ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp
Verified ตรวจสอบแล้ว Criminal Codeป.อ. Decision 185/2566 คำพิพากษาที่ 185/2566 2023 (พ.ศ. 2566)

Ignoring a civil judgment to block a neighbour's access can lead to conviction คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566

Criminal Code Sections: มาตรา ป.อ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

As a co-owner whose relative had defended for all heirs, the defendant was bound by the civil judgment; his act was done knowingly to block the complainant's vehicle access and was an offence under the former section 362; the conviction was upheld but the prison term suspended for 5 years with probation and an order not to obstruct the road.

จำเลยยังคงดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมรับผลแห่งคำพิพากษาตามกฎหมาย

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A neighbour who ignores a civil judgment on a boundary or access dispute can face a criminal conviction.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

After a final civil judgment ordered the defendant's relative to remove posts and barbed wire from a public road next to the complainant's land, the defendant, a co-heir who had defended that case under a power of attorney, put up new concrete posts on the same line.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

As a co-owner whose relative had defended for all heirs, the defendant was bound by the civil judgment; his act was done knowingly to block the complainant's vehicle access and was an offence under the former section 362; the conviction was upheld but the prison term suspended for 5 years with probation and an order not to obstruct the road.
จำเลยยังคงดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมรับผลแห่งคำพิพากษาตามกฎหมาย

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 185/2566. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

เดิมโจทก์ร่วมฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้าม ส. กับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจ ส. ต่อสู้คดี ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและ ส. เป็นทางสาธารณะ พิพากษาให้ ส. รื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมและห้าม ส. กับบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของโจทก์ร่วม คดีถึงที่สุด โดยคดีก่อน ส. กับจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ส. ให้การและเบิกความรับว่า พ. บิดาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและที่ดินมือเปล่าหลายพันไร่ โดยใส่ชื่อ พ. ส. จำเลย กับบุตรอื่นของ พ. ในเอกสารสิทธิหลายฉบับบางฉบับใส่ชื่อผู้จัดการมรดกของ พ. เยี่ยงนี้ ส. จึงมีชื่อเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแทน พ. นับแต่วันออกเอกสารสิทธิ เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ ส. และจำเลยรวมทั้งทายาทอื่นของ พ. การที่ ส. ผู้ถูกโจทก์ร่วมฟ้องในคดีเดิมย่อมอยู่ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกแทนจำเลยและทายาทอื่นของ พ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745, 1356 และ 1359 จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับ ส. และถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 หาใช่บุคคลภายนอกที่ไม่ถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมไม่ เมื่อคดีเดิมถึงที่สุดและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามคำพิพากษาเสร็จแล้ว จำเลยกระทำละเมิดขึ้นใหม่ กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองในคดีเดิมวินิจฉัยไว้ว่าการกระทำของจำเลยจึงถือเป็นการละเมิดด้วยการปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามบนทางสาธารณประโยชน์ปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ร่วม เมื่อคดีเดิม ส. ฎีกาโดยโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา และต่อมา ส. แถลงขอยุติคดีโดยไม่ต้องการฎีกาต่อไปและขอถอนจำเลยจากการเป็นผู้รับมอบอำนาจ ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีเดิมจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันแถลงดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง และผูกพันโจทก์ร่วมกับจำเลย การที่จำเลยยังคงดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมรับผลแห่งคำพิพากษาตามกฎหมายโดยยังคงเข้าไปปักเสาปูนและกั้นรั้วลวดหนาม ทั้งศาลชั้นต้นในคดีเดิมมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อถอนเสาปูนและรั้วรวดหนามบางส่วนตามที่คู่ความตกลงกัน จึงเป็นการกระทำโดยรู้อยู่แก่ใจว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและ ส.เป็นทางสาธารณะ ทั้งประสงค์ให้เกิดผลเป็นการปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่โจทก์ร่วมใช้เข้าออกจากที่ดินพิพาทสู่ทางสาธารณะ ซึ่งจิตใจของวิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปโดยวิสัยและพฤติการณ์เยี่ยงจำเลยพึงรับรู้และคาดหมายได้อย่างแน่แท้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง และเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 เดิม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นางเพ็ญจันทร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 (เดิม) จำคุก 1 ปี
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า นางเพ็ญจันทร์ โจทก์ร่วม มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1654 นางสุภา มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1685 ที่ดินทั้งสองแปลงมีทางสาธารณประโยชน์สายคลองหิน - คลองสี่ตา - สายเวิ้ง คั่นกลาง วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 จำเลยสร้างรั้วลวดหนามขึ้นในที่ดินพิพาท ซึ่งอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยื่นฟ้องนางสุภาต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามกับให้ชดใช้ค่าเสียหาย นางสุภามอบอำนาจให้จำเลยดำเนินคดีแทน ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามที่คู่ความตกลงกัน โดยให้รื้อถอนเสาปูนออก 1 ต้น ตัดรั้วลวดหนามระหว่างเสาปูนออก 2 ช่อง เพื่อให้โจทก์ร่วมนำรถยนต์เข้าออกระหว่างที่ดินพิพาทได้ และทั้งสองฝ่ายจะไม่เข้าไปกระทำการใด ๆ บนที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์ร่วมและจำเลยฟัง โดยวินิจฉัยว่า แนวรั้วลวดหนามสร้างขึ้นในที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นทางสาธารณะ ให้นางสุภารื้อถอนและชดใช้ค่าเสียหาย พิพากษายืน ตามคดีหมายเลขดำที่ 250/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1773/2558 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 นางสุภายื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นขอยุติคดีไม่ต้องการยื่นฎีกาและขอถอนจำเลยจากการเป็นผู้รับมอบอำนาจ โดยโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นฎีกา วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 ตามฟ้องจำเลยเข้าไปปักเสาปูน 6 เหลี่ยมที่แนวรั้วลวดหนาม
พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เดิมโจทก์ร่วมฟ้องนางสุภาเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้ามนางสุภาและบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจนางสุภาต่อสู้คดี ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและนางสุภาเป็นทางสาธารณะ พิพากษาให้นางสุภารื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมและห้ามนางสุภาและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของโจทก์ร่วมตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขดำที่ 250/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1773/2558 คดีถึงที่สุด นอกจากนี้นางสุภากับจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจนางสุภาให้การและเบิกความนำสืบในคดีดังกล่าวรับว่า นายไพศาล บิดาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและที่ดินมือเปล่าใช้ปลูกยางพาราประมาณ 2,000 ไร่ โดยใส่ชื่อนายไพศาล นางสุภา จำเลยและบุตรคนอื่นของนายไพศาลไว้ในเอกสารสิทธิหลายฉบับ บางฉบับใส่ชื่อนายเฉลิมชัย และนายเฉลิมพร ผู้จัดการมรดกของนายไพศาล นางสุภาจึงมีชื่อเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1685 แทนนายไพศาลตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2521 เมื่อนายไพศาลถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ดินจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่นางสุภาและจำเลยรวมทั้งทายาทอื่นของนายไพศาล นางสุภาผู้ถูกโจทก์ร่วมฟ้องในคดีเดิมย่อมอยู่ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกแทนจำเลยและทายาทอื่นของนายไพศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745, 1356 และ 1359 จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับนางสุภาและถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หาใช่บุคคลภายนอกที่ไม่ถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีเดิมดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อคดีเดิมถึงที่สุดและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาเสร็จแล้ว จำเลยกระทำละเมิดขึ้นใหม่ด้วยการปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามบนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ร่วม กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองในคดีเดิมวินิจฉัยไว้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและนางสุภาเป็นทางสาธารณะ จำเลยปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามบนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เข้าออกจากที่ดินของโจทก์ร่วม ย่อมเป็นการละเมิดโจทก์ร่วมฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดอาญาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติว่า กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สึกสำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขดำที่ 250/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1773/2558 ให้โจทก์ร่วมและจำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจนางสุภาฟังเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 นางสุภา ฎีกา โดยโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 นางสุภาแถลงขอยุติคดีไม่ต้องการฎีกาต่อไปและขอถอนจำเลยจากการเป็นผู้รับมอบอำนาจ ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีเดิมจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง และผูกพันโจทก์ร่วมกับจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยยังคงดื้อรั้นดันทุรังไม่ยอมรับผลแห่งคำพิพากษาตามกฎหมาย โดยวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 ตามฟ้อง จำเลยเข้าไปปักเสาปูน 6 เหลี่ยมที่แนวรั้วลวดหนาม ซึ่งหากพิจารณาภาพถ่าย แผ่นที่ 1 เป็นแนวรั้วลวดหนามพิพาทในคดีเดิมที่โจทก์ร่วมยื่นฟ้องนางสุภาต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 2060/2557 ต่อมาวันที่ 3 สิงหาคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้รื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามบางส่วนตามที่คู่ความตกลงกัน สำหรับภาพถ่าย แผ่นที่ 2 เป็นภาพเสาปูน 6 เหลี่ยมที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องและจำเลยรับว่าจำเลยปักขึ้นใหม่เป็นข้อพิพาทคดีนี้ จึงเป็นการกระทำโดยรู้อยู่แก่ใจว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีเดิมวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม ทางที่อยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ร่วมและนางสุภาเป็นทางสาธารณะ ทั้งประสงค์ให้เกิดผลเป็นการปิดกั้นเส้นทางรถยนต์ที่โจทก์ร่วมใช้เข้าออกจากที่ดินพิพาทสู่ทางสาธารณะ ซึ่งจิตใจของวิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปโดยวิสัยและพฤติการณ์เยี่ยงจำเลยพึงรับรู้และคาดหมายได้อย่างแน่แท้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง ข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลย 1 ปี นั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ความประพฤติทั่วไปไม่มีข้อเสียหายร้ายแรง มีภาระครอบครัว ธุรกิจ และลูกจ้างในกิจการที่ต้องรับผิดชอบดูแล เหตุที่จำเลยกระทำไปอาจเป็นเพราะหลงยึดติดในความเชื่อผิด ๆ ว่าที่พิพาทเป็นของบิดา สมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้ จักเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมมากกว่าจำคุกไปเสียทีเดียว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อยพลความ ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัย
พิพากษาแก้เป็นว่า รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ 5 ปี คุมความประพฤติจำเลย 5 ปี นับแต่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 6 เดือน ตลอดเวลาที่คุมประพฤติ ห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใด ๆ บนทางสาธารณประโยชน์เส้นทางสายคลองหิน - คลองสี่ตา - สายเวิ้ง ในลักษณะเป็นการปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ร่วมไปสู่ทางสาธารณประโยชน์และประชาชนทั่วไปที่จะใช้ทางดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566
พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง โจทก์
นาง พ. โจทก์ร่วม

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. ม. 59 วรรคสอง , ม. 362 (เดิม) ป.พ.พ. ม. 1356 , ม. 1359 , ม. 1745 ป.วิ.อ. ม. 15 ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง , ม. 147 วรรคสอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง โจทก์ นาง พ. โจทก์ร่วม นาย ฉ. จำเลย ป.อ. ม. 59 วรรคสอง , ม. 362 (เดิม) ป.พ.พ. ม. 1356 , ม. 1359 , ม. 1745 ป.วิ.อ. ม. 15 ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง , ม. 147 วรรคสอง

ศาล: ศาลแขวงระยอง - นายเอกราช สมัครไทย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุรัตน์ชัย พรายมูล

องค์คณะ: (วิธูร คลองมีคุณ-ธนิต รัตนะผล-สมชาย อุดมศรีสำราญ)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthamethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง