The court can reshape a deadlocked panel of joint estate administrators คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2566
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The death left six administrators who could deadlock, and the inability to distribute was an impediment under section 1713 paragraph one (2); applying paragraph two, the court appointed the son so that a majority under section 1726 could be reached, and ordered that if any administrator died the rest should continue. Section 1715 paragraph two did not apply because the appointment was not under a พินัยกรรม.
การตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยย่อมทำให้การจัดการมรดกมีเสียงข้างมากซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกองมรดกของผู้ตาย
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Where joint administrators deadlock, the court can reshape the panel for the benefit of the estate.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
Seven joint administrators of a very large estate held in Thailand and abroad had been unable to begin distribution for over a year; one died, and his son, an heir, asked to be appointed in his place.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The death left six administrators who could deadlock, and the inability to distribute was an impediment under section 1713 paragraph one (2); applying paragraph two, the court appointed the son so that a majority under section 1726 could be reached, and ordered that if any administrator died the rest should continue. Section 1715 paragraph two did not apply because the appointment was not under a will.
การตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยย่อมทำให้การจัดการมรดกมีเสียงข้างมากซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกองมรดกของผู้ตาย
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4769/2566. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2566 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
การที่ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ทำให้คงเหลือผู้จัดการมรดกที่มีอำนาจในการจัดการมรดกเพียง 6 คน ซึ่งมิอาจหาเสียงชี้ขาดได้หากเกิดกรณีที่มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่าย และแต่ละฝ่ายมีคะแนนเสียงเท่ากันดังนั้น จึงต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1726 โดยจะต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้เป็นผู้ชี้ขาดต่อไป ทั้งเมื่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดให้การตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ซึ่งกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกต้องถือตามเสียงข้างมากตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1726 เมื่อคำนึงถึงเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก การตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยย่อมทำให้การจัดการมรดกมีเสียงข้างมากซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกองมรดกของผู้ตาย
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของนายชัย ผู้ตาย ต่อมาในระหว่างจัดการมรดกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือจัดการมรดกต่อไป ส่วนนายบัญชาชนะ บุตรของผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านพร้อมกับร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตาย ศาลชั้นต้นสอบผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 แล้ว มีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยกคำร้องขอของนายบัญชาชนะ ผู้คัดค้าน
ผู้คัดค้านอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายชัย ผู้ตาย ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเนื่องจากผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย และขอให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือจัดการมรดกต่อไป นายบัญชาชนะ ผู้คัดค้าน ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอถอนผู้คัดค้านที่ 5 จากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตาย และขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้จัดการมรดกที่เหลือ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตายจึงไม่อาจทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกได้ กรณีเป็นเหตุที่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 จึงให้ถอนผู้คัดค้านที่ 5 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ในส่วนคำร้องของนายบัญชาชนะ ผู้คัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกที่เหลือ ไม่ได้ความว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก จึงให้ยกคำร้องขอ
คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านเพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกอื่นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ผู้ร้องต้องเป็นบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 และจะต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและถึงแก่ความตายแล้ว ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 5 จึงเป็นผู้เข้ารับมรดกแทนที่ผู้คัดค้านที่ 5 และอยู่ในฐานะเป็นผู้สืบสันดานอันถือเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) ผู้คัดค้านจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1713 เมื่อตามคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า มีเหตุจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ซึ่งเมื่อการจัดการมรดกรายนี้มีการตั้งผู้จัดการมรดกไว้แล้ว และผู้คัดค้านร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกอื่น การจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่จึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก" และในวรรคสอง ที่บัญญัติว่า "การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร" ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้วจะเห็นว่า เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2556 โดยได้ความจากคำคัดค้านและคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ทายาทของเจ้ามรดกมีการประชุมกันหลายครั้งและมีข้อตกลงให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน 7 คน แต่ผู้ร้องกลับมายื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ผู้คัดค้านทั้งหกต้องยื่นคำคัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมด้วย และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 นับเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี 3 เดือน ก็ยังไม่มีการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้คัดค้านทั้งหกต่างก็อ้างว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ จนเมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย การจัดการมรดกรายนี้ก็ยังไม่อาจกระทำได้ และเมื่อการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในคดีนี้ เป็นการขอตั้งผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน แสดงว่าศาลชั้นต้นยังไม่เห็นสมควรที่จะให้ทายาทคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวโดยลำพัง แต่เห็นเป็นการสมควรให้ทายาทของเจ้ามรดกทั้ง 7 คน เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งของเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทำให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ 6 คน ไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้โดยที่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน เป็นผู้จัดการมรดกเพราะจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันจัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งกรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่จัดการมรดกต่อไปได้แต่ไม่อาจจัดการมรดกโดยลำพังมาใช้บังคับกับกรณีการตั้งผู้จัดการมรดกในคดีนี้ได้ เพราะคดีนี้ไม่ใช่การตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกอันเนื่องมาจากผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย และขอให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือจัดการมรดกต่อไป การที่ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตายย่อมทำให้อำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายสิ้นสุดลงโดยไม่จำต้องมีคำสั่งถอนผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ให้ชัดแจ้ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ให้ชัดแจ้งโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวเสียก่อน และเห็นว่าเมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย อำนาจในการจัดการมรดกของผู้คัดค้านที่ 5 ย่อมสิ้นสุดลง จึงเห็นสมควรให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมีอำนาจจัดการมรดกของผู้ตายต่อไป ส่วนกรณีมีเหตุจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยหรือไม่นั้น เมื่อผู้คัดค้านถือเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายแล้ว ทั้งเหตุดังกล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้จัดการมรดกไม่อาจเริ่มจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกได้เพราะความเห็นไม่ตรงกันหรือเพราะทรัพย์มรดกมีมูลค่านับพันล้านบาทและเป็นทรัพย์สินที่อยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศจนเวลาล่วงเลยไปกว่า 1 ปี 3 เดือน ก็ยังไม่อาจจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ แม้เดิมจะมีผู้จัดการมรดกร่วมกันมากถึง 7 คน และสามารถใช้เสียงข้างมากชี้ขาดเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปได้ ก็ยังไม่อาจเริ่มต้นในการจัดการมรดกได้ เมื่อต่อมาผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ทำให้คงเหลือผู้จัดการมรดกที่มีอำนาจในการจัดการมรดกเพียง 6 คน ซึ่งไม่อาจหาเสียงชี้ขาดได้หากเกิดกรณีที่มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่ายและแต่ละฝ่ายมีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็จะต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 โดยจะต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้เป็นผู้ชี้ขาดต่อไป กรณีที่กล่าวมาทั้งหมดจึงถือเป็นเหตุขัดข้องประการหนึ่งที่ผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่อาจจัดการมรดกหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายอันถือเป็นเหตุที่ศาลจะพิจารณาตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ทั้งเมื่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดให้การตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดในพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร เมื่อการจัดการมรดกรายนี้ถือได้ว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกหรือการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามความแห่ง มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) แล้ว ทั้งในชั้นตั้งผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกก็เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงินและการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดกตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 หมวด 2 ตั้งแต่มาตรา 1734 ถึงมาตรา 1752 โดยวิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 หมวด 1 ซึ่งกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกต้องถือตามเสียงข้างมากตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 เมื่อคำนึงถึงเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกดังที่กล่าวมาแล้ว การตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยย่อมทำให้การจัดการมรดกมีเสียงข้างมากซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกองมรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายชัย ผู้ตายร่วมกับผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1713 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และหากผู้จัดการมรดกคนหนึ่งคนใดถึงแก่ความตายให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือร่วมกันจัดการมรดกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2566
นาย บ. ผู้คัดค้าน
นาย ย. กับพวก ผู้คัดค้าน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1713 , ม. 1715 , ม. 1726 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นาย ล. ผู้ร้อง นาย บ. ผู้คัดค้าน นาย ย. กับพวก ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1713 , ม. 1715 , ม. 1726
ศาล: ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายรัศม์ ไชยชิต ศาลอุทธรณ์ - นายกรองเกียรติ คมสัน
องค์คณะ: (กึกก้อง สมเกียรติเจริญ-อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์-อรุณ เรืองเพชร)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต