ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp
Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 8471/2559 คำพิพากษาที่ 8471/2559 2016 (พ.ศ. 2559)

A first suit that is dismissed without prejudice preserves the time to refile คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8471/2559

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Filing the first suit interrupted prescription under section 193/14(2), and because the first suit was dismissed without prejudice the special rule in section 193/17 paragraph two applied, allowing a new suit within sixty days of final judgment; the claim under section 1480 paragraph two was not time barred.

กรณีคดีเดิมศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเฉพาะมาใช้บังคับแก่อายุความ

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A spouse who first sues on the wrong legal theory can still bring a section 1480 claim if the second suit follows promptly.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

A husband alone used marital money to buy land in another woman's name; his widow's first suit, on the theory that the woman held the land for him, was dismissed by the Supreme Court without prejudice, and she refiled eight days later to revoke the purchases.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Filing the first suit interrupted prescription under section 193/14(2), and because the first suit was dismissed without prejudice the special rule in section 193/17 paragraph two applied, allowing a new suit within sixty days of final judgment; the claim under section 1480 paragraph two was not time barred.
กรณีคดีเดิมศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเฉพาะมาใช้บังคับแก่อายุความ

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 8471/2559. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8471/2559 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

คดีเดิมศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายใต้บังคับบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องอายุความ แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1476 ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำไปฝ่ายเดียว โดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีเดิมอายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) ครั้นศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องคดีเดิมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมให้คู่ความฟังวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมถึงที่สุด จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเฉพาะมาใช้บังคับแก่อายุความ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ขาดอายุความ
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่นายจำเนียรนำเงินอันเป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินให้จำเลยตามที่ดินสิทธิครอบครอง ภบท. 5 เลขสำรวจที่ 245/45 - 48 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 15921 และ 37163 ตำบลขุนแก้ว(ท้ายคุ้ง) อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับส่งมอบหลักฐานแสดงการครอบครองและโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ กับให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสามแปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย หากไม่สามารถโอนสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์คืนโจทก์ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000,000 บาท และ 13,500,000 บาท หรือใช้ราคาตามราคาซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลงในวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ชำระค่าเช่าจำนวน 800,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จำนวน 1,331,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ของที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง และเดือนละ 100,000 บาท ของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่นายจำเนียร นำเงินไปซื้อที่ดินให้จำเลยตามที่ดินสิทธิครอบครองตาม ภบท. 5 เลขสำรวจที่ 245/45 - 48 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กับปลูกสร้างบ้านพักบนที่ดินดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 15921 และ 37163 ตำบลขุนแก้ว (ท้ายคุ้ง) อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม กับปลูกสร้างโกดังเก็บสินค้า ให้จำเลยโอนสิทธิครอบครองกับหลักฐานการครอบครองที่ดินตาม ภบท. 5 เลขสำรวจที่ 245/45 - 48 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย หากไม่สามารถโอนสิทธิครอบครองให้ได้ให้ชดใช้เงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์แทน ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินกับส่งมอบหลักฐานโฉนดเลขที่ 15921 และ 37163 ตำบลขุนแก้ว (ท้ายคุ้ง) อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้ให้ชดใช้เงิน 13,500,000 บาท แก่โจทก์แทน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก
ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นายอุกฤษฎ์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายจำเนียร โจทก์เคยฟ้องจำเลยว่าถือสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนนายจำเนียร ขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 7283/2556 ว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 นายจำเนียรมอบเงินให้จำเลยไปซื้อที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเอง จำเลยมิได้ครอบครองหรือถือกรรมสิทธิ์แทนนายจำเนียร ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่หากโจทก์เห็นว่านายจำเนียรนำเงินอันเป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินพิพาทให้จำเลยก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ต่อไปว่านายจำเนียรเพียงฝ่ายเดียวนำเงินอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายจำเนียรให้จำเลยไปซื้อที่ดินพิพาทและปลูกสร้างบ้านพักกับโรงงานบนที่ดินดังกล่าว แล้วมีชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายใต้บังคับบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องอายุความ แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1476 ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำไปฝ่ายเดียว โดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น จำเลยอ้างว่าโจทก์รู้เหตุอันเป็นมูลแห่งการเพิกถอนวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีเดิมอายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) ครั้นศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องคดีเดิมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมให้คู่ความฟังวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมถึงที่สุด กรณีคดีเดิมศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเฉพาะมาใช้บังคับแก่อายุความ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8471/2559
นางเบญจวรรณ สายสิทธิ์ โดยนายอุกฤษฎ์ สายสิทธิ์
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์
นางขนิษฐาหรือนางสาวจิดาภา ขนุนศรี จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) , ม. 193/17 วรรคสอง , ม. 1480 วรรคสอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: นางเบญจวรรณ สายสิทธิ์ โดยนายอุกฤษฎ์ สายสิทธิ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นางขนิษฐาหรือนางสาวจิดาภา ขนุนศรี จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) , ม. 193/17 วรรคสอง , ม. 1480 วรรคสอง

ศาล: ศาลจังหวัดนครปฐม - นายวิริยะ ภูมิจำนงค์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายอรุณ เรืองเพชร

องค์คณะ: (จิรนิติ หะวานนท์-พิสิฏฐ์ สุดลาภา-กฤษณี เยพิทักษ์)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthamethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง