An oral wish about funeral arrangements has no legal force without a valid will คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Funeral arrangements are a matter not concerning property that can bind only if made by พินัยกรรม under section 1646 in one of the prescribed forms; the oral instruction did not satisfy section 1663, the estate acquired in the monkhood passed to the temple under section 1623, and the temple, as the person receiving most of the estate, had the duty to arrange the funeral under section 1649.
การจัดการทำศพเป็นกิจการอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย ดังนั้น การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรม
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
Funeral wishes are among the 'other matters' a will can govern, but an informal oral wish has no legal force.
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
A monk who died as abbot had told his sister orally that she should take his body for cremation; the temple kept the body and the sister sued for its delivery.
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Funeral arrangements are a matter not concerning property that can bind only if made by will under section 1646 in one of the prescribed forms; the oral instruction did not satisfy section 1663, the estate acquired in the monkhood passed to the temple under section 1623, and the temple, as the person receiving most of the estate, had the duty to arrange the funeral under section 1649.
การจัดการทำศพเป็นกิจการอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย ดังนั้น การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรม
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
On section 1663: Funeral arrangements are a matter on which a person can bind others only by will under section 1646; the oral instruction did not meet section 1663 (no special circumstances, no report to the district officer, no record signed by the witnesses), so it had no effect, and the temple, as the person taking most of the estate under section 1623, had the duty to manage the funeral under section 1649.
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 692/2564. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบศพพระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรมแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบ ห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้องกับศพ และให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลพระครูสว่าง 48 ถุง 65 รายการ แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ร่วมกันชดใช้เงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า พระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดบางลายเหนือ จำเลยที่ 1 จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 ผู้มรณภาพมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 11 คน ขณะมรณภาพคงเหลือโจทก์ นางเปีย นายเรือง และนางสาวดอกรัง ที่มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันและเป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสถัดจากผู้มรณภาพ จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 เป็นไวยาวัจกร ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 เป็นกรรมการวัดจำเลยที่ 1 หลังจากพระครูวิจิตรสารธรรมมรณภาพแล้ว ได้นำศพผู้มรณภาพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดจำเลยที่ 1 จากนั้นได้สร้างมณฑปเพื่อเก็บศพผู้มรณภาพจนแล้วเสร็จในปี 2545 โดยนำศพผู้มรณภาพบรรจุในโลงแก้วตั้งอยู่ภายในมณฑปดังกล่าวภายในวัดจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาปี 2559 โจทก์ขอศพผู้มรณภาพจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปฌาปนกิจ จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอม คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 รวมทั้งคำขอให้ร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลตามฟ้อง เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ แก่โจทก์หรือไม่ ในประเด็นนี้เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ที่ต้องจัดการทำศพผู้มรณภาพ สำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 กำหนดลำดับก่อนและหลังไว้ดังนี้ คือ
1. บุคคลซึ่งผู้ตายตั้งไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตาย
2. ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม
3. บุคคลที่ทายาทมอบหมายให้เป็นผู้จัดการทำศพ
4. บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด
5. บุคคลที่ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทำศพ
คดีนี้ปรากฏว่า ผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนมรณภาพ ผู้มรณภาพได้สั่งเสียให้โจทก์นำศพผู้มรณภาพไปฌาปนกิจด้วยวาจานั้น เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติตามมาตรา 1646 ที่ว่า "บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้" แสดงว่าการจัดการทำศพเป็นกิจการอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย ดังนั้น การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรม ซึ่งจะต้องทำตามแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 แบบ ตามมาตรา 1655 ถึงมาตรา 1663 โดยมาตรา 1663 กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาไว้หลายประการ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้มรณภาพสั่งเสียโจทก์ให้ช่วยฌาปนกิจศพผู้มรณภาพก็ตาม แต่ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะกระทำได้ กล่าวคือ
1. ไม่มีพฤติการณ์พิเศษซึ่งผู้มรณภาพไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม เป็นต้น
2. ผู้รับการแสดงเจตนาซึ่งเป็นพยานอย่างน้อยสองคนต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งด้วยวาจา ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย
3. กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และให้พยานสองคนนั้นลงลายมือชื่อไว้
ดังนั้น คำสั่งเสียของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพย่อมไม่บังเกิดผลตามบทกฎหมายข้างต้น อย่างไรก็ดี ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกได้แก่เงินฝากในธนาคารและวัตถุมงคล แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าวัตถุมงคล ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง ส่วนเงินฝากในธนาคารนั้นจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในปี 2561 ก็เบิกความว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นถึงแก่ความตายไปหมดแล้ว อันเป็นการเจือสมกับพยานเอกสารซึ่งเป็นรายงานการตรวจสอบบัญชีการเงินของวัดจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่า "1. ส่วนปัจจัยเงินสดที่ติดตัวพระครูวิจิตรสารธรรมที่ค้นพบและรวบรวมตอนย้ายจากวัดบ่อปิ้งเกลือไปวัดพร้าว ประมาณ 300,000 บาท (แจ้งว่าจดไว้ขณะไปส่งที่วัดพร้าว อำเภอโพทะเล เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2543) ตามที่ผู้ร้องเรียนมา ปรากฏว่าคณะกรรมการวัดชุดใหม่ไม่ทราบ... เพราะคณะกรรมการชุดเก่าได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว" ข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า ขณะถึงแก่มรณภาพ ผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกเป็นเงินสดและที่ฝากไว้กับธนาคารจำนวนหนึ่ง ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาเมื่อใด แต่ปรากฏว่าผู้มรณภาพอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาเป็นเวลานานจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ทั้งมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 เชื่อว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) ก็ไม่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกดังกล่าวของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจที่จะมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามผลของมาตรา 1623 อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตามมาตรา 1649 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้แล้วจึงไม่ต้องพิจารณาฎีกาในประเด็นอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพผู้มรณภาพแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรมผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ และคำขอห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564
วัด บ. กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1623 , ม. 1629 , ม. 1646 , ม. 1649 , ม. 1663 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นางสาว พ. โจทก์ วัด บ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1623 , ม. 1629 , ม. 1646 , ม. 1649 , ม. 1663
ศาล: ศาลจังหวัดพิจิตร - นายอธิชัย ยงคะอักษร ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
องค์คณะ: (ชาติชาย อัครวิบูลย์-อธิคม อินทุภูติ-พิชัย เพ็งผ่อง)
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต