มาตรา 350: โกงเจ้าหนี้
ตัวบทกฎหมาย
ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หมายเหตุ: [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐]
คำแปลภาษาอังกฤษ
ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำแปลนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบโดยสำนักงาน โปรดอ้างอิงตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก
หมายเหตุของสำนักงาน
มาตรา 350 เป็นความผิดหลักในหมวดโกงเจ้าหนี้ องค์ประกอบคือ เจ้าหนี้ได้ใช้หรือกำลังจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ผู้กระทำย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์ให้ผู้อื่น หรือแกล้งให้ตนเองเป็นหนี้อันไม่เป็นความจริง และกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องมีความสัมพันธ์เป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ที่แท้จริง มาตรานี้จึงคุ้มครองสิทธิเรียกร้องที่บังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่เพียงความคาดหวัง อาจกระทำโดยลูกหนี้เพื่อประโยชน์ตนเอง หรือโดยบุคคลอื่นเพื่อเจ้าหนี้ของผู้อื่น และการแกล้งเป็นหนี้มุ่งเอาผิดหนี้ปลอมที่สร้างขึ้นเพื่อลดทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ที่แท้จริงจะบังคับได้
ความสำคัญในทางปฏิบัติ
ข้อสำคัญที่สุดคือต้องมีหนี้ที่แท้จริงที่เจ้าหนี้บังคับได้ทางศาล หากภายหลังศาลแพ่งวินิจฉัยว่าหนี้ที่อ้างไม่มีอยู่ คดีอาญาย่อมไม่มีมูล เพราะไม่มีเจ้าหนี้ที่จะถูกโกง การโอนทรัพย์หลังมีคำพิพากษา หรือเมื่อรู้ชัดว่ากำลังจะถูกฟ้อง เป็นรูปแบบข้อเท็จจริงที่พบบ่อย และจังหวะเวลาของการโอนเทียบกับการเรียกร้องคือสิ่งที่พิสูจน์เจตนา ความผิดนี้ยอมความได้ตามมาตรา 351 มีโทษจำคุกไม่เกินสองปี และมักฟ้องควบคู่กับคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตีความมาตรานี้
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2568 (2025)
มาตรา 350 ครอบคลุมถึงการโอนทรัพย์สินในระหว่างที่เจ้าหนี้อาจใช้มาตรการบังคับได้ มิใช่เฉพาะเมื่อทรัพย์สินถูกยึดหรืออายัดแล้ว การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์ในระหว่างที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระค่าสินไหมทดแทน เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 และเป็นการทำละเมิดต่อเจ้าหนี้ด้วย
จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าหนี้ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยทำสัญญาขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทในราคา 30,000 บาท และ 2,500 บาท และจดทะเบียนโอนในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ส่วนคำสั่งที่ 59/2562 ให้ยึดรถทั้งสองคันนั้นลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการโอนดังกล่าวกระทำในระหว่างที่โจทก์ร่วมอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยได้ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4675/2565 (2022)
เมื่อศาลในคดีแพ่งวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ที่ฟ้อง โจทก์ร่วมและจำเลยย่อมไม่ได้เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 จึงไม่มีมูลความผิดไปด้วยในตัว
คดีแพ่งวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ที่โจทก์ร่วมฟ้อง เมื่อไม่มีความสัมพันธ์เจ้าหนี้ลูกหนี้ ศาลฎีกายืนว่าคดีโกงเจ้าหนี้ไม่มีมูล และมิใช่การนำคำพิพากษาคดีแพ่งมาวินิจฉัยคดีอาญาโดยไม่ชอบ
คำพิพากษาที่คัดสรรและตรวจสอบเลขคดีจากฐานข้อมูลศาลฎีกา คำแปลภาษาอังกฤษโดยสำนักงานเพื่อการศึกษา
มีคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างถึงมาตรานี้ 172 คดี (พ.ศ. 2503 ถึง 2568)
ตัวอย่างคำพิพากษาที่อ้างถึง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 7430/2568 (2025)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 5328/2568 (2025)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3154/2568 (2025)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 295/2567 (2024)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4675/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 421/2565 (2022)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 6104/2564 (2021)
- คำพิพากษาฎีกาที่ 4135/2563 (2020)
รายการนี้คัดเลือกโดยระบบ โดยให้น้ำหนักกับคำพิพากษาที่ยกมาตรานี้ขึ้นวินิจฉัย มากกว่าคำพิพากษาที่เพียงอ้างถึงตอนพิพากษาลงโทษ ยังไม่ผ่านการตรวจทานโดยสำนักงาน
มักถูกอ้างถึงพร้อมกับ
มาตราที่ปรากฏร่วมกับมาตรานี้บ่อยที่สุดในคำพิพากษาเดียวกัน ตัวเลขคือจำนวนคดี
นับจากฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงาน ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 จำนวน 83,652 คดี (พ.ศ. 2464 ถึง 2569) จำนวนคดีนับครบถ้วน ส่วนช่วงปีที่แสดงได้ตัดปีที่มีคดีน้อยผิดปกติออก เพื่อให้สะท้อนช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงจริง ตัวเลขนี้คำนวณโดยสำนักงานเอง ไม่ใช่สถิติทางการของศาล วิธีการนับและตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ต้องมีคดีในศาลก่อนหรือไม่ มาตรา 350 จึงจะใช้ได้
เจ้าหนี้ต้องได้ใช้หรือกำลังจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ต้องมีหนี้ที่แท้จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่เพียงความคาดหวังว่าจะได้รับชำระ
ถ้าปรากฏว่าหนี้ไม่มีอยู่จริงจะเป็นอย่างไร
หากศาลแพ่งวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ ย่อมไม่มีความสัมพันธ์เจ้าหนี้ลูกหนี้ต่อกัน คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 จึงไม่มีมูล ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การโอนทรัพย์ของตนให้ญาติก่อนถูกฟ้องเป็นความผิดหรือไม่
อาจเป็นความผิดได้ หากมีการใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้ว และการโอนมีเจตนาเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ จังหวะเวลาและวัตถุประสงค์ของการโอนเป็นเรื่องชี้ขาด
คู่มือที่เกี่ยวข้องบน ThaiLawOnline
วิธีอ้างอิงมาตรานี้
-
อ้างอิงแบบทั่วไป
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 -
อ้างอิงแบบวิชาการ
Penal Code (Thailand), s. 350. ThaiLawOnline, https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-350/ (accessed 23 ตุลาคม 2026). -
อ้างอิงแบบไทย
ป.อ. มาตรา 350 -
ลิงก์ถาวร
https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-350/ -
โค้ดสำหรับฝังในเว็บอื่น
<blockquote cite="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-350/"><p>ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หมายเหตุ: [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐]</p><footer>ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 <a href="https://www.thailawonline.com/th/thai-penal-code/section-350/">ไทยลอว์ออนไลน์</a></footer></blockquote>
ตัวบทภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ คำแปลภาษาอังกฤษเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดย ThaiLawOnline เผยแพร่ให้นำไปใช้ต่อได้โดยอ้างที่มา