Witnesses who sign years after a typed will was signed do not make it valid คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
A typed พินัยกรรม cannot be a holographic will under section 1657, and as an ordinary will under section 1656 it failed because the witnesses signed later rather than at the time the testator signed; it was void in full under section 1705 and the estate passed to the statutory heir.
จึงเป็นการลงลายมือชื่อเป็นพยานในภายหลัง ไม่ใช่เป็นการลงลายมือชื่อในขณะที่นายวินัยทำพินัยกรรม
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A typed will must be witnessed under section 1656, and witnesses added years later do not save it.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
A man typed a will in 1990 leaving his house to his partner; the witnesses' signatures were dated 1995.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
A typed will cannot be a holographic will under section 1657, and as an ordinary will under section 1656 it failed because the witnesses signed later rather than at the time the testator signed; it was void in full under section 1705 and the estate passed to the statutory heir.
จึงเป็นการลงลายมือชื่อเป็นพยานในภายหลัง ไม่ใช่เป็นการลงลายมือชื่อในขณะที่นายวินัยทำพินัยกรรม
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
On section 1657: A typewritten will cannot be a holographic will under section 1657, whether all or part of it is typed or only the filled-in blanks are typed; nor was it a valid ordinary will under section 1656 because the witnesses did not sign at the time; it was void under section 1705.
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2102/2551. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
พินัยกรรมที่ผู้ตายทำขึ้นโดยใช้พิมพ์ดีดทั้งฉบับ ย่อมไม่ใช่พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657 คงเป็นแต่พินัยกรรมแบบธรรมดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 ที่ต้องมีพยานรู้เห็นซึ่งมาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน การที่พยานในพินัยกรรมพิพาทลงลายมือชื่อเป็นพยานภายหลังจึงขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าวพินัยกรรมพิพาทย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายโสภณเป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ เกี่ยวกับคดีนี้เมื่อวันที่ 3 ศาลแพ่งมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายวินัยผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่เกิดจากนายเนียมซึ่งได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว โจทก์จึงเป็นทายาทโดยธรรมของนายวินัยผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว โดยก่อนถึงแก่กรรมนายวินัยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินสองแปลง โฉนดเลขที่ 245103 และ 244400 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านสองชั้นเลขที่ 186/80 หมู่ที่ 3 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินทั้งสองโฉนดที่อยู่ติดต่อกันและมีอาวุธปืนเดี่ยวลูกกรดซีแปดขนาด .22 เลขหมายประจำปืน 480087 กท 3750662 จำนวน 1 กระบอก ราคา 20,000 บาท และอาวุธปืนออโตเมติกรูเกอร์ขนาด 9 ม.ม. เลขหมายประจำปืน 303-73666 กท 3511100 จำนวน 1 กระบอก ราคา 20,000 บาท หลังจากที่โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายวินัยแล้ว จำเลยได้จงใจทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการเข้าไปในบ้านเลขที่ 186/80 ดังกล่าว แล้วนำกุญแจไปใส่ที่ประตูบ้าน และรั้วบ้านไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในบ้านและที่ดินดังกล่าวได้ซึ่งหากโจทก์นำบ้านและที่ดินดังกล่าวออกให้ผู้อื่นเช่า จะได้ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท นอกจากนี้จำเลยยังไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงกับอาวุธปืนทั้งสองกระบอก รวมทั้งสมุดสำเนาทะเบียนบ้านหลังดังกล่าวให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการจัดการรับโอนมรดกของนายวินัยได้ ก่อนฟ้องโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านและที่ดินดังกล่าวพร้อมคืนโฉนดที่ดินและอาวุธปืนทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์แล้วจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วก็เพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 186/80 หมู่ที่ 3 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านและที่ดินดังกล่าว ส่งมอบการครอบครองคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 245103 และ 244400 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร สมุดสำเนาทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14) บ้านเลขที่ 186/80 หมู่ที่ 3 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ หากไม่คืนให้ยกเลิกเอกสารดังกล่าวโดยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการออกเอกสารดังกล่าวฉบับใหม่แทน กับให้จำเลยคืนอาวุธปืนทั้งสองกระบอกดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน หากไม่คืนให้จำเลยชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้ยกเลิกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกดังกล่าว
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 186/80 หมู่ที่ 3 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร หากไม่ยอมออกให้ใช่ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกเสร็จสิ้น และส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 245103 และ 244400 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และสมุดสำเนาทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14) บ้านเลขที่ 186/80 หมู่ที่ 3 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และแจ้งย้ายชื่อนามสกุลออกไปจากบ้านเลขที่ดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ไปแจ้งขอออกโฉนดที่ดินและสมุดสำเนาทะเบียนบ้านใหม่ได้ ให้จำเลยคืนอาวุธปืนลูกกรดซีแปดขนาด .22 และอาวุธปืนออโตเมติก รูเกอร์ ขนาด 9 ม.ม. อย่างละ 1 กระบอกพร้อมใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่คืนให้ใช้ราคารวม 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.6 นายวินัยได้รับการยกให้โดยเสน่หามาจากโจทก์เมื่อปี 2539 ส่วนโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 นายวินัยได้รับโอนมรดกมาจากบิดาเมื่อปี 2533 แล้วโจทก์ได้ดำเนินการแบ่งแยกจากโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.8 ให้แก่นายวินัยเมื่อปี 2538 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยนำสืบว่าได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนายวินัยตั้งแต่ปี 2530 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและต่อมาได้จัดพิธีมงคลสมรสกันในปี 2535 ตามภาพถ่ายหมาย ล.1 แต่ก็ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเช่นเดิม แล้วนายวินัยได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2541 นั้น แม้จะฟังได้ว่านายวินัยจะได้ที่ดินทั้งสองโฉนดมาในระหว่างอยู่กินกับจำเลยก็ตามแต่เมื่อนายวินัยกับจำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส อันจะถือเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 เพราะทรัพย์สินที่ได้มาอันจะถือเป็นสินสมรสได้นั้นก็ต่อเมื่อการสมรสนั้นชอบด้วยกฎหมายคือมีการจดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งหากไม่มีการจดทะเบียนสมรสกันแล้วทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างที่อยู่กินด้วยกันเช่นจำเลยกับนายวินัยคดีนี้ก็จะต้องพิจารณาว่าจำเลยกับนายวินัยได้ร่วมกันใช้เงินที่ทำมาหาได้ร่วมกันมาซื้อที่ดินดังกล่าวหรือไม่ หากได้ความว่าเป็นการทำมาหาได้มาด้วยกันก็ถือว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองโฉนดได้ความยุติว่า นายวินัยได้รับมาจากการยกให้โดยเสน่หาจากโจทก์ซึ่งเป็นมารดา 1 แปลง และรับโอนมรดกมาจากบิดาอีก 1 แปลง จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยกับนายวินัยร่วมกันนำเงินที่ทำมาหาได้ระหว่างอยู่กินด้วยกันไปซื้อมา ที่ดินพิพาททั้งสองโฉนดจึงไม่ใช่ทั้งสินสมรสหรือทรัพย์สินที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมเป็นเจ้าของด้วย ที่ดินพิพาททั้งสองโฉนดจึงเป็นสินส่วนตัวของนายวินัยเพียงผู้เดียว และเมื่อจำเลยกับนายวินัยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วจำเลยจึงไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาททั้งสองโฉนดของนายวินัย ที่ดินพิพาททั้งสองโฉนดจึงต้องตกเป็นมรดกแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายวินัยตามบัญชีเครือญาติ ส่วนบ้านพิพาทนั้น จำเลยนำสืบว่าได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนายวินัยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันมาตั้งแต่ปี 2530 และได้ร่วมกันนำเงินรายได้จากการจัดรายการ "ใต้ฟ้าเมืองไทย" ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 กับรายได้จากการเปิดร้านขายอาหาร "ร้านนายเขียว" มาปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่อาศัยบนที่ดินพิพาททั้งสองโฉนด ส่วนโจทก์นำสืบว่าจำเลยกับนายวินัยอยู่กินฉันสามีภริยากันเมื่อปี 2535 ตามภาพถ่ายหมาย ล. 3 และบ้านพิพาทตามรายการทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.9 มีชื่อนายวินัยเป็นเจ้าบ้านโดยได้เข้ามาอยู่ในบ้านพิพาทอยู่ในบ้านพิพาทเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 ส่วนจำเลยเพิ่งจะเข้ามามีชื่อเป็นเจ้าของและเข้ามาอยู่ในบ้านพิพาท เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่นายวินัยถึงแก่กรรมไปแล้วเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2541 ตามใบมรณบัตรเอกสารหมาย จ.3 จากรายการเกี่ยวกับบ้านพิพาทเอกสารหมาย จ.9 ดังกล่าวแสดงว่าบ้านพิพาทน่าจะปลูกแล้วเสร็จก่อนปี 2532 ที่นายวินัยจะเข้าไปอยู่ในฐานะเป็นเจ้าของ ปัญหาวินิจฉัยในส่วนนี้จึงมีว่าจำเลยกับนายวินัยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสกันมาตั้งแต่เมื่อไรและจำเลยได้ช่วยออกเงินปลูกสร้างบ้านพิพาทร่วมกับนายวินัยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงเหตุผลจำเป็นอันใดว่า เหตุใดเมื่อจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายวินัยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ปี 2530 ตามที่จำเลยกล่าวแล้ว จึงเพิ่งจะมาจัดงานพิธีมงคลสมรสกันในปี 2535 ตามภาพถ่ายหมาย ล.3 แล้วก็ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเช่นเดิมจึงเป็นที่สงสัยประการหนึ่ง และนอกจากนี้จำเลยก็ไม่ได้นำสืบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือเช่นผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของจำเลยกับนายวินัยในขณะนั้นหรือเพื่อนบ้านใกล้เคียงมาเบิกความสนับสนุนให้ฟังได้แน่ชัดว่า จำเลยกับนายวินัยได้อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2530 และได้ร่วมกันทำมาหาได้นำเงินมาปลูกสร้างบ้านพิพาทแต่อย่างไรจำเลยคงยังมีแต่นายไพจิตรเพื่อนของนายวินัยมาเบิกความสนับสนุนจำเลยเพียงปากเดียวว่ารู้จักเป็นเพื่อนกับนายวินัยมาตั้งแต่ปี 2528 เคยไปเที่ยวดื่มสุราด้วยกันและรู้จักจำเลยตั้งแต่ปี 2528 เช่นกันโดยจำเลยเป็นน้องสาวของเพื่อน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเพื่อนคือใคร ส่วนที่เบิกความว่าจำเลยกับนายวินัยมาอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2530 ขณะนั้นนายวินัยมีอาชีพเป็นช่างภาพประจำสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 จำเลยกับนายวินัยได้ร่วมกันทำรายการโทรทัศน์ "ใต้ฟ้าเมืองไทย" จำนำรายได้จากการจัดรายการมาปลูกสร้างบ้านพิพาท โดยสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านบุญเสริมพานิช เจ้าของร้านชื่อ "เฮียแสง" ตั้งอยู่ที่เชิงสะพานแสนแสบ เหตุที่พยานทราบก็เพราะพยานไปนั่งดื่มสุรากับนายวินัยที่บ้านพิพาทประจำทุกเย็น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำสืบนายแสงเจ้าของร้านบุญเสริมพานิชหรือนำหลักฐานใบสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างบ้านพิพาทมาแสดงต่อศาลเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนแต่อย่างไร ดังนั้น คำเบิกความของจำเลยกับนายไพจิตรจึงเลื่อนลอยปราศจากเหตุผลและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนให้รับฟังได้เช่นนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับนายวินัยนำเงินที่ทำมาหาได้มาปลูกสร้างบ้านพิพาทตั้งแต่มาอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2530 ตามที่จำเลยนำสืบ คงฟังได้ว่า จำเลยกับนายวินัยมาอยู่กินกันตั้งแต่ปี 2535 ตามภาพถ่ายงานมงคลสมรสของทั้งสองคนเอกสารหมาย ล.3 มากกว่า ดังนั้น เมื่อได้ความว่าบ้านพิพาทปลูกสร้างแล้วเสร็จและนายวินัยได้เข้าอยู่อาศัยเป็นเจ้าบ้านตั้งแต่ปี 2532 และจำเลยไม่มีส่วนร่วมออกเงินช่วยปลูกสร้าง จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในบ้านพิพาท และการที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าบ้านพิพาทภายหลังจากที่นายวินัยถึงแก่กรรมไปแล้วก็หาได้หมายความว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้านพิพาทไม่ ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนายวินัยและเป็นทรัพย์มรดกตกแก่โจทก์เช่นเดียวกัน สำหรับอาวุธปืน 2 กระบอก ซึ่งจำเลยฎีกาโต้แย้งว่า เป็นทรัพย์สินที่นายวินัยได้มาระหว่างอยู่กินกับจำเลย เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบว่านายวินัยได้ใช้เงินส่วนตัวไปซื้อมาแล้ว กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรสนั้น เห็นว่า ตามที่ได้วินิจฉัยมาโดยละเอียดเบื้องต้นแล้วว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 เรื่องสินสมรสนั้นใช้ได้เฉพาะกรณีที่มีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย คือมีการจดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติมาแต่แรกแล้วว่า จำเลยกับนายวินัยอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 1474 วรรคสอง ตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งมาปรับใช้ได้ อาวุธปืนทั้ง 2 กระบอกจึงไม่ใช่สินสมรสและเมื่อจำเลยไม่สามารถนำสืบให้ฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมออกเงินให้นายวินัยซื้ออาวุธปืนทั้ง 2 กระบอกแล้ว จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอาวุธปืนทั้ง 2 กระบอกดังกล่าวเช่นกัน ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าอาวุธปืนทั้ง 2 กระบอก เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนายวินัยและเป็นทรัพย์มรดกตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วยนั้นจึงชอบแล้ว
ปัญหาวินิจฉัยประเด็นต่อไปมีว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 ที่จำเลยอ้างว่านายวินัยได้ทำพินัยกรรมยกบ้านพร้อมที่ดินและทรัพย์สินในบ้านทุกอย่างให้แก่จำเลยตกเป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยนำสืบว่า จำเลยลงลายมือชื่อในพินัยกรรมในฐานะเป็นผู้รับพินัยกรรมไม่ได้ลงชื่อในฐานะเป็นพยานในพินัยกรรม จำเลยจึงไม่ต้องห้ามที่จะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1653 วรรคหนึ่ง อีกทั้งพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 เป็นพินัยกรรมแบบที่นายวินัยผู้ทำพินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 ไม่ได้บัญญัติว่าต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมและจำเลยก็ไม่ได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมในขณะที่นายวินัยทำพินัยกรรมเหมือนอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดา จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะพยานในพินัยกรรมตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1653 วรรคหนึ่งพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 จึงเป็นพินัยกรรมที่สมบรูณ์ตามกฎหมายนั้น เห็นว่าพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 นั้น มีหลักเกณฑ์สำคัญว่า ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องเขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือของตนเองเพราะเป็นการทำพินัยกรรมเองโดยลำพัง ไม่มีผู้อื่นเกี่ยวข้อง จึงไม่ต้องมีพยานรู้เห็นในการทำพินัยกรรม กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด ลงวันเดือนปีและลงลายมือชื่อของตนเองด้วยทั้งนี้เพราะแม้ผู้ทำพินัยกรรมได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว หากมีข้อโต้แย้งก็อาจพิสูจน์ลายมือเขียนหนังสือของผู้ทำพินัยกรรมได้ว่า ใช่ลายมือของผู้ทำพินัยกรรมหรือไม่ใช่ซึ่งต่างจากการใช้เครื่องพิมพ์ดีด ถึงแม้ผู้ทำพินัยกรรมจะเป็นคนพิมพ์ข้อความทั้งหมดในพินัยกรรมเองก็ตาม แต่เมื่อไม่มีพยานรู้เห็นในการทำพินัยกรรมหากมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นว่าผู้อื่นเป็นคนพิมพ์หรือพิมพ์ไม่ตรงตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมแล้วก็เป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้พิมพ์ข้อความเองทั้งหมดได้ ฉะนั้นการทำพินัยกรรมแบบเขียนเองจึงใช้พิมพ์ดีดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะพิมพ์ดีดทั้งหมดโดยผู้ทำพินัยกรรมเองหรือพิมพ์ดีดเฉพาะบางตอนหรือเฉพาะข้อความที่กรอกลงในช่องว่างก็ตาม ดังนั้น เมื่อพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 นายวินัยผู้ทำพินัยกรรมไม่ได้เขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือเขียนของตนเอง แต่กลับใช้วิธีพิมพ์ดีดแทนนั้นจึงเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นผิดแบบขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1657 ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 อีกทั้งจะฟังว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 เป็นพินัยกรรมแบบธรรมดาที่มีพยานรู้เห็นการทำพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 ก็ไม่ได้เพราะมาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกันซึ่งพยานสองคนนั้นก็ต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นเช่นกัน แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่านายวินัยลงชื่อทำพินัยกรรมเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2533 แต่นางบุญช่วยโจทก์และนายโสภณผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานระบุลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 จึงเป็นการลงลายมือชื่อเป็นพยานในภายหลัง ไม่ใช่เป็นการลงลายมือชื่อในขณะที่นายวินัยทำพินัยกรรม เป็นการขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 1656 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 อีกเช่นกัน ดังนั้น พินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 จึงเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยผิดแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นแบบเขียนเองหรือแบบธรรมดา ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งฉบับตามมาตรา 1705 จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 ขึ้นต่อสู้ได้ และกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยลงลายมือชื่อในพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 ในฐานะเป็นพยานหรือเป็นผู้รับพินัยกรรมอีกเพราะไม่มีผลทำให้พินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งตกเป็นโมฆะทั้งฉบับไปแล้วกลับมามีผลเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนนี้ว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 ข้อความในพินัยกรรมใช้พิมพ์ดีดไม่ใช่ลายมือเขียนจึงไม่ใช่พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับแต่เป็นพินัยกรรมแบบธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 แต่เนื่องจากจำเลยลงลายมือชื่อในพินัยกรรมดังกล่าวในฐานะพยานด้วยคนหนึ่ง จำเลยจึงต้องห้ามมิให้เป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1653 วรรคหนึ่ง พินัยกรรมในส่วนที่ยกทรัพย์ให้แก่จำเลยจึงตกเป็นโมฆะ ทรัพย์มรดกของนายวินัยทั้งหมดจึงไม่ตกแก่จำเลย แต่ตกได้แก่ทายาทโดยธรรมคือโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนายวินัยคืนจากจำเลยได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลในส่วนนี้
ปัญหาวินิจฉัยประเด็นสุดท้ายว่า ค่าเสียหายเพียงใดจำเลยฎีกาโต้แย้งว่าไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์อาศัยอะไรเป็นตัวกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท และมีหลักฐานประกอบการอ้างอิงอะไรบ้างนั้น เห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ส่วนจำเลยนำสืบว่าค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท นั้น เป็นเรื่องโจทก์และจำเลยต่างคาดคะเนเอาเอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะบ้านตามภาพถ่ายบ้านและที่ดินพิพาทแล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เดือนละ 6,000 บาท ย่อมแสดงว่าศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายโดยพิจารณาจากภาพถ่ายบ้านและที่ดินพิพาทว่า สภาพบ้านและทำเลที่ตั้งเป็นตัวกำหนดค่าเสียหายให้ซึ่งเมื่อพิจารณาสภาพตามภาพถ่ายดังกล่าวแล้ว บ้านพิพาทเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น มีบริเวณบ้านกว้างพอสมควรและตั้งอยู่ในทำเลยแหล่งชุมชนไม่ใช่ที่เปลี่ยว ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท คิดเป็นรายวันตกเพียงวันละ 200 บาทนั้น จึงเหมาะสมแล้ว หาเป็นการกำหนดค่าเสียหายคลาดเคลื่อนเกินความจริงดังที่จำเลยฎีกาไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาท หากไม่ยอมออกให้ชดใช้ค่าเสียหายรายเดือน เดือนละ 6,000 บาท และให้จำเลยคืนทรัพย์สินต่างๆ ตามฟ้องให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551
นางบุญช่วย มณีขาว โจทก์
นางสาวอุบลรัตน์ โตแย้ม จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1474 , ม. 1653 , ม. 1656 , ม. 1657 , ม. 1705 แหล่งที่มา สำนักวิชาการ
คู่ความ: นางบุญช่วย มณีขาว โจทก์ นางสาวอุบลรัตน์ โตแย้ม จำเลย ป.พ.พ. ม. 1474 , ม. 1653 , ม. 1656 , ม. 1657 , ม. 1705
องค์คณะ: (ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล-สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต