A good-faith khai fak buyer is protected only up to the redemption price คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5120-5122/2562
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The good-faith khai fak purchaser was protected from forfeiture to the state, but because a khai fak seller may redeem under section 491 and the victim stood as the seller's creditor, the court treated the property as if redeemed: it was to be auctioned, the purchaser paid the redemption price without interest, and any surplus returned to the victim.
แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการนี้จะตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 แต่เมื่อผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A khai fak buyer's protection can be limited to the redemption price where the seller's assets are traced to a victim.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
Money embezzled from an institution's bank accounts was used to buy a house and land, which the buyer then sold under khai fak to a good-faith purchaser for 29,470,000 baht and did not redeem in time.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The good-faith khai fak purchaser was protected from forfeiture to the state, but because a khai fak seller may redeem under section 491 and the victim stood as the seller's creditor, the court treated the property as if redeemed: it was to be auctioned, the purchaser paid the redemption price without interest, and any surplus returned to the victim.
แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการนี้จะตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 แต่เมื่อผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The full judgment of Supreme Court Decision No. 5120-5122/2562 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5120-5122/2562 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
คำพิพากษาย่อสั้น เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ อ. ขออนุมัติถอนมาจากบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นแคชเชียร์เช็คระบุชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รับเงิน เพื่อนำไปฝากยังธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาสุวินทวงศ์ ไม่ได้มีการนำเข้าฝากที่สาขาดังกล่าว แต่กลับนำไปฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ในบัญชีชื่อของ พ. ที่สาขาดิอเวนิว โดยไม่ปรากฏเหตุที่จะอ้างโดยชอบ จากนั้นมีการโอนเงินไปยังบุคคลต่าง ๆ แม้เงินที่ฝากจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝากคือธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ถูกถอนออกมาและนำไปฝากโดยผิดวัตถุประสงค์ บุคคลอื่นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากตามจำนวนที่เบิกถอนมาจากบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่ชอบดังกล่าวย่อมไม่อาจอ้างสิทธิใดได้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจาก อ. กับพวกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้ต่อมาจะมีการถ่ายโอนเงินของผู้คัดค้านที่ 1 หรือนำไปดำเนินการอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นการนำไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่น ทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านั้นก็ไม่ตกเป็นของแผ่นดินและต้องถูกดำเนินการเพื่อให้ได้เงินมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้มีสิทธิที่แท้จริงจนครบจำนวน
ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินรายการที่ 42 เป็น "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินที่ได้จากการที่ผู้คัดค้านที่ 7 และ อ. กับพวกได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) (18) โอนเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 7 แล้วผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินที่รับโอนมาดังกล่าวซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 แล้วขายฝากทรัพย์สินนั้นไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 และไม่ไถ่คืนในกำหนด เมื่อผู้คัดค้านที่ 9 ซื้อฝากทรัพย์สินรายการที่ 42 นี้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ในระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 9 ศาลย่อมสั่งคืนทรัพย์สินรายการนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51/1 ทรัพย์สินรายการนี้จึงไม่ตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องของผู้ร้อง แต่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของผู้คัดค้านที่ 7 กับพวก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนจากผู้คัดค้านที่ 7 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 ผู้คัดค้านที่ 7 จึงไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์สินรายการนี้ไว้ แต่ต้องคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อต่อมาผู้คัดค้านที่ 7 นำทรัพย์สินรายการนี้ไปขายฝากไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการนี้จะตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 แต่เมื่อผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 และการที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 7 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 7 ซึ่งเป็นลูกหนี้ในทรัพย์สินรายการนี้แทนผู้คัดค้านที่ 7 กรณีนี้เพื่อคุ้มครองผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงควรให้ดำเนินการเสมือนมีการใช้สิทธิไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝากจากผู้คัดค้านที่ 9 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 9 จึงไม่อาจให้ทรัพย์สินรายการนี้ตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 ผู้รับซื้อฝากได้ แต่ควรให้ผู้คัดค้านที่ 9 ได้รับเงินค่าสินไถ่ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาขายฝากโดยนำทรัพย์สินนี้ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระสินไถ่แก่ผู้คัดค้านที่ 9 และคืนส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1
เมื่อการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการที่ 42 เป็นส่วนของวิธีการที่จะให้ทรัพย์สินนั้นถูกนำไปคืนแก่ผู้เสียหาย ขณะเดียวกันก็คุ้มครองผู้รับโอนทรัพย์สินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สินไถ่ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้เงินที่แท้จริงซึ่งหากลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ให้คิดดอกเบี้ยตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรไม่กำหนดดอกเบี้ยในสินไถ่ให้ผู้คัดค้านที่ 9
คำพิพากษาย่อยาว (ฉบับเต็ม) คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียก ผู้ร้องทั้งสามสำนวนว่า "ผู้ร้อง" ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 และที่ 2 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 1" ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 4 และที่ 3 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 2" ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 และที่ 4 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 3" ผู้คัดค้านที่ 4 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 4" ผู้คัดค้านที่ 5 เฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 56 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 5" ผู้คัดค้านที่ 6 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 6" ผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 2 และที่ 5 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 7" ผู้คัดค้านที่ 8 และที่ 6 ในสำนวนที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 8" ผู้คัดค้านที่ 9 ในสำนวนที่ 1 ว่า "ผู้คัดค้านที่ 9" และผู้คัดค้านที่ 10 ที่ 1 และที่ 1 ในสำนวนที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับว่า "ผู้คัดค้านที่ 10"
ผู้ร้องทั้งสามสำนวนยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 108 รายการ ราคาประเมินรวมประมาณ 263,583,103.42 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51
ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว
ผู้คัดค้านที่ 1, 3, 7, 8, 10 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และสั่งคืนทรัพย์สินเงินฝากรายการที่ 1 ที่ 9 ที่ 12 ที่ 24 ถึงที่ 26 และที่ 35 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ทรัพย์สินรายการที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น ทรัพย์สินรายการที่ 25 และที่ 26 ตามสำเนารายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.60/2558 ของศาลชั้นต้นแก่ผู้คัดค้านที่ 2
ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องหรือให้ผู้คัดค้านที่ 4 ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน
ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คืนเงินจากการขายทอดตลาดรถยนต์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นเงิน 4,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 6
ผู้คัดค้านที่ 9 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะผู้คัดค้านที่ 5
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินพร้อมดอกผลตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ฟ.43/2558 และ ฟ.60/2558 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ยกเว้นทรัพย์สินรายการที่ 9 ที่ 12 ที่ 24 ถึงที่ 26 และที่ 35 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น รายการที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 19 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 รายการที่ 42 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 9 ส่วนรายการที่ 51 และที่ 52 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ให้นำออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง นำเงินที่ได้ชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 70,428.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงิน 66,500 บาท นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้ตกเป็นของแผ่นดินกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสอง คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้ร้อง ผู้ค้ดค้านที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และคืนทรัพย์สินทั้งหมดรวม 108 รายการ ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมดอกผลแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 42 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42005 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 98/43 และเฟอร์นิเจอร์ให้นำออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 จำนวน 29,470,000 บาท เงินที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 51 และที่ 52 ที่ดินโฉนดเลขที่ 41581 และ 13527 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (หากมี) ให้นำออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง นำเงินที่ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 70,428.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงิน 66,500 บาท นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไป จนกว่าผู้คัดค้านที่ 4 จะได้รับชำระเสร็จ เงินที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ฝากเงินไว้ที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หลายบัญชีแต่ถูกเบิกถอนและนำไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามเจตนาของผู้คัดค้านที่ 1 รวมประมาณกว่า 1,200,000,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแล้ว ผู้ร้องคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 และนางสาวอำพรกับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต พร้อมมีคำขอให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้เงินที่ได้ไปจากการกระทำผิดตามฟ้องแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1992/2558 และ อ.6499/2558 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการธุรกรรมมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 10 และนางสาวอำพรกับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิดและได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยปรากฏหลักฐานว่าเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่สูญหายทั้งหมด โอนผ่านบัญชีของผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 10 ทั้งที่ผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 10 ไม่ได้เป็นพนักงานของผู้คัดค้านที่ 1 และคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าทรัพย์สินรวม 108 รายการในคดีนี้ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางสาวอำพรและผู้คัดค้านที่ 10 กับพวก ฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์หรือยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 56 รายการ ราคาประเมินประมาณ 74,645,076.74 บาท ทรัพย์สินรวม 21 รายการ ราคาประเมินประมาณ 173,467,339.54 บาท และทรัพย์สินรวม 31 รายการ ราคาประเมินประมาณ 15,470,691.14 บาท ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558, ฟ.43/2558 และ ฟ.60/2558 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมาได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินบางรายการตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ฎีกาเฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 9 ที่ 12 ที่ 24 ถึงที่ 26 และที่ 35 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น และตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น รายการที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 19 ว่าสมควรสั่งให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 และในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น รายการที่ 11 ถึงที่ 14 และที่ 19 ว่าสมควรสั่งคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 และในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.43/2558 ของศาลชั้นต้น ตามรายการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกานั้น เป็นกรณีสืบเนื่องจากนางสาวอำพร ถอนเงินจากบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 ไปแล้วไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านที่ 1 โดยขออนุมัติว่าจะนำไปฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ที่ผู้คัดค้านที่ 10 เป็นผู้จัดการสาขา เพราะจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จึงอนุมัติ ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 พบข้อพิรุธที่หน้าเล่มของสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 สาขาบิ๊กซีศรีนครินทร์ ชื่อบัญชี "สถาบันเทคโนโลยี พ." มีร่องรอยขูดลบ เมื่อตรวจสอบแล้วเป็นบัญชีเงินฝากในชื่อผู้คัดค้านที่ 10 ที่ปิดบัญชีมานานแล้ว แต่นำมาปลอมรายการเคลื่อนไหวในสมุดบัญชีเงินฝาก โดยไม่มีการฝากเงินเข้าบัญชีจริง และบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นชื่อผู้คัดค้านที่ 10 ที่มีการขูดลบแก้ไขให้เป็นชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ตรวจสอบแล้วพบว่าเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่นางสาวอำพรขออนุมัติถอนมาจากสองบัญชีข้างต้นนั้นทำเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายผู้คัดค้านที่ 1 ที่ในขณะขออนุมัติระบุวัตถุประสงค์ที่เบิกถอนเพื่อนำไปฝากยังธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ที่สาขาสุวินทวงศ์ นั้น ไม่ได้มีการนำเข้าฝากที่สาขาดังกล่าว แต่กลับนำไปฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ในบัญชีชื่อของนายพูนศักดิ์ ที่สาขาดิอเวนิว ถนนแจ้งวัฒนะ จากนั้นมีการโอนเงินไปยังบุคคลต่าง ๆ แม้เงินที่ฝากจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝากคือธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ดังที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา แต่เงินที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ดังกล่าวนั้นหมายถึงเงินตราที่นำเข้าฝาก แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ถูกถอนออกมาและนำไปฝากโดยผิดวัตถุประสงค์ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฝากเงินไว้กับธนาคารไม่ว่าธนาคารใดก็ตามสิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีอยู่ตลอดเวลาที่ฝากเงินในการที่จะถอนเงินที่ฝากนั้นได้ โดยธนาคารผู้รับฝากต้องคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เต็มจำนวนที่ฝาก ส่วนดอกเบี้ยจะกำหนดอย่างไรย่อมเป็นไปตามที่มีหลักเกณฑ์กำหนดและตกลงกันระหว่างผู้ฝากกับผู้รับฝาก การกระทำใด ๆ ที่เป็นผลให้สิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 หมดสิ้นไปย่อมเป็นการไม่ชอบ และผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนที่เสียหายไปตามสิทธินั้นคืน การที่ธุรกรรมทางการเงินที่นางสาวอำพรถอนเงินแล้วทำเป็นแคชเชียร์เช็คระบุชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้รับเงิน แต่เมื่อนำเข้าฝากกลับนำเข้าฝากในชื่อของบุคคลอื่น โดยไม่ปรากฏเหตุที่จะอ้างโดยชอบอย่างไร บุคคลอื่นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากตามจำนวนที่เบิกถอนมาจากบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่ชอบดังกล่าวย่อมไม่อาจอ้างสิทธิใดได้ ผู้ที่ดำเนินการโดยไม่ชอบทั้งหมดย่อมต้องรับผิดต่อผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในเงินจำนวนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 เองว่า เงินของผู้คัดค้านที่ 1 ถูกถอนออกมาจากบัญชีธนาคาร เมื่อธนาคารนั้นบันทึกรายการว่ามีการเบิกถอนออกไปย่อมทำให้สิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะเรียกให้ธนาคารผู้รับฝากคืนเงินจำนวนนั้นพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 หมดสิ้นไปจากบัญชีนั้น เมื่อเบิกถอนออกมาแล้วนำเข้าฝากที่ธนาคารผู้คัดค้านที่ 2 โดยไม่ชอบ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้คืนเพราะเหตุที่เกิดจากการกระทำอันไม่ชอบนั้น เมื่อเงินจำนวนนี้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาที่มีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจากนางสาวอำพรกับพวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าตนมีสิทธิในฐานะผู้รับฝาก แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามหากเป็นการรับฝากโดยชอบผู้รับฝากก็ยังคงมีหน้าที่ต้องคืนแก่ผู้มีสิทธิโดยชอบที่แท้จริง เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ขอให้ศาลสั่งคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเมื่อต้องคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 แล้วย่อมไม่มีเงินใดที่จะนำมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาได้ เมื่อเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่เสียหายไปทั้งหมดถูกผู้คัดค้านอื่นกับพวกที่เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1992/2558 และ อ.6499/2558 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เอาไปด้วยการกระทำอันมิชอบ และมีการถ่ายโอนหรือนำไปดำเนินการอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นการนำไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หุ้น ฯลฯ หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่น ทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านั้นจึงไม่ตกเป็นของแผ่นดินและต้องถูกดำเนินการเพื่อให้ได้เงินมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 จนครบจำนวน และเมื่อต้องนำมาคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงแล้ว ย่อมไม่มีทรัพย์สินใดที่จะต้องคืนให้แก่บุคคลอื่นใดที่มีชื่อเป็นผู้รับทรัพย์สินเดียวกันนี้โอนผ่านในนามของแต่ละคนนั้นได้อีก กรณีของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นกรณีในคดีใดล้วนมีลักษณะเดียวกันคือเป็นกรณีที่มีผู้นำเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปโดยมิชอบแล้วนำมาเข้าฝากที่ธนาคารของผู้คัดค้านที่ 2 และมีการจำหน่ายจ่ายโอนเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่น เมื่อตรวจสอบและพบว่าเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปตกเป็นสิทธิของผู้ใดหรือถูกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินใดก็ตามย่อมต้องถูกติดตามเอาคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิที่แท้จริงจนครบจำนวน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาว่าทรัพย์สินตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกามาให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 9 ในกรณีทรัพย์สินรายการที่ 42 ตามสำเนาบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 42005 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 98/43 กับเฟอร์นิเจอร์ว่าสมควรให้ตกเป็นของแผ่นดินตามที่ผู้ร้องฎีกาและแก้ฎีกา หรือควรให้ตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 เห็นว่า ทรัพย์สินรายการที่ 42 ดังกล่าว เป็น "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 7 ได้มาจากการนำเงินที่ผู้คัดค้านที่ 7 และนางสาวอำพรกับพวกได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) (18) แล้วโอนเงินที่ได้มาดังกล่าวนั้นเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 7 แล้วผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินที่รับโอนมาดังกล่าวมาซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 9 ฎีกานี้ แม้จะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้งและไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใดก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 9 ผู้รับโอนมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้ที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) ผู้คัดค้านที่ 9 เป็นผู้ที่ซื้อฝากที่ดินทรัพย์สินรายการที่ 42 นี้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ในระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 9 ศาลย่อมต้องสั่งคืนทรัพย์สินรายการนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51/1 ทรัพย์สินรายการนี้จึงไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ฎีกาและคำแก้ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของผู้คัดค้านที่ 7 กับพวก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนจากผู้คัดค้านที่ 7 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยเมื่อผู้คัดค้านที่ 7 นำเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ไปซื้อทรัพย์สินรายการที่ 42 ผู้คัดค้านที่ 7 จึงไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์สินรายการนี้ไว้ แต่ต้องคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อต่อมาผู้คัดค้านที่ 7 นำทรัพย์สินรายการนี้ไปขายฝากไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการนี้จะตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 แต่ผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 และการที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิติดตามและเอาทรัพย์คืนดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของผู้คัดค้านที่ 7 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 7 ซึ่งเป็นลูกหนี้ในทรัพย์สินรายการนี้แทนผู้คัดค้านที่ 7 กรณีนี้เพื่อคุ้มครองผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหาย จึงควรให้ดำเนินการเสมือนมีการใช้สิทธิไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝากจากผู้คัดค้านที่ 9 ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 9 จึงไม่อาจให้ทรัพย์สินรายการนี้ตกไปเป็นของผู้คัดค้านที่ 9 ผู้รับซื้อฝากได้ แต่ควรให้ผู้คัดค้านที่ 9 ได้รับเงินค่าสินไถ่ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาขายฝาก จึงเห็นควรให้นำทรัพย์สินรายการที่ 42 นี้ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระสินไถ่แก่ผู้คัดค้านที่ 9 เป็นเงิน 29,470,000 บาท เต็มจำนวนที่กำหนดในสัญญา และคืนส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เพื่อความชัดเจนในการบังคับคดี หากการขายทอดตลาดได้เงินไม่ถึงจำนวนสินไถ่ดังกล่าว ส่วนที่ขาดก็ควรกำหนดให้เป็นพับไป สำหรับที่ผู้คัดค้านที่ 9 ฎีกาขอให้ได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดไถ่ถอนด้วยนั้น เมื่อการขายทอดตลาดเป็นส่วนของวิธีการที่จะให้ทรัพย์สินนั้นถูกนำไปคืนแก่ผู้เสียหาย ขณะเดียวกันก็คุ้มครองผู้รับโอนทรัพย์สินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนด้วย สินไถ่ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้เงินที่แท้จริงซึ่งหากลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ให้คิดดอกเบี้ยตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรไม่กำหนดดอกเบี้ยให้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 9 ฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์สินรายการที่ 42 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42005 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 98/43 และเฟอร์นิเจอร์ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้ชำระสินไถ่ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 9 จำนวน 29,470,000 บาท เงินที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 แต่หากได้เงินไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ส่วนที่ขาดให้ตกเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต