Courts freeze only the part of disputed proceeds that the evidence supports คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7649/2560
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The lower courts' order freezing 12,500,000 baht of the deposit under section 254(1) stood because the defendants did not challenge it, but the Supreme Court found no sufficient grounds to freeze the whole 22,000,000 baht or to order daily deposits of profits, and affirmed.
กรณียังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งให้ระงับการจ่ายเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้เต็มจำนวน 22,000,000 บาท
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
A spouse claiming สินสมรส can freeze part of the proceeds, but the court limits protection to what the evidence supports.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
A former wife sued her ex husband and the buyer of a restaurant business she said was undivided marital property and sought to stop payment of the 22,000,000 baht sale price held on deposit and to have daily profits paid into court.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The lower courts' order freezing 12,500,000 baht of the deposit under section 254(1) stood because the defendants did not challenge it, but the Supreme Court found no sufficient grounds to freeze the whole 22,000,000 baht or to order daily deposits of profits, and affirmed.
กรณียังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งให้ระงับการจ่ายเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้เต็มจำนวน 22,000,000 บาท
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 7649/2560. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7649/2560 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนเมื่อสมรสเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2535 มีบุตรด้วยกัน 2 คน และจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 ระหว่างสมรสโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้ออาคารและกิจการร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ และบริหารกิจการร่วมกันตลอดมาทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส หลังจากโจทก์หย่ากับจำเลยที่ 1 แล้วยังไม่ได้แบ่งสินสมรสดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวม เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ขายกิจการร้านอาหารพร้อมอาคารและทรัพย์สินภายในร้านให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 25,000,000 บาท โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องนิติกรรมดังกล่าวจึงไม่ผูกพันสิทธิในส่วนของโจทก์ ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ดูแลกิจการร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ จำเลยที่ 1 ไม่เคยแบ่งผลกำไรให้แก่โจทก์ ซึ่งในแต่ละวันจำเลยที่ 1 มีผลกำไรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 25,000 บาท ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายกิจการพร้อมอาคารและทรัพย์สินในร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่ง หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือไม่สามารถบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคา 12,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่แบ่งรายได้จากกิจการร้านอาหารให้แก่โจทก์อัตราวันละ 25,000 บาท เป็นเวลา 14 ปี นับถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 63,875,000 บาท แต่โจทก์ขอเรียกให้ชดใช้เพียง 37,500,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายวันละ 25,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้โจทก์มีสิทธิดำเนินกิจการร้านอาหารดังกล่าวกับจำเลยทั้งสองเพื่อควบคุมดูแลกิจการและการเงิน
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ในวันฟ้อง วันที่ 2 กันยายน 2556 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่แบ่งรายได้จากกิจการร้านอาหารพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นพฤติการณ์ที่จะเบียดบังยักย้ายเงินเพื่อผลประโยชน์ของจำลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่โจทก์จะบังคับได้ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินผลกำไรวันละ 25,000 บาท มาวางต่อศาลก่อนมีคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
ศาลจังหวัดพัทยาไต่สวนแล้วในวันนัดไกล่เกลี่ยหรือชี้สองสถาน เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงให้ส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด และให้งดการอ่านคำสั่งวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ต่อมาประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจังหวัดพัทยาจึงมีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลชั้นต้น
วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการจ่ายเงินจำนวน 22,000,000 บาท ไว้ก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ระงับการจ่ายเงินเพียง 12,500,000 บาท เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้ขอรับเงินส่วนที่เหลือมาชำระหนี้ค่าซื้อร้านอาหารพิพาทส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1
ก่อนถึงวันนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา มีหนังสือลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 รายงานศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ขอถอนการวางทรัพย์จำนวน 22,000,000 บาท จึงขอหารือว่า เจ้าพนักงานวางทรัพย์จะจ่ายเงินคืนให้จำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ว่าให้งดการจ่ายเงินที่วางทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 2 ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งระงับการจ่ายเงินที่วางทรัพย์แก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอไว้สั่งเมื่อไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเสร็จ
ศาลชั้นต้นไต่สวนมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานวางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ระงับการจ่ายเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 จำนวน 12,500,000 บาท จากจำนวน 22,000,000 บาท จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น (ที่ถูก ต้องยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 กันยายน 2556) และมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งงดการจ่ายเงินที่วางทรัพย์ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาและเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้ว คำสั่งเดิมเป็นอันตกไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยคำร้องของจำเลยที่ 2 ให้ยกคำร้อง
โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2535 และมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2546 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าร้านอาหารพร้อมบ้านพักกับนางนภาพร มีกำหนด 36 เดือน อัตราค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายกิจการร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ พร้อมอาคารและทรัพย์สินภายในร้านให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 25,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินมัดจำ จำนวน 3,000,000 บาท ในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลืออีก 22,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 และจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบอาคารและทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 วันที่ 8 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาซื้อขายดังกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินมัดจำจำนวน 3,000,000 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา เพื่อคืนให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 25 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 22,000,000 บาท ที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา เพื่อให้จำเลยที่ 1 มารับไป ซึ่งเจ้าพนักงานวางทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ได้มีหนังสือลงวันที่ 26 มิถุนายน 2555 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปรับเงินจำนวนดังกล่าว ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 2 ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ปรากฏตามสำเนาคำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 959/2555 ของศาลจังหวัดพัทยา วันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 ศาลจังหวัดพัทยา พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวรับชำระเงินจำนวน 22,000,000 บาท ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา และส่งมอบร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ พร้อมทรัพย์สินในสภาพพร้อมประกอบกิจการร้านอาหารทะเล กับชำระเงินในอัตราวันละ 25,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องคือวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบร้านอาหารพิพาทพร้อมทรัพย์สินแก่โจทก์ วันที่ 2 กันยายน 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายกิจการร้านอาหารพิพาทพร้อมอาคารและทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมกับยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณา วันที่ 4 และ 24 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีโจทก์ ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 ศาลจังหวัดพัทยาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 959/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 1596/2555 ของศาลจังหวัดพัทยา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวฟังโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1596/2555 ของศาลจังหวัดพัทยา กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 จะส่งมอบการครอบครองร้านอาหารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 และจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปรับเงินจำนวน 3,000,000 บาท จากสำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองร้านอาหารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปรับเงิน ส่วนที่เหลือจำนวน 22,000,000 บาท จากสำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ประสงค์ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และขอให้ศาลจังหวัดพัทยาส่งคำร้องและสัญญาประนีประนอมยอมความไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามยอม ปรากฏตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 และรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดพัทยา ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 วันที่ 5 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวน 3,000,000 บาท จากสำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวโดยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานวางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ระงับการจ่ายเงินจำนวน 22,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 วางไว้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 2 ยี่นคำร้องขอรับเงินจำนวน 22,000,000 บาท คืนจากสำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานวางทรัพย์ระงับการจ่ายเงินจำนวน 12,500,000 บาท และให้ยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาของโจทก์ ลงวันที่ 2 กันยายน 2556 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุที่จะสั่งให้ระงับการจ่ายเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้เต็มจำนวน 22,000,000 บาท ตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 และมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาโดยให้จำเลยที่ 1 นำเงินผลกำไรจากการประกอบกิจการร้านอาหารพิพาทมาวางศาลวันละ 25,000 บาท ตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 2 กันยายน 2556 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนสัญญาซื้อขายกิจการร้านอาหารพิพาทพร้อมอาคารและทรัพย์สินต่างๆ ภายในร้านระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า กิจการร้านอาหารดังกล่าวเป็นสินสมรส โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อมาจากนางนภาพรเมื่อเดือนมีนาคม 2546 ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ และโจทก์ยังยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณามาพร้อมคำฟ้องซึ่งในระหว่างการไต่สวนคำร้อง โจทก์ก็ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 ต่อศาลชั้นต้นอีก ซึ่งทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต่างมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินจำนวน 2,500,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 วางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า โจทก์มีพยานหลักฐานที่แสดงการซื้อกิจการร้านอาหารพิพาทจากเจ้าของเดิม ซึ่งเป็นการซื้อมาในระหว่างสมรส ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เพียงขอเพิกถอนสัญญาซื้อขายกิจการร้านอาหารระหว่างจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ปลายปี 2556 ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ให้การต่อสู้คดีโจทก์ แต่ครั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องคดีแพ่งระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 1 จำเลยที่ 2 กลับไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่จำเลยทั้งสองกลับทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 โดยจำเลยที่ 1 ยอมส่งมอบกิจการร้านอาหารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 รับเงินค่ากิจการร้านอาหารพิพาทจำนวน 22,000,000 บาท ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทไปให้พ้นจากอำนาจศาลหรือขายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใดๆ หรืออาจจะออกคำบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสอง คำฟ้องโจทก์จึงมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (1) (ก) (ที่ถูก ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6) เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโต้แย้งว่าวิธีการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่น ที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปตามมาตรา 261 วรรคสาม (เดิม) กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ แต่อย่างไรก็ตามปรากฏจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ซื้อกิจการร้านอาหารพิพาทมาจากนางนภาพรในราคา 12,000,000 บาท เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2545 ซึ่งขณะนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันอยู่โดยโจทก์อ้างบันทึกลงวันที่ 25 ตุลาคม 2556 ของพันตำรวจเอกสนั่น ซึ่งโจทก์เบิกความว่า พันตำรวจเอกสนั่น และนางนภาพรเป็นสามีภริยากันและเป็นเจ้าของรวมในกิจการร้านอาหารพิพาทซึ่งในบันทึกดังกล่าว มีข้อความรับรองของพันตำรวจเอกสนั่นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อกิจการร้านอาหารจากพันตำรวจเอกสนั่นและนางนภาพรเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2545 และร่วมกันบริหารกิจการร้านอาหารร่วมกันตลอดมา แต่โจทก์ก็มิได้นำตัวบุคคลดังกล่าวมาเบิกความต่อศาลชั้นต้น เพื่อยืนยันถึงข้อเท็จจริงตามที่ระบุไว้ในบันทึก เมื่อเป็นเช่นนี้พยานหลักฐานในส่วนนี้ที่โจทก์นำสืบจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ประกอบกับพฤติการณ์ที่โจทก์จดทะเบียนหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2546 แต่โจทก์เพิ่งฟ้องขอแบ่งสินสมรสกิจการร้านอาหารพิพาทเมื่อปี 2556 อันเป็นเวลาหลังจากจดทะเบียนหย่ากันแล้วถึง 10 ปี ทั้งโจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราวันละ 25,000 บาท โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้แบ่งรายได้จากกิจการร้านอาหารพิพาทให้แก่โจทก์เลยตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 14 ปี คิดเป็นเงิน 127,750,000 บาท แต่โจทก์ขอเรียกเพียงกึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 63,875,000 บาท แต่ในชั้นไต่สวนคำร้องโจทก์กลับเบิกความยืนยันว่า โจทก์เข้าไปดูแลกิจการของร้านอาหารพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 ตลอดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2542 จนถึงปัจจุบัน (ปี 2556) นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การต่อสู้คดีว่า กิจการของร้านอาหารพิพาทเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 และญาติพี่น้องโดยจำเลยที่ 1 และญาติซื้อกิจการดังกล่าวในปี 2547 หลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว จึงมิใช่สินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแบ่งสินสมรสกันไปแล้วโดยโจทก์ได้รับสินสมรสในส่วนกิจการร้านเคซีวงกบ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 12,000,000 บาท ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้โจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ในชั้นไต่สวนคำร้องโดยรับว่า ที่ดิน 2 แปลงซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นสินสมรสซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมีโรงงานทำและผลิตวงกบประตูและหน้าต่างตั้งอยู่ ซึ่งทำรายได้มากกว่า 1,800,000 บาท ต่อปี หลังจากหย่าขาดจากกันแล้ว โจทก์ไม่เคยแบ่งรายได้ให้แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์พักอาศัยในบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงนี้ คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวจึงสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 เมื่อพิเคราะห์ถึงรูปคดีแล้ว จึงเห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งให้ระงับการจ่ายเงินที่จำเลยที่ 2 วางไว้เต็มจำนวน 22,000,000 บาท และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินผลกำไรจากการประกอบกิจการร้านอาหารพิพาทมาวางศาลวันละ 25,000 บาท ตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7649/2560
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. ม. 254 (1) , ม. 255 (1) (ก) , ม. 261 (เดิม) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นาง พ. โจทก์ นาย พ. จำเลย ป.วิ.พ. ม. 254 (1) , ม. 255 (1) (ก) , ม. 261 (เดิม)
ศาล: ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี - นายประทวน ปราบพาล ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายศิริภูมิ เด่นวุฒิวรกาญจน์
องค์คณะ: (สุรางคนา กมลละคร-บุญมี ฐิตะศิริ-กีรติ กาญจนรินทร์)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต