ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา · ใบอนุญาตทนายความเลขที่ 3149/2556 +66 87 225 1340 (EN/FR) +66 87 414 9288 (TH) WhatsApp
Verified ตรวจสอบแล้ว Civil & Commercial Codeป.พ.พ. Decision 1060/2565 คำพิพากษาที่ 1060/2565 พ.ศ. 2565 (พ.ศ. 2565)

A court-approved settlement share stays incomplete as a real right until registered คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1060/2565

CCC Sections: มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ

Although inheritance itself is acquisition otherwise than by juristic act, the petitioners' shares now rested on the compromise and consent judgment, an acquisition by juristic act that remained incomplete as a real right under section 1299 paragraph one until registered; it bound the parties only as a personal right, so the petitioners could not claim part of the auction proceeds against the mortgagee and must sue the defendant.

สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง

Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร

A settlement of an estate must be followed by registration at the Land Office, or a lender to the registered holder takes priority.

Facts of the Case ข้อเท็จจริง

Heirs settled an inheritance dispute by a court-approved compromise giving each petitioner a fractional share of the land, but the shares were never registered; the registered holder, who was also the administrator, mortgaged the whole land to the plaintiff, who had it auctioned.

Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

Although inheritance itself is acquisition otherwise than by juristic act, the petitioners' shares now rested on the compromise and consent judgment, an acquisition by juristic act that remained incomplete as a real right under section 1299 paragraph one until registered; it bound the parties only as a personal right, so the petitioners could not claim part of the auction proceeds against the mortgagee and must sue the defendant.
สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง

Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1060/2565. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1060/2565 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

English translation is being prepared and will be available soon.

ข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์เกินจากส่วนที่จำเลยได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งเป็นการทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 นั้น เป็นข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้กล่าวอ้างตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำร้อง และนำสืบไว้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แม้เดิมสิทธิตามส่วนในที่ดินพิพาทของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นสิทธิที่ได้มาจากการรับมรดกจากเจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างอันเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อต่อมาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยและทายาทอื่นได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมให้ได้รับมรดกที่ดินพิพาท ย่อมมีผลทำให้การเรียกร้องในทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกระงับสิ้นไปและทำให้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 และทายาทอื่นได้สิทธิในที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ตามส่วนในที่ดินพิพาทที่ได้มาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยนิติกรรม เมื่อยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปรากฏชื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ในทะเบียนที่ดิน สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคงมีผลผูกพันและบังคับได้ระหว่างคู่กรณีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะบุคคลสิทธิ โดยไม่อาจกล่าวอ้างหรือบังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทในส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในขณะที่สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สินนั้น โดยยังคงให้ปรากฏชื่อจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จะอ้างบทบัญญัติมาตรา 705 ซึ่งบัญญัติให้การจำนองกระทำได้โดยเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นเพื่อมิให้สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อันมีผลเป็นการบังคับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหาได้ไม่ ส่วนผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ก.9/2561 ของศาลชั้นต้นโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย เรียกผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 สำนวนแรกว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ เรียกผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 6 สำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 4 ถึงที่ 9 ตามลำดับ เรียกผู้ร้องสำนวนที่สามว่า ผู้ร้องที่ 10 และเรียกผู้ร้องสำนวนที่สี่ว่า ผู้ร้องที่ 11 แต่คดีสำหรับผู้ร้องที่ 4 ถึงที่ 11 ถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยจำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 9,225,124.17 บาท ภายในวันที่ 30 เมษายน 2557 หากจำเลยผิดสัญญาให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับจากวันผิดสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้นำทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 160025 ออกขายทอดตลาดนำเงินในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 160025 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินในส่วนของจำเลยมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อในราคา 30,000,000 บาท
ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดยื่นคำร้องทั้งสี่สำนวนและแก้ไขคำร้องสำนวนแรกขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันส่วนเงินขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวมาชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดคนละ 1 ใน 25 ส่วน และในส่วนของนางสุวรรณีแก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อีกคนละ 1 ใน 4 ส่วน และในส่วนของนางแจ้เตียงแก่ผู้ร้องที่ 10 จำนวน 1 ใน 5 ส่วน ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์
โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้ร้องทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในการบังคับคดีนี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2557 โจทก์ได้นำยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 160025 มีชื่อจำเลย นายชัยพร นายชัยณรงค์ และผู้ร้องที่ 5 ถือกรรมสิทธิ์รวม เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้จำนองและกู้ยืมเงิน วันที่ 19 เมษายน 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ในราคา 30,000,000 บาท ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนายเอี่ยม วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 และทายาทอื่นของนายเอี่ยมได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้แบ่งที่ดินพิพาทและทรัพย์มรดกอื่นออกเป็น 25 ส่วน โดยผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยและทายาทอื่นมีสิทธิได้รับคนละ 1 ใน 25 ส่วน และผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอีกคนละ 1 ใน 4 ส่วน ของทรัพย์มรดกส่วนของนางสุวรรณ ทายาทคนหนึ่งของนายเอี่ยม วันที่ 15 สิงหาคม 2555 จำเลยจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนกับโจทก์เพื่อประกันหนี้เงินกู้ยืมอันเป็นมูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสายจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์เกินจากส่วนที่จำเลยได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 18906/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 1483/2545 เป็นการทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 นั้น เป็นข้อที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้กล่าวอ้างตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำร้อง และนำสืบไว้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ส่วนปัญหาว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเพราะเหตุจำเลยไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้เดิมสิทธิตามส่วนในที่ดินพิพาทของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นสิทธิที่ได้มาจากการรับมรดกจากนายเอี่ยมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่แท้จริงตามที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างอันเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อต่อมาผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยและทายาทอื่นของนายเอี่ยมได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 18906/2538 คดีหมายเลขแดงที่ 1483/2545 ให้ได้รับมรดกที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 25 ส่วน และผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอีกคนละ 1 ใน 4 ส่วน ของส่วนที่ตกได้แก่นางสุวรรณี ย่อมมีผลทำให้การเรียกร้องในทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเอี่ยมระงับสิ้นไปและทำให้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 และทายาทอื่นได้สิทธิในที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ตามส่วนในที่ดินพิพาทที่ได้มาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยนิติกรรม เมื่อยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปรากฏชื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ในทะเบียนที่ดิน สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคงมีผลผูกพันและบังคับกันได้ระหว่างคู่กรณีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะบุคคลสิทธิ โดยไม่อาจกล่าวอ้างหรือบังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทในส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ในขณะที่สิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธินั้น โดยยังคงให้ปรากฏชื่อจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จะอ้างบทบัญญัติมาตรา 705 ซึ่งบัญญัติให้การจำนองกระทำได้โดยเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นเพื่อมิให้สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 อันมีผลเป็นการบังคับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหาได้ไม่ ส่วนผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1060/2565
นางสาว ร. กับพวก ผู้ร้อง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 705 , ม. 852 , ม. 1299 , ม. 1722 ป.วิ.พ. ม. 225 , ม. 252 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: นาง น. โจทก์ นางสาว ร. กับพวก ผู้ร้อง นางสาว อ. จำเลย ป.พ.พ. ม. 705 , ม. 852 , ม. 1299 , ม. 1722 ป.วิ.พ. ม. 225 , ม. 252 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7

ศาล: ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวประวีณณัฐ มูลเมฆ ศาลอุทธรณ์ - นายดุสิต ฉิมพลีย์

องค์คณะ: (วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์-ประทีป อ่าววิจิตรกุล-สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล)

Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau นิติศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต ที่ปรึกษาด้านกฎหมายต่างประเทศ
Wichuda Atthamethakon ปริญญาโทด้านกฎหมาย. ทนายความและโนตารีไทย

Reviewed and annotated by qualified legal professionals with over 18 years of practice in Thai law.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.

Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เลื่อนขึ้น
WhatsApp LINE โทร จอง