉบับตามวันที่ลงในเช็ค โดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คทั้งสามฉบับเป็นเงิน 60,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องโจทก์ขอคิดเพียง 4,525 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 64,525 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า การที่โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงเป็นการมอบอำนาจทั่วไป เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุว่าให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง จึงเป็นต้องการห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค คือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 ของต้นเงิน 20,000 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2546 ของต้นเงิน 20,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจฟ้องคดีของโจทก์ โดยข้อเท็จจริงในส่วนนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นตัวแทนมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ รวมทั้งให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วง ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และนายสุรวุฒิได้มอบอำนาจช่วงให้นายภัคเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ โดยทำหนังสือมอบอำนาจช่วงไว้ก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2546 ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 ทำขึ้นก่อนหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นเวลาเกือบ 6 เดือน ขณะนายสุรวุฒิลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจช่วง นายสุรวุฒิยังไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 เพราะมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ และไม่อาจให้สัตยาบันภายหลังได้ นายภัคผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายสุรวุฒิจึงไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีแทนโจทก์นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นอ้างเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่นายสุรวุฒิทำหนังสือมอบอำนาจให้นายภัคเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง แม้ขณะนั้นนายสุรวุฒิยังมิได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้เป็นผู้ฟ้องคดีแทนก็หาใช่เป็นเรื่องที่มิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้อันจะตกเป็นโมฆะไม่ ผลคงมีเพียงว่า นายภัคยังไม่อาจฟ้องคดีแทนโจทก์โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจช่วงที่ทำกันไว้ในขณะนั้นได้เท่านั้น ต่อมาเมื่อนายสุรวุฒิได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจฟ้องคดีแทนแล้ว นายสุรวุฒิและนายภัคก็มิได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับเดิมตามเอกสารหมาย จ.3 หรือทำหนังสือมอบอำนาจช่วงขึ้นใหม่ แสดงว่าบุคคลทั้งสองมีเจตนาให้ใช้หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 ต่อไป และแม้จะทำขึ้นใหม่ข้อความก็คงต้องเป็นเช่นเดิม หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 จึงสมบูรณ์ และมีผลทำให้นายภัคมีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่นายสุรวุฒิได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นต้นไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งหรือเจาะจงว่าเป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องบุคคลใดหรือข้อหาใดบ้าง จึงเป็นการมอบอำนาจที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) เป็นบทกฎหมายที่ห้ามมิให้ตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปฟ้องคดีแทนตัวการในกรณีที่การมอบอำนาจมิได้ระบุให้ตัวแทนฟ้องคดีแทนตัวการได้เท่านั้น แต่ในกรณีของโจทก์นี้ ข้อความในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของโจกท์ โดยให้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ ที่กระทำการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทั้งในทางคดีแพ่งหรือคดีอาญา รวมทั้งให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงเพื่อดำเนินการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรวุฒิเป็นตัวแทนมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์โดยตรงอยู่แล้ว และการมอบอำนาจในกรณีเช่นนี้ก็ไม่จำต้องระบุไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าให้ฟ้องจำเลยที่ 1 หรือบุคคลใด หรือฟ้องข้อหาใด จึงเป็นการมอบอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายสุรวุฒิมอบอำนาจช่วงให้นายภัคดำเนินการ นายภัคย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจต่อเนื่องกันมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายจึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2551
บริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด โจทก์
บริษัทยูเนียน ไฮเทค จำกัด กับพวก จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 801 , ม. 60 แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

คู่ความ: บริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด โจทก์ บริษัทยูเนียน ไฮเทค จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 801 , ม. 60

องค์คณะ: (ชัชลิต ละเอียด-บุญรอด ตันประเสริฐ-เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthamethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง