ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp
Verified ตรวจสอบแล้ว Criminal Codeป.อ. Decision 540/2554 คำพิพากษาที่ 540/2554 2011 (พ.ศ. 2554)

Entering premises open to the public is not trespass on a dwelling คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2554

Criminal Code Sections: มาตรา ป.อ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Because the attack took place in an area any member of the public could enter, there was no trespass under sections 364 and 365; the defendants were guilty only of the assault, and their prison terms were suspended.

ในบริเวณที่บุคคลทั่วไปย่อมจะเข้าไปได้นั้นย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุก

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

Entering premises open to the public, during opening hours, is not entering without reasonable cause under section 364.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

Three men assaulted a person at a place with snooker tables open to the public, while it was open for business.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Because the attack took place in an area any member of the public could enter, there was no trespass under sections 364 and 365; the defendants were guilty only of the assault, and their prison terms were suspended.
ในบริเวณที่บุคคลทั่วไปย่อมจะเข้าไปได้นั้นย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุก

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 540/2554. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2554 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

ที่เกิดเหตุมีโต๊ะสนุกเกอร์เปิดบริการให้บุคคลทั่วไปเล่นได้และขณะเกิดเหตุยังคงเปิดบริการอยู่ การที่จำเลยทั้งสามเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ในบริเวณที่บุคคลทั่วไปย่อมจะเข้าไปได้นั้น ย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 364 และ 365
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 364, 365, 371, 83, 91
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในคำขอตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 และ 371 และตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ กับพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2
โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 364, 365, และ 371 ประกอบมาตรา 83, 90, 91 ความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปกับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 100 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุและจำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และนายจำเนียร ระวังภัย เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชกต่อยผู้เสียหายที่ 2 ในวาระต่อเนื่องคราวเดียวกันกับจำเลยที่ 3 และมีนายชมพู ระวังภัย เบิกความเป็นพยานว่า มาเห็นเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุภายหลังจากที่พยานออกไปซื้อบุหรี่ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เมื่อกลับมาถึงบ้านที่เกิดเหตุมีเศษแก้วแตกกระจายเกลื่อนกลาดเห็นผู้เสียหายที่ 2 มีเลือดไหลจากบริเวณศีรษะและเห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนในมือข้างขวาและส่ายอาวุธปืนไปมา มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนอยู่ใกล้กับจำเลยที่ 1 ต่อมาหลังจากผู้เสียหายที่ 2 ล้างเลือดที่ศีรษะแล้วเดินกลับมาพูดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 พูดว่า จะเอาอีกไหม แล้วจำเลยที่ 2 ตบหน้าผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เดินเข้าไปหาจำเลยที่ 1 เพื่อจะพูดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ชกหน้าผู้เสียหายที่ 2 พยานเข้าไปดึงจำเลยที่ 1 เพื่อห้ามปรามแต่จำเลยที่ 1 ยังคงกลับเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 อีก เมื่อเห็นว่าห้ามปรามจำเลยที่ 1 ไม่ได้แล้วพยานจึงกลับบ้าน เห็นว่า พยานโจทก์ต่างยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ได้เบิกความและเจือสมกับคำให้การของจำเลยที่ 3 ที่ให้ไว้ในชั้นสอบสวนแม้จะมีข้อเท็จจริงแตกต่างกันไปบ้างก็มิใช่ข้อสาระสำคัญ อีกทั้งพยานโจทก์เบิกความในชั้นพิจารณาหลังจากเกิดเหตุแล้วเป็นเวลานานหลายเดือน รายละเอียดปลีกย่อยย่อมเลอะเลือนไปได้ แต่ตามพฤติการณ์ที่ปรากฏจำเลยทั้งสามอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่แรกจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกทำร้ายร่างกายแล้วจำเลยทั้งสามกลับออกไปจากสถานที่เกิดเหตุพร้อมกันตามที่โจทก์นำสืบ บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันในการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และมีการลงมือทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุมีโต๊ะสนุกเกอร์เปิดบริการให้บุคคลทั่วไปเล่นได้และขณะเกิดเหตุยังคงเปิดบริการอยู่ การที่จำเลยทั้งสามเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ในบริเวณที่บุคคลทั่วไปย่อมจะเข้าไปได้นั้นย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 และมาตรา 365 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น
อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ไม่มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว ศาลฎีกาก็ต้องกำหนดโทษจำเลยทั้งสามเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิด เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามซึ่งกระทำไปขณะมึนเมาสุราไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมีพฤติการณ์ระรานข่มเหงผู้ใดและไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับบาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับก็ไม่ร้ายแรง มูลเหตุแห่งคดีเกิดจากการชักชวนให้ดื่มสุราแต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นการสมควรที่ศาลจะให้โอกาสจำเลยทั้งสามกลับตัวกลับใจโดยรอการลงโทษจำคุกไว้ อันจะทำให้จำเลยทั้งสามเกิดสังวรไม่ลุอำนาจโทสะอีกต่อไป ฎีกาของจำเลยทั้งสามนอกจากนี้ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 มีกำหนดคนละ 8 เดือน ปรับคนละ 3,100 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน ปรับ 1,600 บาท โทษจำคุกของจำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาบุกรุกให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2554
พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสรรคโลก โจทก์
นายหรือพลอาสาสมัครเสกสรร แสวงลาภ กับพวก จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. ม. 364 , ม. 365 ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสรรคโลก โจทก์ นายหรือพลอาสาสมัครเสกสรร แสวงลาภ กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 364 , ม. 365 ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ

ศาล: ศาลจังหวัดสวรรคโลก - นายอนุรุท กิ่งเนตร ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายชัยรัตน์ ศิลาลาย

องค์คณะ: (ชุติมนต์ โพธิเดช-อร่าม แย้มสอาด-สิงห์พล ละอองมณี)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthamethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง