On a spouse's death, marital property is first split in half before the estate is shared คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2857/2558
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
On death the property is divided as on a divorce by consent (section 1625), so the land was split equally under section 1533; the wife's half was her estate shared among her five children and the husband as a child level heir, giving him 7 of 12 shares, and his gift was revoked as to the claimant's 1 of 12 share.
ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 และ อ. ได้คนละส่วนเท่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
After his wife died, the husband, acting as administrator, gave away a whole plot of marital land, including the share that belonged to one of her children as heir.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
On death the property is divided as on a divorce by consent (section 1625), so the land was split equally under section 1533; the wife's half was her estate shared among her five children and the husband as a child level heir, giving him 7 of 12 shares, and his gift was revoked as to the claimant's 1 of 12 share.
ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 และ อ. ได้คนละส่วนเท่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
On section 1501: The death ended the marriage under section 1501; the property split took effect from the date of death as on a divorce by consent (section 1625), half to each spouse (section 1533), and the wife's half passed to her five children and the husband as statutory heirs. The husband owned only 7/12 and could give away only that share, so the gift was revoked as to the plaintiff's 1/12 share.
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 2857/2558. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2857/2558 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งแยกใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามส่วนสัดของโจทก์ที่จะได้รับหรือใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนสัดที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางอารีย์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุต ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ แต่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว นางอารีย์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางอารีย์ ต่อมา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งเสียก่อนตายของนางอารีย์ซึ่งให้โอนที่ดินพิพาทแก่นางสาววรรณเย็น แต่นางสาววรรณเย็นเกรงว่าสำนักงานสรรพากรพื้นที่ศรีสะเกษจะยึดที่ดินพิพาทไปชำระค่าภาษีอากร จึงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดารับโอนไว้แทน คำสั่งเสียก่อนตายของนางอารีย์ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ เมื่อนางอารีย์ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ย่อมสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์มีผลตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอยู่ในข้อบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 และนางอารีย์ได้คนละส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งส่วนของนางอารีย์ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมคือ นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุต บุตรของนางอารีย์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และจำเลยที่ 1 คู่สมรสเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, 1629 (1) และ 1635 (1) ดังนี้ ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์จึงต้องแบ่งให้แก่นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา นายมารุต และจำเลยที่ 1 คนละ 1 ใน 6 ส่วน นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุตจึงมีกรรมสิทธิ์คนละ 1 ใน 12 ส่วน ของที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 7 ใน 12 ส่วน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมิใช่ทายาทโดยธรรมของนางอารีย์โดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอารีย์คนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเฉพาะส่วนของตนและเรียกทรัพย์มรดกของนางอารีย์ในส่วนของตนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์มรดกของนางอารีย์ให้แก่บุตรทุกคนมากกว่าส่วนที่บุตรแต่ละคนจะได้รับเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้โอนส่วนของตนให้ไปด้วย หากต้องแบ่งทรัพย์มรดกตามส่วนสัดที่บุตรแต่ละคนจะได้รับตามกฎหมายแล้วจะเกิดความเสียหายและมีปัญหาความไม่สงบสุขภายในครอบครัวตามมาภายหลัง เพราะพี่น้องจะฟ้องร้องกันไม่จบสิ้น การแบ่งทรัพย์มรดกตามที่จำเลยที่ 1 กระทำเป็นประโยชน์แก่บุตรทุกคนมากกว่าการแบ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางอารีย์มีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามกฎหมาย แม้นางอารีย์จะมีทรัพย์มรดกอื่นนอกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ก็ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกเหล่านั้นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เว้นแต่ทายาททุกคนจะตกลงยินยอมกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 แบ่งปันทรัพย์มรดกตามที่ตนเองเห็นสมควรโดยทายาททุกคนไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย และมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังที่วินิจฉัยข้างต้น แม้การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ทายาทดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็หาทำให้การจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 เป็นการชอบด้วยกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 จำนวน 1 ใน 12 ส่วนของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอารีย์จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2857/2558
นายบูรณ์ ไสยสมบัติ โจทก์
นายมนตรี ไสยสมบัติ ในฐานะผู้จัดการมรดก
ของนางอารีย์ ไสยสมบัติ กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1300 , ม. 1501 , ม. 1533 , ม. 1599 , ม. 1625 , ม. 1629 (1) , ม. 1635 (1) ป.วิ.พ. ม. 142 (5) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ
คู่ความ: นายบูรณ์ ไสยสมบัติ โจทก์ นายมนตรี ไสยสมบัติ ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนางอารีย์ ไสยสมบัติ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1300 , ม. 1501 , ม. 1533 , ม. 1599 , ม. 1625 , ม. 1629 (1) , ม. 1635 (1)
องค์คณะ: (อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-แก้ว เวศอุไร)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต