ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 85: การค้นตัวและยึดของกลางเป็นพยานหลักฐาน
ตัวบทกฎหมาย
เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้จับไว้ มีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหา และยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้การค้นนั้นจักต้องทำโดยสุภาพ ถ้าค้นผู้หญิงต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้นสิ่งของใดที่ยึดไว้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น
คำแปลภาษาอังกฤษ
เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้จับไว้ มีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหา และยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้การค้นนั้นจักต้องทำโดยสุภาพ ถ้าค้นผู้หญิงต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้นสิ่งของใดที่ยึดไว้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 85 ให้อำนาจค้นตัวผู้ถูกจับและยึดสิ่งที่อาจเป็นพยานหลักฐาน ภายใต้หลักประกันเรื่องการค้นโดยสุภาพและการให้หญิงค้นหญิง ทั้งยังวางหลักการเก็บรักษาของกลาง คือของที่ยึดไว้เก็บได้จนกว่าคดีถึงที่สุด แล้วคืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้มีสิทธิ เว้นแต่ศาลสั่งเป็นอย่างอื่น ในหมวด 1 มาตรานี้ต่อจากบทว่าด้วยการจับและส่งตัวตามมาตรา 83 และ 84 และเสริมด้วยมาตรา 85/1 ที่ให้เจ้าของยื่นขอรับคืนของที่มิใช่ของต้องห้ามระหว่างสอบสวนได้ ทั้งนี้แยกจากอำนาจตรวจค้นตามหมวด 2 (ค้น)
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
หากทรัพย์สินของท่านถูกยึดตอนถูกจับ ควรเก็บบันทึกการยึดไว้ เพราะของกลางเก็บได้เพียงจนกว่าคดีถึงที่สุดและต้องคืน เว้นแต่ศาลสั่งริบ หญิงที่ถูกชายค้นตัวอาจมีเหตุโต้แย้งการค้นได้ หากของกลางมีมูลค่าและท่านต้องการรับคืนระหว่างคดี ทนายความช่วยดำเนินการขอคืนได้ ควรปรึกษาทนายความเพื่อรักษาสิทธิ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2565 (2022)
เจ้าพนักงานที่มีอำนาจกักยึดของอันเกี่ยวด้วยการกระทำความผิด (ในคดีนี้คือเจ้าพนักงานศุลกากร) กักยึดของกลางไว้ได้จนกว่าคดีอาญาถึงที่สุด ตามมาตรา 85 วรรคสาม
ศาลรับรองอำนาจของเจ้าพนักงานศุลกากรในการกักยึดสินค้าพิพาทที่นำเข้าไว้จนกว่าคดีอาญาถึงที่สุด โดยอ้างมาตรา 85 วรรคสาม ว่าด้วยการเก็บรักษาของกลางที่ยึดไว้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2568 (2025)
เมื่อโจทก์ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ย่อมไม่อาจนำอายุความเรื่องละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. มาปรับใช้ได้ เพราะบทดังกล่าวใช้บังคับแก่กรณีผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด และเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนำอายุความสิบปีตามมาตรา 193/30 มาใช้บังคับ โดยเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 ในกรณีที่อ้างว่ามิได้คืนรถที่ยึดไว้ เวลาดังกล่าวคือวันที่คดีอาญาถึงที่สุด อันเป็นเวลาที่หน้าที่คืนรถของเจ้าพนักงานตามมาตรา 85 เกิดขึ้น
โจทก์ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งการกระทำของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่ยึดไว้แล้วมิได้คืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการฟ้องหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่อาจนำอายุความละเมิดหนึ่งปีตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาปรับใช้ได้ เพราะบทดังกล่าวใช้แก่กรณีผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิด เมื่อพระราชบัญญัตินั้นมิได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนำอายุความสิบปีตามมาตรา 193/30 มาใช้บังคับ โดยเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/12 คือวันที่คดีอาญาถึงที่สุด อันเป็นเวลาที่หน้าที่คืนรถของเจ้าพนักงานตามมาตรา 85 เกิดขึ้น ส่วนข้อที่ว่ามีการตั้งคณะกรรมการและมีมติให้คืนรถนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลกล่าวถึงเป็นความเป็นมา มิใช่หลักที่ศาลวางไว้เกี่ยวกับวิธีที่เจ้าพนักงานต้องปฏิบัติตามมาตรา 85
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 25 คดี (พ.ศ. 2494 ถึง 2568)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1856/2568 (2025)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2289/2568 (2025)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 6877/2559 (2016)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 55/2557 (2014)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2311/2543 (2000)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4829/2539 (1996)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2847/2536 (1993)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3711/2534 (1991)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ตำรวจค้นตัวฉันได้หรือไม่เมื่อจับ?
ได้ มาตรา 85 ให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวค้นตัวผู้ต้องหาและยึดสิ่งที่อาจเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องค้นโดยสุภาพ และหญิงต้องให้หญิงเป็นผู้ค้น
ของกลางที่ถูกยึดจะได้คืนเมื่อใด?
ตามมาตรา 85 เจ้าพนักงานเก็บของที่ยึดได้จนกว่าคดีถึงที่สุด และเมื่อเสร็จคดีต้องคืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้มีสิทธิ เว้นแต่ศาลสั่งเป็นอย่างอื่น
การค้นตัวผู้หญิงต้องให้ผู้หญิงค้นหรือไม่?
ใช่ มาตรา 85 กำหนดชัดเจนว่าถ้าค้นผู้หญิงต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้น
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Criminal Procedure Code (Thailand), s. 85. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-85/ (accessed 12 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.วิ.อ. มาตรา 85 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-85/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-85/"><p>เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้จับไว้ มีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหา และยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้การค้นนั้นจักต้องทำโดยสุภาพ ถ้าค้นผู้หญิงต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้นสิ่งของใดที่ยึดไว้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น</p><footer>ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-criminal-procedure-code/section-85/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา