ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp
Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 8045/2544 คำพิพากษาที่ 8045/2544 พ.ศ. 2544 (พ.ศ. 2547)

Witnesses to a public will must see and hear the testator's declaration คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The testator did not declare his wishes before two witnesses together; presence means the witnesses see and hear the testator's declaration, not merely see the พินัยกรรม being made, so the will was not valid.

การอยู่ต่อหน้าพยานนั้นจะต้องอยู่ต่อหน้าโดยพยานได้เห็นได้ยินผู้ทำพินัยกรรมแจ้งข้อความ

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

It defines what 'in the presence of' witnesses means for a public will.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

The testator lay ill in an ambulance and could not get out; the district official questioned him, while the typist who signed as a witness never saw him and signed after the text was taken out to be read to him.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The testator did not declare his wishes before two witnesses together; presence means the witnesses see and hear the testator's declaration, not merely see the will being made, so the will was not valid.
การอยู่ต่อหน้าพยานนั้นจะต้องอยู่ต่อหน้าโดยพยานได้เห็นได้ยินผู้ทำพินัยกรรมแจ้งข้อความ

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 8045/2544. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

การทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658(1) บัญญัติว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน แต่ขณะปลัดอำเภอ ค. สอบถามความประสงค์ของผู้ตายในการทำพินัยกรรมนั้น ผู้ตายนอนป่วยอยู่บนรถพยาบาลไม่สามารถลงจากรถได้ และ พ. ซึ่งเป็นผู้พิมพ์ข้อความในพินัยกรรมและลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ไม่ได้เห็นตัวผู้ทำพินัยกรรมปลัดอำเภอ ค. กับผู้ร้องเป็นคนบอกให้ พ. พิมพ์พินัยกรรมจากนั้นปลัดอำเภอ ค. กับผู้ร้องได้นำพินัยกรรมไปอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมฟังแล้วนำกลับมาให้ พ. ลงลายมือชื่อเป็นพยานจึงฟังได้ว่าผู้ตายมิได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน ซึ่งการอยู่ต่อหน้าพยานนั้นจะต้องอยู่ต่อหน้าโดยพยานได้เห็นได้ยินผู้ทำพินัยกรรมแจ้งข้อความมิใช่เพียงแต่เห็นมีการทำพินัยกรรมและข้อความในพินัยกรรมเท่านั้น ดังนั้นพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับ
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับที่ 4 ที่ผู้ตายได้ทำไว้
ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับที่ 3
ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งไม่เป็นบุคคลต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม
ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสมบูรณ์พุ่มแพร ทายาทของผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ร้อยตรีเล็ก พุ่มแพร ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติม พุ่มแพร ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้นายปรีชา (ที่ถูกปรีดา) พุ่มแพรผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติม พุ่มแพร ผู้ตายให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่านายเติม พุ่มแพร ผู้ตายมีบุตร 2 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่26 กุมภาพันธ์ 2539 มีพินัยกรรมที่อ้างว่าผู้ตายทำไว้ 4 ฉบับฉบับที่ 1 ถูกเพิกถอนไปแล้ว คงเหลือพินัยกรรมฉบับที่ 2 ลงวันที่27 พฤศจิกายน 2535 พินัยกรรมฉบับที่ 3 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม2536 ฉบับที่ 1 และพินัยกรรมฉบับที่ 4 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2537พินัยกรรมฉบับที่ 2 เป็นพินัยกรรมสมบูรณ์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าพินัยกรรมฉบับที่ 4 สมบูรณ์หรือไม่ เห็นว่าพินัยกรรมฉบับที่ 4 เป็นพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658(1) บัญญัติว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายธาดาอังศุโชติ ปลัดอำเภอคลองหลวงพยานผู้ร้องว่า ขณะพยานสอบถามความประสงค์ของผู้ตายในการทำพินัยกรรมนั้น ผู้ตายนอนป่วยอยู่บนรถพยาบาล ไม่สามารถลงจากรถได้ และนางพัชนี กระทู้พัฒนะซึ่งเป็นผู้พิมพ์ข้อความในพินัยกรรมและลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมดังกล่าวเบิกความเป็นพยานผู้ร้องว่า พยานเห็นแต่รถพยาบาลมาจอดอยู่โดยไม่ได้เห็นตัวผู้ทำพินัยกรรม นายธาดากับผู้ร้องเป็นคนบอกให้พยานพิมพ์พินัยกรรม จากนั้นได้นำพินัยกรรมไปอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมฟังแล้วนำกลับมาให้พยานลงลายมือชื่อเป็นพยาน จึงฟังได้ว่าผู้ตายมิได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน ซึ่งการอยู่ต่อหน้าพยานนั้นจะต้องอยู่ต่อหน้าโดยพยานได้เห็นได้ยินผู้ทำพินัยกรรมแจ้งข้อความมิใช่เพียงแต่เห็นมีการทำพินัยกรรมและข้อความในพินัยกรรมเท่านั้น ดังนั้นพินัยกรรมฉบับที่ 4 จึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 มีว่าพินัยกรรมฉบับที่ 3 ฉบับที่ 1 สมบูรณ์หรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบว่าขณะทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 ผู้ตายไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ที่จะสามารถทำนิติกรรมได้ ผู้คัดค้านที่ 2 มีผู้คัดค้านที่ 2 นายเจียกพุ่มแพร จ่าสิบเอกลักษณ์ พุ่มแพร นางจริง พุ่มแพร และนางน้อมน้อยราษฎร เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2536 ผู้ตายป่วยต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติประมาณ 20 วัน แพทย์ลงความเห็นว่าเส้นโลหิตในสมองตีบ พูดไม่รู้เรื่องรักษาไม่หาย จึงให้กลับบ้าน ผู้คัดค้านที่ 2 นำผู้ตายกลับมาที่บ้านผู้ตาย อาการของผู้ตายไม่ดีขึ้น จำคนไม่ได้ต้องจ้างคนมาดูแล วันที่ 19 พฤษภาคม 2536 ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกมาอุ้มผู้ร้องใส่รถไปที่บ้านผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องได้พาผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ผู้ร้องไม่ยอมให้ญาติพี่น้องผู้ตายเข้าไปเยี่ยม ส่วนผู้ร้องเบิกความว่าขณะทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 ผู้ร้องได้ติดต่อนายสมนึกทนายความ โดยมีแพทย์และปลัดอำเภอร่วมอยู่ด้วยในขณะทำพินัยกรรมผู้ร้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด 3,000บาท เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ได้นำสืบถึงมูลเหตุที่ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับที่ 2 ยกทรัพย์มรดกให้ญาติพี่น้องโดยให้ขายที่ดินมรดกแล้วนำเงินไปสร้างพระพุทธรูป 3 องค์ ที่หน้าตักพระพุทธรูปทุกองค์ให้สลักชื่อนางทองคำ พุ่มแพร ภริยาผู้ตายซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนแล้วส่วนเงินที่เหลือจากการสร้างพระพุทธรูปให้นำไปสร้างศาลาวางศพที่วัดใดวัดหนึ่ง เนื่องจากที่ดินมรดกเดิมเป็นของนางทองคำ และสาเหตุที่ผู้ตายไม่ยกทรัพย์มรดกตามที่ระบุในพินัยกรรมดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ก็เจือสมกับพยานผู้คัดค้านที่ 2 ที่ว่าผู้ร้องโกรธบุตรทั้งสอง และขณะผู้ตายเจ็บป่วยรักษาตัวอยู่ที่บ้านผู้ตายนั้นผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เคยไปเยี่ยมเลย ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 1 ตอบทนายผู้คัดค้านที่ 2 ถามค้านว่า ช่วงที่ทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 นั้น ผู้ตายป่วยเป็นอัมพาตอยู่ พูดไม่ได้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และได้ความจากคำเบิกความของนางสมบูรณ์ พุ่มแพร ภริยาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้ตายตอบทนายผู้คัดค้านที่ 1 ว่าขณะที่พยานดูแลผู้ตายอยู่นั้น ผู้ตายพูดไม่ได้เดินไม่ได้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เวลาขับถ่ายก็ไม่สามารถบอกได้ จึงเจือสมกับพยานผู้คัดค้านที่ 2 ที่ว่าผู้ตายไม่สามารถพูดได้ ไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 ส่วนที่ผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องได้ติดต่อนายสมนึกทนายความโดยมีแพทย์และปลัดอำเภอร่วมอยู่ด้วยในขณะทำพินัยกรรมนั้น ผู้ร้องไม่มีบุคคลดังกล่าวมาเบิกความสนับสนุนว่าในขณะทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 ผู้ตายพูดได้และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ทั้งพินัยกรรมฉบับดังกล่าวก็มีการลงลายพิมพ์นิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อทั้งที่ผู้ตายเขียนหนังสือได้และก็เคยลงลายมือชื่อในพินัยกรรมฉบับก่อน ๆ จึงเป็นพิรุธ พยานผู้คัดค้านที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานผู้คัดค้านที่ 1 น่าเชื่อว่าพินัยกรรมฉบับที่ 3 ทำขึ้นในขณะผู้ตายไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พินัยกรรมดังกล่าวทำขึ้นโดยฉ้อฉล จึงไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับที่ 3 สมบูรณ์และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อพินัยกรรมฉบับที่ 3 และที่ 4 ไม่สมบูรณ์ คงเหลือพินัยกรรมฉบับที่ 2 เพียงฉบับเดียวที่สมบูรณ์จึงสมควรตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นางสมบูรณ์ พุ่มแพร เข้าเป็นคู่ความแทนผู้คัดค้านที่ 1 ยกอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ให้ตั้งร้อยตรีเล็ก พุ่มแพร ผู้คัดค้านที่ 2เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติม พุ่มแพร ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544
นาย ปรีดา พุ่มแพร ผู้ร้อง
นาย ไพบูลย์ พุ่มแพร โดยนาง สมบูรณ์ พุ่มแพร ผู้คัดค้าน
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก ผู้คัดค้าน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1658 (1) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

คู่ความ: นาย ปรีดา พุ่มแพร ผู้ร้อง นาย ไพบูลย์ พุ่มแพร โดยนาง สมบูรณ์ พุ่มแพร ผู้คัดค้าน ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1658 (1)

องค์คณะ: (สมชัย เกษชุมพล-เดิมพัน จรรยามั่น-สุมิตร สุภาดุลย์)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthamethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง