Adultery Issues Are Framed by the Pleadings, Not by the Court's Abbreviated Statement of Issues ประเด็นเรื่องร่วมประเวณีเป็นอาจิณเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ แม้ศาลกำหนดประเด็นโดยย่อก็วินิจฉัยได้
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
1. The issues in a divorce case arise from the plaint and the answer. Where the plaint alleges that the husband kept another woman as his wife, committed adultery and habitually had sexual intercourse with her, and the answer denies those allegations, all of those matters are in issue under ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ section 1516 (1); the trial court's brief statement of issues does not remove them. 2. Messages and photographs copied from a spouse's phone may be admitted where the spouse does not deny the exchange or contest their authenticity. 3. Alimony under section 1526 paragraph one requires that the divorce be the sole fault of one spouse and leave the other poorer for lack of income; it runs from the date the judgment becomes final (section 1531 paragraph two). 4. Compensation (section 1523) and child support (sections 1564, 1598/38) depend on all the circumstances.
1. ประเด็นข้อพิพาทในคดีหย่าเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อคำฟ้องบรรยายว่าสามีอุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ และคำให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้นด้วยถ้อยคำเดียวกัน ข้อเท็จจริงทั้งหมดนั้นย่อมเป็นประเด็นข้อพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามบทบัญญัติโดยย่อไม่ทำให้ประเด็นนั้นหมดไป และการที่ศาลสูงวินิจฉัยข้อเท็จจริงข้อใดข้อหนึ่งในนั้นมิใช่การวินิจฉัยนอกประเด็น 2. ข้อความและภาพถ่ายที่คัดจากโทรศัพท์ของคู่สมรสรับฟังได้เมื่อคู่สมรสนั้นมิได้ปฏิเสธว่ามิใช่ข้อความระหว่างตนและมิได้โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร 3. ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง กำหนดโดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม รวมถึงสถานภาพครอบครัวที่ไม่ราบรื่นอยู่ก่อนแล้ว 4. ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นกรณีที่เหตุหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียวและการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลงเพราะไม่มีรายได้ โดยเริ่มนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด (มาตรา 1531 วรรคสอง) 5. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 และมาตรา 1598/38 อาจกำหนดเป็นช่วงอายุได้
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
The wife sued her husband (the first defendant) for divorce, division of สินสมรส, alimony, 5,000,000 THB in compensation, อำนาจปกครอง over their two sons and child support, and sued a karaoke hostess (the second defendant) for 3,000,000 THB. The trial court granted the divorce on the ground of assault under CCC section 1516 (3), with child support and an equal division of property and debts, and dismissed the other claims. The Court of Appeal for Specialised Cases added the ground in section 1516 (1), ordered the husband to pay 700,000 THB in compensation, alimony of 20,000 THB a month and child support of 20,000 THB per child, and dismissed the claim against the second defendant for want of open display of the relationship, which the wife did not appeal. He appealed with leave. The Supreme Court held that the issue whether he habitually had sexual intercourse with another woman arose from the plaint and his answer, which matched in detail, so the Court of Appeal had not decided outside the issues despite the trial court's brief statement of issues. Messages and photographs taken from the husband's phone were admissible because he did not dispute their authenticity, and proved the ground. The Court reduced compensation to 500,000 THB because the marriage was already troubled, set alimony at 15,000 THB a month for up to 15 years under section 1526 and fixed child support in three age bands.
ภริยาฟ้องสามี (จำเลยที่ 1) ขอหย่า แบ่งสินสมรส เรียกค่าเลี้ยงชีพ ค่าทดแทน 5,000,000 บาท ขออำนาจปกครองบุตรชายสองคนและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และฟ้องพนักงานต้อนรับร้านคาราโอเกะ (จำเลยที่ 2) เรียกค่าทดแทน 3,000,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุทำร้ายร่างกายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) ให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน ให้สามีจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน แบ่งสินสมรสและหนี้สินฝ่ายละกึ่งหนึ่ง คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ให้หย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ด้วย ให้สามีชำระค่าทดแทน 700,000 บาท ค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 20,000 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะมิได้แสดงตนโดยเปิดเผย ซึ่งภริยามิได้ฎีกา สามีฎีกาโดยได้รับอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นว่าสามีร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณหรือไม่เกิดจากคำฟ้องและคำให้การซึ่งมีรายละเอียดตรงกัน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงมิได้วินิจฉัยนอกประเด็น แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามกฎหมายโดยย่อ ข้อความไลน์และภาพถ่ายที่ภริยาถ่ายจากโทรศัพท์ของสามีขณะหลับรับฟังได้เพราะสามีมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริง และพิสูจน์ได้ว่าสามีอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยาและร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ ศาลฎีกาลดค่าทดแทนเหลือ 500,000 บาท เพราะครอบครัวมีปัญหาอยู่ก่อนแล้ว กำหนดค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 15,000 บาท ไม่เกิน 15 ปี ตามมาตรา 1526 และกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นสามช่วงอายุ คนละ 16,000 18,000 และ 20,000 บาท ต่อเดือน ตามมาตรา 1564 และมาตรา 1598/38
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The spouses married on 19 October 2550 (2007) and had two sons, born in 2552 (2009) and 2553 (2010). They ran a motor parts shop together after the wife left her bank job to keep house and help in the business. The second defendant was a hostess at a karaoke bar. On 1 December 2563 (2020) the wife filed for divorce, alleging assault, under section 1516 (1), that from early 2562 (2019) the husband maintained another woman as his wife, committed adultery and habitually had sexual intercourse with her; she claimed property, alimony, compensation of 5,000,000 THB, parental power and child support of 30,000 THB per child. The husband denied the allegations and counterclaimed on property and debts. The trial court granted the divorce for assault only, ordered joint parental power, child support of 15,000 THB per child from August 2563 and equal division of property and debts. The Court of Appeal added the section 1516 (1) ground, awarded 700,000 THB compensation alimony of 20,000 THB a month until remarriage or age 60, and child support of 20,000 THB per child, and dismissed the claim against the second defendant. The husband appealed with leave of the Supreme Court.
คู่สมรสจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 มีบุตรชาย 2 คน เกิดปี 2552 และปี 2553 ขณะสมรสสามีเป็นเจ้าของกิจการโรงกลึง ภริยาเป็นพนักงานธนาคาร ต่อมาทั้งสองเช่าอาคารพาณิชย์เปิดร้านขายอะไหล่รถยนต์และพักอาศัยที่ร้าน ภริยาลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านและช่วยกิจการ จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานต้อนรับของร้านคาราโอเกะ วันที่ 1 ธันวาคม 2563 ภริยาฟ้องหย่าโดยอ้างว่าสามีทำร้ายร่างกาย หมิ่นประมาทบุพการี และตามมาตรา 1516 (1) ว่าตั้งแต่ต้นปี 2562 สามีอุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ ขอแบ่งสินสมรส ค่าเลี้ยงชีพ ค่าทดแทน 5,000,000 บาท อำนาจปกครอง และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 30,000 บาท สามีให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งเรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุทำร้ายร่างกายเท่านั้น ให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 15,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2563 และแบ่งสินสมรสกับหนี้สินฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพิ่มเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ให้สามีชำระค่าทดแทน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าภริยาจะสมรสใหม่หรืออายุครบ 60 ปี ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 20,000 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 2 สามีฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
1. The issues in a divorce case arise from the plaint and the answer. Where the plaint alleges that the husband kept another woman as his wife, committed adultery and habitually had sexual intercourse with her, and the answer denies those allegations, all of those matters are in issue under CCC section 1516 (1); the trial court's brief statement of issues does not remove them. 2. Messages and photographs copied from a spouse's phone may be admitted where the spouse does not deny the exchange or contest their authenticity. 3. Alimony under section 1526 paragraph one requires that the divorce be the sole fault of one spouse and leave the other poorer for lack of income; it runs from the date the judgment becomes final (section 1531 paragraph two). 4. Compensation (section 1523) and child support (sections 1564, 1598/38) depend on all the circumstances.
1. ประเด็นข้อพิพาทในคดีหย่าเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อคำฟ้องบรรยายว่าสามีอุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ และคำให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้นด้วยถ้อยคำเดียวกัน ข้อเท็จจริงทั้งหมดนั้นย่อมเป็นประเด็นข้อพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามบทบัญญัติโดยย่อไม่ทำให้ประเด็นนั้นหมดไป และการที่ศาลสูงวินิจฉัยข้อเท็จจริงข้อใดข้อหนึ่งในนั้นมิใช่การวินิจฉัยนอกประเด็น 2. ข้อความและภาพถ่ายที่คัดจากโทรศัพท์ของคู่สมรสรับฟังได้เมื่อคู่สมรสนั้นมิได้ปฏิเสธว่ามิใช่ข้อความระหว่างตนและมิได้โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร 3. ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง กำหนดโดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม รวมถึงสถานภาพครอบครัวที่ไม่ราบรื่นอยู่ก่อนแล้ว 4. ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นกรณีที่เหตุหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียวและการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลงเพราะไม่มีรายได้ โดยเริ่มนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด (มาตรา 1531 วรรคสอง) 5. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 และมาตรา 1598/38 อาจกำหนดเป็นช่วงอายุได้
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
The Supreme Court first addressed the husband's argument that the Court of Appeal had decided outside the issues. The plaint alleged that from early 2562 (2019) the husband maintained or honoured another woman as his wife, committed adultery and habitually had sexual intercourse with another woman; his answer denied each allegation, so the issue arose from the pleadings. Although the trial court had framed the question in short statutory terms, the matching detail in the plaint and answer meant that all three forms of conduct under section 1516 (1) were in issue. On the merits, the husband admitted that the wife had opened his phone while he slept and photographed the messages; since he did not deny that the messages were between him and the second defendant or challenge their authenticity, the court could admit them. Messages referred to repeated sexual relations and to his paying for her dental work, driving lessons and new room, showing that he maintained her as a wife. The ground under section 1516 (1) was established and compensation under section 1523 paragraph one followed, but because the marriage was already strained by quarrels over the wife's night-time outings the Court reduced it to 500,000 THB. On alimony, section 1526 paragraph one applied because the divorce was the husband's sole fault and the wife, who had lost the 50,000 THB a month he had given her, became poorer; the Court set 15,000 THB a month from finality of the judgment (section 1531 paragraph two), until remarriage and for no more than 15 years. Under sections 1564 and 1598/38 child support was fixed at 16,000 THB per child per month from age 12 to 15, 18,000 THB from 15 to 18 and 20,000 THB from 18 until majority.
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยประเด็นแรกตามฎีกาของสามีที่ว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยนอกประเด็นโดยฟังว่าสามีร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ คำฟ้องข้อ 2 บรรยายว่าเมื่อประมาณต้นปี 2562 สามีประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) และคำให้การของสามีปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้นทุกข้อ ประเด็นข้อพิพาทจึงเกิดขึ้นจากคำคู่ความแล้ว แม้ในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามบทบัญญัติโดยย่อ แต่เมื่อคำฟ้องและคำให้การมีรายละเอียดตรงกัน การกระทำทั้งสามลักษณะตามมาตรา 1516 (1) ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย หาใช่กรณีที่ศาลมิได้กำหนดประเด็นและโจทก์สละประเด็นไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงชอบด้วยกฎหมาย ในเนื้อหาแห่งคดี แม้ภริยามีตนเองเป็นพยานปากเดียว แต่มีข้อความการสนทนาทางไลน์ ภาพถ่าย และหลักฐานการจองที่พักสนับสนุน สามีนำสืบรับว่าภริยาแอบเปิดโทรศัพท์ขณะตนหลับแล้วถ่ายภาพข้อความไว้ เมื่อสามีมิได้ปฏิเสธว่าข้อความนั้นมิใช่ข้อความระหว่างตนกับจำเลยที่ 2 และมิได้โต้แย้งความถูกต้องแท้จริง ศาลจึงรับฟังได้ ภาพถ่ายแสดงว่าจำเลยทั้งสองไปเที่ยวอำเภอเขาค้อตามลำพังเมื่อวันที่ 3 ถึง 4 มีนาคม 2562 สามีถอดเสื้อโอบกอดจำเลยที่ 2 ในห้องพัก และสามีรับว่าพาจำเลยที่ 2 ไปต่างจังหวัดเพื่อหวังจะได้หลับนอน ข้อความกล่าวถึงการร่วมประเวณีหลายครั้ง และการที่สามีออกค่าทำฟัน ค่าเรียนขับรถ และค่าย้ายห้องพักให้ อันเกินกว่าความสัมพันธ์ในฐานะลูกค้า แสดงว่าสามีอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) จึงรับฟังได้ และภริยามีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อครอบครัวมีปัญหาทะเลาะกันเรื่องภริยาชอบไปเที่ยวกลางคืนอยู่ก่อนแล้ว ศาลฎีกาจึงลดค่าทดแทนเหลือ 500,000 บาท ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ใช้บังคับได้เพราะเหตุหย่าเป็นความผิดของสามีฝ่ายเดียว และภริยาซึ่งลาออกจากงานธนาคารและขาดเงินเดือนละ 50,000 บาท ที่สามีเคยให้ ย่อมยากจนลง ศาลกำหนดเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 1531 วรรคสอง จนกว่าจะสมรสใหม่ แต่ไม่เกิน 15 ปี ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร มาตรา 1564 และมาตรา 1598/38 ให้คำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี ศาลจึงกำหนดคนละ 16,000 บาท ต่อเดือน ช่วงอายุ 12 ถึง 15 ปี 18,000 บาท ช่วงอายุ 15 ถึง 18 ปี และ 20,000 บาท ตั้งแต่อายุ 18 ปี จนบรรลุนิติภาวะ
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 3247-3248/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247-3248/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ ยชพ 324/2563 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนและในคดีดังกล่าวว่า โจทก์ เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 และให้เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองทั้งสามสำนวนขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้แบ่งสินสมรสเป็นเงิน 19,800,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ 13,550,000 บาท และชำระค่าทดแทน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวโดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 30,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท
จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งในสำนวนที่สอง และให้การในสำนวนที่สามขอให้ยกฟ้อง และหากศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสตามฟ้องแย้งโดยให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสตามฟ้องแย้งในอัตราส่วนเท่ากัน
จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง และพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และแบ่งสินสมรสคนละครึ่ง ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 50,000 บาท ต่อเดือน
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. เดือนละ 15,000 บาท และเด็กชาย ก. เดือนละ 15,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2563 จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้แบ่งสินสมรส คือ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 55488 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2. ที่ดินโฉนดเลขที่ 36588 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 3. ห้องชุดเลขที่ 669/252 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 2237 4. ห้องชุดเลขที่ 687/11 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 1972 5. รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ 6. รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน 7. รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮาเล่ย์ เดวิดสัน 8. รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 9. สินค้าในร้าน 10. บัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 431-2-16xxx-x ธนาคาร ก. และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 431-1-00xxx-x ธนาคาร ก. 11. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 021-9-07xxx-x ธนาคาร ศ. 12. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 369-4-43xxx-x ธนาคาร พ. 13. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 418-0-69xxx-x ธนาคาร ท. 14. เงินเวนคืนกรมธรรม์ของบริษัท ก. จำนวน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมาก ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด กับให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้จำนองอาคารชุดทั้งสองแห่ง และหนี้สินภายในร้านอมรอะไหล่ยนต์ในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ด้วย ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามอุทธรณ์ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่หรือจนกว่าโจทก์จะมีอายุครบ 60 ปี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. เดือนละ 20,000 บาท และเด็กชาย ก. เดือนละ 20,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ
จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชาย ต. เกิดวันที่ 2 สิงหาคม 2552 อายุ 13 ปี และเด็กชาย ก. เกิดวันที่ 4 ตุลาคม 2553 อายุ 12 ปี ขณะโจทก์และจำเลยที่1 จดทะเบียนสมรสกันจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกิจการโรงกลึง ส่วนโจทก์ทำงานเป็นพนักงานของธนาคาร ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันเช่าอาคารพาณิชย์ เปิดร้านขายอะไหล่รถยนต์ และพักอาศัยร่วมกันที่ร้านดังกล่าว หลังจากนั้นโจทก์ลาออกจากงานมาทำหน้าที่เป็นแม่บ้านและช่วยจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการ จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานต้อนรับของร้านคาราโอเกะ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยอยู่กับโจทก์และครอบครัวของโจทก์ ที่บ้านเลขที่ 687/11 สำหรับประเด็นพิพาทที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์กับหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์จริงจึงมีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) ส่วนประเด็นเรื่องหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดกัน ตามมาตรา 1516 (3) โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งทั้งสองประเด็นนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับประเด็นพิพาทเรื่องสินสมรสและหนี้ร่วมนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสและร่วมกันรับผิดในหนี้ร่วมแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง กับให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้จำนองอาคารชุดทั้งสองแห่งและหนี้สินภายในร้านอมรอะไหล่ยนต์ในอัตราส่วนเท่า ๆ กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งในประเด็นนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นกัน สำหรับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ยชพ 324/2563 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีนี้ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยฟังว่า แม้จำเลยที่ 2 จะละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คงมีคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 สองสำนวนนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกาตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาทซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อที่ 2 ระบุว่า เมื่อประมาณต้นปี 2562 จำเลยที่ 1 ประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ เช่นนี้ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดขึ้นจากคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้วว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่า ตามมาตรา 1516 (1) หรือไม่ เมื่อเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว แม้ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือทำร้ายร่างกายโจทก์ หรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ อันเป็นการกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามบทบัญญัติในกฎหมายอันเป็นเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) และ (3) ไว้โดยย่อก็ตาม แต่เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 กล่าวไว้โดยมีรายละเอียดตรงกันแล้ว ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณมีเหตุหย่า ตามมาตรา 1516 (1) หรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ หาใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ และโจทก์ได้สละประเด็นดังกล่าว อันจะทำให้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวดังที่จำเลยที่ 1 อ้างตามฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมาว่า กรณีมีเหตุให้โจทก์ใช้สิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะมีเพียงตัวโจทก์ปากเดียวมาเบิกความเป็นพยาน แต่คำเบิกความของโจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีว่า จำเลย 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ และจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา โดยจำเลยทั้งสองเคยไปเที่ยวด้วยกันที่ต่างจังหวัดและพักค้างคืนที่รีสอร์ท ซึ่งโจทก์นำสืบถึงข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสองและรูปภาพ กับหลักฐานการจองที่พักโรงแรม สนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ ในข้อนี้จำเลยที่ 1 นำสืบรับว่าโจทก์แอบเปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 แล้วถ่ายภาพข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสองกับรูปภาพต่าง ๆ ขณะที่จำเลยที่ 1 นอนหลับ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบปฏิเสธว่า ข้อความการสนทนาทางไลน์ดังกล่าวมิใช่ข้อความระหว่างจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกัน และมิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องแท้จริงของเอกสารและภาพถ่ายดังกล่าวแต่อย่างใด เช่นนี้แล้วศาลจึงรับฟังข้อความการสนทนาทางไลน์และรูปภาพเป็นพยานหลักฐานได้ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายเป็นภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองขณะไปเที่ยวที่อำเภอเขาค้อ เมื่อวันที่ 3 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2562 ตามลำพังสองคน มีภาพจำเลยที่ 1 ถอดเสื้อและโอบกอดจำเลยที่ 2 อย่างแนบชิด ขณะอยู่ภายในห้องพัก ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็นำสืบรับว่าได้พาจำเลยที่ 2 ไปเที่ยวต่างจังหวัดเพื่อหวังจะได้หลับนอนกับจำเลยที่ 2 จริง จึงเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏข้อความระหว่างจำเลยทั้งสองที่แสดงถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและข้อความที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีการร่วมประเวณีกันหลายครั้ง เช่นข้อความที่จำเลยที่ 1 สอบถามถึงการมีเพศสัมพันธ์กันว่าทำให้จำเลยที่ 2 เจ็บหรือไม่ หรือข้อความที่จำเลยที่ 1 บอกกับจำเลยที่ 2 ว่ามีความสุขมากที่ทำให้จำเลยที่ 2 สำเร็จความใคร่ เป็นต้น ข้อความการสนทนาและภาพถ่ายดังกล่าว เหล่านี้ชี้ชัดให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองในทางชู้สาว การที่จำเลยที่ 1 ถามไถ่ในลักษณะที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยมากเกินกว่าที่ชายหญิงซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศเพียงชั่วครั้งชั่วคราวหรือเป็นเพียงในฐานะลูกค้าที่มาใช้บริการเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวและร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณจริง อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ให้เงินจำเลยที่ 2 ไว้ใช้จ่ายเป็นค่าทำฟัน โดยจำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้จำเลยที่ 2 บอกเลขบัญชีเงินฝากธนาคารแล้วจำเลยที่ 1 จะโอนเงินให้จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 ไปเรียนขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์แล้วให้สอบใบอนุญาตขับรถ โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้เพราะเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากจำเลยที่ 2 ต้องออกไปทำงาน และข้อความที่จำเลยที่ 2 จะย้ายห้องพักใหม่โดยจำเลย 1 จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ จากข้อความที่จำเลยทั้งสองส่งหากันดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เอาใจใส่ดูแลในความเป็นอยู่ของจำเลยที่ 2 โดยเข้ามาจัดแจงแนะนำให้จำเลยที่ 2 ทำในสิ่งที่นอกเหนือกว่าหญิงชายทั่วไปหากมิได้มีความข้องเกี่ยวในลักษณะที่มีความสัมพันธ์เป็นสามีภริยากันจะต้องเข้าไปจัดแจงและสั่งการเช่นนั้น อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังมีการส่งเสียเลี้ยงดูให้เงินแก่จำเลยที่ 2 เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องต่าง ๆ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ส่งเสียให้การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า ไม่ได้ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยทั้งสองรู้จักคบหากันในฐานะจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของร้านคาราโอเกะที่จำเลยที่ 2 ทำงานอยู่เท่านั้น มิได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปต่างจังหวัดด้วยแต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมให้ร่วมหลับนอนนั้น ล้วนเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย และขัดแย้งกับข้อความสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสองและข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามข้อความและภาพถ่าย จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานบุคคลอื่นซึ่งเป็นเพื่อนและน้องสาวของจำเลยที่ 1 ก็นำสืบในด้านความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งพยานเหล่านี้ล้วนมิได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏในข้อความสนทนาทางไลน์แต่อย่างใด จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ ตามมาตรา 1516 (1) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่ากรณีมีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1516 (1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์เพียงใด เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2550 มีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันถึง 2 คน โจทก์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทเคยประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานธนาคารนับว่าเป็นผู้มีสถานะทางสังคมที่ดี โจทก์ย่อมได้รับความอับอายขายหน้าและเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่เมื่อพิจารณาจากสถานภาพทางครอบครัวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ไม่ราบรื่นก่อนหน้านั้น โดยได้ความจากนางสาว ก. พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีปัญหาทะเลาะกัน สาเหตุหนึ่งมาจากเรื่องที่โจทก์ชอบไปเที่ยวดื่มสุราในเวลากลางคืน โดยโจทก์ลงภาพการไปเที่ยวกลางคืนไว้ในเฟซบุ๊กของโจทก์ โดยมีรายละเอียดในข้อความการสนทนาระหว่างพยานกับโจทก์ ซึ่งโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านรับว่า โจทก์มีปัญหาทะเลาะกับจำเลยที่ 1 ในเรื่องที่โจทก์ชอบไปเที่ยวเวลากลางคืน ย่อมชี้ให้เห็นว่า สถานะภาพทางครอบครัวของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ราบรื่นและมีปัญหาการทะเลาะกันมาก่อนที่จะมีเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 มิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 เท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าทดแทนที่ชำระให้โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ... ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้...อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ เมื่อได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่า ก่อนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์เคยประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานธนาคาร หลังจากโจทก์สมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ลาออกจากงานมาช่วยจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจเปิดร้านอมรอะไหล่ยนต์จนทำให้กิจการมีรายได้ดี จำเลยที่ 1 เคยให้เงินโจทก์ใช้ส่วนตัวเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาโจทก์จะนำเงินดังกล่าวไปผ่อนชำระค่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ โดยจำเลยที่ 1 รับรู้และตกลงด้วย เมื่อหย่ากันแล้วทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะขาดรายได้จากค่าเลี้ยงดูที่จำเลยที่ 1 เคยให้แก่โจทก์เป็นประจำ ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 มอบเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ เป็นเงินที่ต้องการจะให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงแต่ใส่ชื่อโจทก์ไว้แทน นั้น ในข้อนี้จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างมา ทั้งโจทก์ยังนำสืบอีกว่า โจทก์นำเงินที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ไปผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน และจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่โจทก์นำเงินดังกล่าวไปผ่อนชำระกับทางบริษัทที่ให้เช่าซื้อ ย่อมเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ เช่นนี้รับฟังได้ว่า ระหว่างสมรสกันจำเลยที่ 1 มอบเงินให้แก่โจทก์ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว มิใช่เป็นเงินที่ให้ถือครองไว้แทนบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เมื่อข้อเท็จจริงข้างต้นรับฟังได้ว่า เหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้ที่เคยได้รับ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งนี้การหย่าโดยคำพิพากษามีผลนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ซึ่งทำธุรกิจและมีรายได้ ประกอบกับโจทก์เองก็มีรายได้จากการค้าขายออนไลน์และได้รับส่วนแบ่งในสินสมรสเป็นเงินมากพอสมควร จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้จำเลยที่ 1 จ่ายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง คนละ 20,000 บาท ต่อเดือนแก่โจทก์นั้นเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 กำหนดว่า ให้บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 กำหนดว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตร ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องเป็นหน้าที่ของทั้งบิดาและมารดา และต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี เมื่อพิจารณาว่าในปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในการเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์ย่อมมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ได้ความว่าเด็กชาย ต. เกิดวันที่ 2 สิงหาคม 2552 ส่วนเด็กชาย ก. เกิดวันที่ 4 สิงหาคม 2553 บุตรผู้เยาว์ทั้งสองศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียน ด. ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน และค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ จำเลยที่ 1 ควรต้องร่วมรับผิดชอบในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของโจทก์ผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีโดยรวมแล้ว อีกทั้งการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องอยู่บนสภาพความเป็นอยู่ในแต่ละช่วงวัยของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในฐานะผู้รับด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองให้อยู่ในแต่ละช่วงวัย จึงเห็นควรกำหนดให้ชัดเจนเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์ ระหว่างบุตรผู้เยาว์อายุ 12 ปี จนถึง 15 ปี คนละ 16,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 15 ปี จนถึงอายุครบ 18 ปี คนละ 18,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 18 ปี จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ คนละ 20,000 บาท ต่อเดือน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ ระหว่างบุตรผู้เยาว์อายุ 12 ปี จนถึง 15 ปี คนละ 16,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 15 ปี จนถึงอายุครบ 18 ปี คนละ 18,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 18 ปี จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ คนละ 20,000 บาท ต่อเดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนนี้ให้เป็นพับ
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Three lessons for a foreigner in a Thai divorce. First, the written plaint and answer define the case. If you want the court to find adultery, habitual sexual intercourse or maintenance of another person as a spouse, each must be pleaded expressly, and if you are the defendant each must be denied specifically; a short statement of issues by the judge พินัยกรรม not cure an omission. Second, evidence taken from a spouse's phone, including chat messages and photographs, was admitted here because the husband could not deny that the exchanges were his. Assume that digital traces will be used, and if such evidence is used against you, challenge its authenticity at trial. Third, money awards are assessed on the whole picture: compensation was cut because the marriage was already troubled, alimony was capped at 15 years and child support was tiered by age.
สำหรับชาวต่างชาติในคดีหย่าของไทย คำพิพากษานี้ให้บทเรียนในทางปฏิบัติสามประการ ประการแรก คำฟ้องและคำให้การเป็นตัวกำหนดขอบเขตของคดี หากต้องการให้ศาลฟังว่ามีการเป็นชู้ ร่วมประเวณีเป็นอาจิณ หรืออุปการะเลี้ยงดูผู้อื่นฉันคู่สมรส ต้องบรรยายแต่ละข้อไว้โดยชัดแจ้ง และหากเป็นจำเลยต้องปฏิเสธแต่ละข้อโดยเฉพาะเจาะจง การที่ศาลกำหนดประเด็นโดยย่อจะไม่ช่วยแก้ไขสิ่งที่ตกหล่น ประการที่สอง พยานหลักฐานจากโทรศัพท์ของคู่สมรส ทั้งข้อความสนทนาและภาพถ่าย รับฟังได้ในคดีนี้เพราะสามีไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้อความนั้นมิใช่ของตน พึงถือว่าร่องรอยทางดิจิทัลจะถูกนำมาใช้ และหากพยานหลักฐานเช่นนี้ถูกใช้กับท่าน ต้องโต้แย้งความถูกต้องแท้จริงในศาลชั้นต้น มิใช่ในภายหลัง ประการที่สาม จำนวนเงินที่ศาลกำหนดพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด ค่าทดแทนถูกลดลงเพราะครอบครัวมีปัญหาอยู่ก่อนแล้ว ค่าเลี้ยงชีพจำกัดไม่เกิน 15 ปี และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกำหนดเป็นช่วงอายุ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สมจริงว่าศาลไทยน่าจะกำหนดอย่างไร
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
Does the court's list of issues limit what can be decided in a Thai divorce case? ประเด็นที่ศาลกำหนดไว้จำกัดสิ่งที่ศาลจะวินิจฉัยในคดีหย่าของไทยหรือไม่
Not if the pleadings are wider. In Decision 3247-3248/2568 the trial court framed the issue briefly as whether the husband maintained or honoured another woman as his wife, but the plaint had also alleged adultery and habitual sexual intercourse and the answer had denied all three. The Supreme Court held that the issues arise from the plaint and the answer, so the Court of Appeal was entitled to find habitual sexual intercourse under section 1516 (1) without deciding outside the issues.
ไม่ หากคำคู่ความกว้างกว่านั้น ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247-3248/2568 ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นโดยย่อว่าสามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือไม่ แต่คำฟ้องได้บรรยายเรื่องการเป็นชู้และการร่วมประเวณีเป็นอาจิณไว้ด้วย และคำให้การปฏิเสธทั้งสามข้อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นข้อพิพาทเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงมีอำนาจฟังว่ามีการร่วมประเวณีเป็นอาจิณตามมาตรา 1516 (1) โดยไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น
Can LINE messages and photos taken from my spouse's phone be used in a Thai court? ข้อความไลน์และภาพถ่ายที่ถ่ายจากโทรศัพท์ของคู่สมรสใช้เป็นพยานในศาลไทยได้หรือไม่
They were admitted in Decision 3247-3248/2568. The wife had opened her husband's phone while he slept and photographed LINE conversations and pictures. The Supreme Court held that because the husband did not deny that the messages were exchanged between him and the second defendant and did not dispute the authenticity of the documents, the court could admit them. Together with his own admissions, they proved that he maintained her as his wife and habitually had sexual intercourse with her.
ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247-3248/2568 ศาลรับฟัง ภริยาแอบเปิดโทรศัพท์ของสามีขณะสามีหลับแล้วถ่ายภาพข้อความสนทนาทางไลน์และรูปภาพไว้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อสามีมิได้ปฏิเสธว่าข้อความดังกล่าวมิใช่ข้อความระหว่างตนกับจำเลยที่ 2 และมิได้โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ศาลจึงรับฟังได้ เมื่อประกอบกับคำรับของสามีเอง พยานหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่าสามีอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยาและร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ
How much alimony and child support did the Supreme Court award after the husband's adultery? ศาลฎีกากำหนดค่าเลี้ยงชีพและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเท่าใดเมื่อสามีมีชู้
In Decision 3247-3248/2568 the Court awarded the wife alimony of 15,000 THB a month under section 1526, running from the date the judgment became final until she remarries, for no more than 15 years, because the divorce was the husband's sole fault and she had lost the 50,000 THB a month he used to give her. Child support was fixed at 16,000 THB per child per month from age 12 to 15, 18,000 THB from 15 to 18 and 20,000 THB from 18 until majority.
ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247-3248/2568 ศาลกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ภริยาเดือนละ 15,000 บาท ตามมาตรา 1526 นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าภริยาจะสมรสใหม่ แต่ไม่เกิน 15 ปี เพราะเหตุหย่าเป็นความผิดของสามีฝ่ายเดียวและภริยาขาดเงินเดือนละ 50,000 บาท ที่สามีเคยให้ ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกำหนดคนละ 16,000 บาท ต่อเดือน ช่วงอายุ 12 ถึง 15 ปี 18,000 บาท ช่วงอายุ 15 ถึง 18 ปี และ 20,000 บาท ตั้งแต่อายุ 18 ปี จนบรรลุนิติภาวะ
Why was compensation reduced from 700,000 THB to 500,000 THB? เหตุใดศาลฎีกาจึงลดค่าทดแทนจาก 700,000 บาท เหลือ 500,000 บาท
In Decision 3247-3248/2568 the Supreme Court accepted that the wife, a former bank employee with a master's degree, suffered shame and loss of reputation, but evidence from the husband's sister, confirmed by the wife in cross-examination, showed that the spouses had quarrelled before the affair about her night-time drinking outings. Because the breakdown was not caused solely by the affair, compensation under section 1523 paragraph one was fixed at 500,000 THB with interest as set by the Court of Appeal.
ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247-3248/2568 ศาลฎีกาเห็นว่าภริยาซึ่งจบปริญญาโทและเคยเป็นพนักงานธนาคารย่อมได้รับความอับอายและเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่พยานซึ่งเป็นน้องสาวของสามี และคำเบิกความตอบถามค้านของภริยาเอง แสดงว่าคู่สมรสมีปัญหาทะเลาะกันเรื่องภริยาชอบไปเที่ยวดื่มสุราในเวลากลางคืนมาก่อนที่จะมีเรื่องชู้ เมื่อปัญหาครอบครัวมิได้เกิดจากเรื่องชู้เพียงอย่างเดียว ศาลจึงกำหนดค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนด
📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต