No Post-Divorce Alimony After a Consent Settlement Because No Spouse Is Found at Fault หย่าโดยสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีการชี้ว่าฝ่ายใดผิด จึงเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ไม่ได้
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Alimony under ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ section 1526 paragraph one requires proof of three cumulative conditions: that the ground of divorce is the fault of the other spouse alone; that the divorce พินัยกรรม make the claimant poorer because of insufficient income from property or from the work done during the marriage; and that the claim is brought in the divorce action itself. Where the spouses end the divorce suit by a consent settlement, the court does not adjudicate the ground of divorce and no spouse is found to be at fault, so the first condition cannot be met and no alimony can be ordered unless the settlement itself provides for it. Separately, the registered holder of land is presumed to be its possessor under section 1373; a partner alleging co-ownership must prove a contribution, and land bought from separately earned income during cohabitation belongs to the buyer alone.
ค่าเลี้ยงชีพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ผู้ขอต้องนำสืบให้ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสอีกฝ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว การหย่านั้นทำให้ผู้ขอยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส และต้องฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพมาในคดีฟ้องหย่า เมื่อคู่สมรสยุติคดีหย่าด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมิได้วินิจฉัยเหตุหย่า และไม่มีกรณีที่จะถือว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด หลักเกณฑ์ข้อแรกจึงขาดไป ศาลไม่อาจกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ เว้นแต่สัญญาประนีประนอมยอมความจะตกลงกันไว้ ส่วนในเรื่องที่ดิน ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามมาตรา 1373 ผู้ที่อ้างว่ามีกรรมสิทธิ์รวมมีภาระการพิสูจน์ว่าได้ร่วมลงทุนร่วมแรงในการได้มา ที่ดินที่ฝ่ายหนึ่งซื้อด้วยรายได้ที่ทำมาหาได้แยกกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาย่อมเป็นของฝ่ายนั้นแต่ผู้เดียว
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
The husband sued the wife for divorce, sole อำนาจปกครอง, alimony of 200,000 THB, and 2,000,000 THB or half of a plot of land in Ubon Ratchathani registered in the wife's name. During the trial the spouses signed a consent settlement agreeing to divorce and giving the husband sole parental power. The trial court gave judgment on the settlement, ordered child maintenance of 3,000 THB a month from April 2559 (2016) and dismissed the other claims. The Court of Appeal Region 3 affirmed, and the Supreme Court dismissed the husband's further appeal. On the land, the wife had always been the sole registered holder and enjoyed the presumption of possession under CCC section 1373; the husband, who bore the burden of proof, could not show when, from whom or with what money he had bought it, while the wife showed she had bought it from her own noodle-selling income. He had no co-ownership. On alimony, the Court read CCC section 1526 paragraph one as imposing three requirements: the ground of divorce must be the fault of the other spouse alone, the divorce must make the claimant poorer for want of income from property or from the work done during the marriage, and the claim must be made in the divorce action. Because the parties had settled by consent, there was no divorce issue to decide and no finding that either spouse was at fault, so the section was not satisfied; as the settlement said nothing about alimony, there was no legal basis for the claim.
สามีฟ้องภริยาขอหย่า ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว ขอถอนอำนาจปกครองของภริยา ขอค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และขอคืนเงินสินสมรส 2,000,000 บาท หรือแบ่งที่ดินในจังหวัดอุบลราชธานีที่มีชื่อภริยาให้กึ่งหนึ่ง ระหว่างพิจารณาทั้งสองฝ่ายทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงหย่าและให้สามีใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้ภริยาจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2559 (ค.ศ. 2016) จนบรรลุนิติภาวะ และยกคำขออื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษายืน ในเรื่องที่ดิน ภริยามีชื่อเป็นผู้ครอบครองแต่ผู้เดียวตั้งแต่เป็น น.ส. 3 ก. จนเป็นโฉนด จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 สามีมีภาระการพิสูจน์แต่ไม่ปรากฏว่าซื้อเมื่อใด จากผู้ใด ราคาเท่าใด และนำเงินจากที่ใดมาชำระ ส่วนภริยาเบิกความโดยละเอียดว่าซื้อด้วยรายได้จากการขายก๋วยเตี๋ยวและนำไปจำนองเพื่อปลูกบ้านโดยสามีไม่คัดค้าน แม้ได้ที่ดินมาระหว่างอยู่กินกัน แต่ต่างทำมาหาได้แยกกัน สามีจึงไม่มีกรรมสิทธิ์รวม ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ผู้ขอต้องนำสืบให้ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ เหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายแต่ฝ่ายเดียว การหย่าทำให้ตนยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือการงานที่เคยทำ และต้องฟ้องเรียกมาในคดีหย่า เมื่อคู่ความตกลงยอมความกัน จึงไม่มีประเด็นฟ้องหย่าให้วินิจฉัย และไม่มีกรณีที่จะถือว่าเหตุหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ และเมื่อมิได้ตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพไว้ ย่อมไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะเรียกได้
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The spouses began living together in 2542 (1999) and registered their marriage on 4 March 2553 (2010). The wife was the sole registered holder of a plot of land in Mueang district, Ubon Ratchathani, first under a Nor Sor 3 Kor certificate and later a title deed; she had mortgaged the land to a bank to finance a house on it. The husband sued for divorce, sole parental power over their minor child, withdrawal of the wife's parental power, alimony of 200,000 THB with interest, and repayment of 2,000,000 THB as his share of สินสมรส or, failing that, division of the land. The wife asked for dismissal. During the trial the parties made a consent settlement: they agreed to divorce and the wife agreed that the husband would exercise sole parental power. The trial court gave judgment on the settlement, ordered the wife to pay 3,000 THB a month in child maintenance from April 2559 (2016) until the child reached majority, and dismissed the remaining claims. The husband appealed with a partial fee waiver; the Court of Appeal Region 3, Juvenile and Family Division, affirmed. He then appealed to the Supreme Court on co-ownership of the land and on alimony.
โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2542 (ค.ศ. 1999) และจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 (ค.ศ. 2010) ภริยามีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในอำเภอเมืองอุบลราชธานีแต่ผู้เดียว เดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 122591 และภริยานำที่ดินไปจำนองธนาคารเพื่อกู้เงินปลูกสร้างบ้าน สามีฟ้องขอหย่า ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียว ขอเพิกถอนอำนาจปกครองของภริยา ขอค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง และขอคืนเงินสินสมรส 2,000,000 บาท หากคืนไม่ได้ให้แบ่งที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง หรือประมูลราคาระหว่างกันหรือขายทอดตลาด ภริยาให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงหย่าขาดจากกัน และภริยายินยอมให้สามีเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้ภริยาชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2559 (ค.ศ. 2016) จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ และยกคำขออื่น สามีอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน สามีฎีกาในปัญหากรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและค่าเลี้ยงชีพ
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Alimony under CCC section 1526 paragraph one requires proof of three cumulative conditions: that the ground of divorce is the fault of the other spouse alone; that the divorce will make the claimant poorer because of insufficient income from property or from the work done during the marriage; and that the claim is brought in the divorce action itself. Where the spouses end the divorce suit by a consent settlement, the court does not adjudicate the ground of divorce and no spouse is found to be at fault, so the first condition cannot be met and no alimony can be ordered unless the settlement itself provides for it. Separately, the registered holder of land is presumed to be its possessor under section 1373; a partner alleging co-ownership must prove a contribution, and land bought from separately earned income during cohabitation belongs to the buyer alone.
ค่าเลี้ยงชีพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ผู้ขอต้องนำสืบให้ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสอีกฝ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว การหย่านั้นทำให้ผู้ขอยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส และต้องฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพมาในคดีฟ้องหย่า เมื่อคู่สมรสยุติคดีหย่าด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมิได้วินิจฉัยเหตุหย่า และไม่มีกรณีที่จะถือว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด หลักเกณฑ์ข้อแรกจึงขาดไป ศาลไม่อาจกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ เว้นแต่สัญญาประนีประนอมยอมความจะตกลงกันไว้ ส่วนในเรื่องที่ดิน ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามมาตรา 1373 ผู้ที่อ้างว่ามีกรรมสิทธิ์รวมมีภาระการพิสูจน์ว่าได้ร่วมลงทุนร่วมแรงในการได้มา ที่ดินที่ฝ่ายหนึ่งซื้อด้วยรายได้ที่ทำมาหาได้แยกกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาย่อมเป็นของฝ่ายนั้นแต่ผู้เดียว
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
On the land, the husband alleged co-ownership and the wife denied it; as she had been the sole registered holder from the Nor Sor 3 Kor certificate through to the title deed, she had the benefit of the presumption of possession in CCC section 1373, and the husband had to prove his case. He merely asserted that he had paid the price, without showing when, from whom, for how much, why the wife alone was named or where the money came from. His new arguments on appeal about his steadier income and his residence in Laos had not been pleaded or proved below and were not entertained. The wife gave a detailed account and had mortgaged the land to build a house without objection from him. Although the land was acquired while the two lived together, each earned separately and the wife bought it from her own noodle income; the husband contributed no money, labour or assistance, so he was not a co-owner. On alimony, the Court set out section 1526 paragraph one: in a divorce case, if the ground of divorce is the fault of one spouse alone and the divorce will make the other spouse poorer because of insufficient income from property or from the work done during the marriage, that spouse may ask the spouse at fault to pay alimony. From this it drew three requirements to be proved by the claimant: fault of the other spouse alone, impoverishment caused by the divorce, and a claim made within the divorce action. The parties had settled by consent. With the divorce agreed, there was no longer any divorce issue for the court to try and no basis on which to hold that the divorce was the fault of either spouse. The first condition therefore failed, section 1526 did not apply, and because the settlement contained no term on alimony there was no legal ground for the claim.
ในปัญหาที่ดิน ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างเรื่องภาระการพิสูจน์ สามีกล่าวอ้างว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์รวม ภริยาปฏิเสธ เมื่อภริยามีชื่อเป็นผู้ครอบครองแต่ผู้เดียวตั้งแต่เป็น น.ส. 3 ก. จนเปลี่ยนเป็นโฉนด ภริยาย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 สามีจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่สามีนำสืบเพียงว่าเป็นผู้ชำระราคา โดยไม่ปรากฏว่าซื้อเมื่อใด จากผู้ใด ราคาเท่าใด เหตุใดจึงใส่ชื่อภริยาแต่ผู้เดียว ขณะนั้นประกอบอาชีพใด มีรายได้เท่าใด และนำเงินจากที่ใดมาชำระ ข้อที่ฎีกาว่าตนมีรายได้มั่นคงกว่าภริยาซึ่งขายก๋วยเตี๋ยวได้เดือนละ 10,000 บาท และใส่ชื่อภริยาเพราะส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่ประเทศลาว เป็นข้อที่ไม่ได้บรรยายฟ้องและไม่ได้นำสืบ จึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนภริยาเบิกความโดยละเอียด และนำที่ดินไปจำนองเพื่อปลูกบ้านโดยสามีไม่เกี่ยวข้องหรือคัดค้าน แม้ที่ดินได้มาระหว่างอยู่กินกัน แต่ทั้งสองต่างทำมาหาได้แยกกัน ภริยาซื้อด้วยรายได้จากการขายก๋วยเตี๋ยว โดยสามีไม่ได้ลงทุนร่วมแรงหรือช่วยเหลือ สามีจึงไม่มีกรรมสิทธิ์รวม ในปัญหาค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกายก ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้" และสรุปหลักเกณฑ์ 3 ประการที่ผู้ขอต้องนำสืบ คือ เหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายแต่ฝ่ายเดียว การหย่าทำให้ยากจนลง และต้องฟ้องเรียกมาในคดีหย่า คดีนี้สามีฟ้องหย่าและขอค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท จากภริยา แต่ต่อมาคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย จึงไม่มีประเด็นฟ้องหย่าให้ศาลวินิจฉัย และไม่มีกรณีที่จะถือว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด หลักเกณฑ์ข้อแรกจึงไม่ครบ ไม่เข้ามาตรา 1526 และเมื่อมิได้ตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพไว้ในสัญญา ย่อมไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะเรียกได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องในผลกับศาลล่างที่ไม่กำหนดค่าเลี้ยงชีพให้
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 875/2561. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2561 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนเงินส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์ 2,000,000 บาท หากคืนไม่ได้ให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 122591 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายที่ดินดังกล่าว โดยประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และจำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2559 จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยเมื่อปี 2542 ต่อมาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 122591 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ที่ดินพิพาทเดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2264 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์จำเลย แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ประกอบกับที่ดินพิพาทยังมีชื่อจำเลยแต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน ซึ่งจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อให้ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่โจทก์กลับนำสืบเพียงว่า โจทก์ว่าเป็นผู้ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ขาย ซึ่งนอกจากจะไม่ปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อใด จากผู้ใด ในราคาเท่าใด และเหตุใดจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าขณะซื้อที่ดินพิพาทโจทก์ประกอบอาชีพใด มีรายได้เดือนละเท่าใดที่จะสามารถนำเงินไปชำระราคาที่ดินพิพาทได้ หรือโจทก์นำเงินจากที่ใดไปชำระราคาที่ดินพิพาท ซึ่งต่างจากจำเลยที่เบิกความถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้โดยละเอียด ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินด้วยตนเองเพราะมีรายได้มั่นคงกว่าจำเลยซึ่งมีรายได้เพียงขายก๋วยเตี๋ยวเดือนละ 10,000 บาท และเหตุที่โจทก์ใส่ชื่อจำเลยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เพราะส่วนใหญ่โจทก์อาศัยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้น เป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้อง ไม่ได้นำสืบ แต่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนั้นจำเลยยังเบิกความถึงข้อเท็จจริงหลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วว่า จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ที่กู้ยืมเงินจากธนาคารนำมาปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท โดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือคัดค้านแต่ประการใด ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แม้ที่ดินพิพาทจะได้มาระหว่างโจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยา แต่โจทก์จำเลยต่างทำมาหาได้แยกกัน จำเลยนำเงินรายได้จากการขายก๋วยเตี๋ยวของจำเลยไปซื้อที่ดินพิพาท โดยโจทก์ไม่ได้ลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้หรือมีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์หามีกรรมสิทธิ์รวมด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้... ดังนั้น การที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่ตนได้นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการว่า เหตุแห่งการหย่าในคดีนี้เป็นความผิดของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว การหย่านั้นทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่และโจทก์จะต้องฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพมาในคดีฟ้องหย่า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นสามีฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและขอให้จำเลยซึ่งเป็นภริยาจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่ตนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันระหว่างพิจารณาโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย จึงไม่มีประเด็นฟ้องหย่าต่อศาลให้วินิจฉัย และไม่มีกรณีที่จะถือได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1526 เมื่อมิได้ตกลงกันไว้ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ ย่อมไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะมาเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Settling a Thai divorce by consent in court has a price that is easy to miss. Once both spouses agree to divorce, the court records the settlement without deciding who was at fault, and alimony under CCC section 1526 becomes impossible unless the settlement itself provides for it. A foreign spouse who wants post-divorce alimony must either take the case to judgment on a fault ground or write the alimony terms into the settlement before signing. The case also shows how hard it is to claim land registered in a Thai partner's name. The registered holder is presumed to possess it, and the claimant must show the date, seller, price and source of funds, and explain why the title was put in the other's name. Points raised for the first time on appeal are ignored, so keep records of every payment towards property in Thailand.
การตกลงหย่าโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลมีผลที่มักมองข้าม เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงหย่า ศาลพิพากษาตามยอมโดยไม่วินิจฉัยว่าฝ่ายใดผิด ค่าเลี้ยงชีพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 จึงเรียกไม่ได้อีก เว้นแต่จะตกลงไว้ในสัญญานั้นเอง คู่สมรสชาวต่างชาติที่ต้องการค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าจึงต้องดำเนินคดีจนศาลพิพากษาด้วยเหตุหย่าที่เป็นความผิดของอีกฝ่าย หรือเขียนข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพไว้ในสัญญาก่อนลงชื่อ เช่นเดียวกับทรัพย์สิน ข้อตกลงที่ไม่กล่าวถึงทรัพย์สินใดย่อมปล่อยให้ทรัพย์สินนั้นต้องพิสูจน์กันตามหลักทั่วไป คดีนี้ยังแสดงว่าการอ้างสิทธิในที่ดินที่มีชื่อคู่ชีวิตชาวไทยทำได้ยาก ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิได้รับข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้ครอบครอง ผู้อ้างต้องแสดงวันที่ซื้อ ผู้ขาย ราคา แหล่งที่มาของเงิน และเหตุที่ใส่ชื่ออีกฝ่าย ข้อที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาจะไม่ได้รับการวินิจฉัย จึงควรเก็บหลักฐานการชำระเงินค่าทรัพย์สินในประเทศไทยทุกรายการ
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
What must I prove to get alimony after a divorce in Thailand? ต้องพิสูจน์อะไรบ้างจึงจะได้ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าในประเทศไทย
Decision 875/2561 lists three cumulative conditions under CCC section 1526 paragraph one: the ground of divorce must be the fault of the other spouse alone; the divorce must make you poorer because you lack sufficient income from property or from the work you did during the marriage; and you must claim the alimony in the divorce case itself. If any of the three is missing, the court cannot order alimony. The husband in that case failed at the first step because the divorce was agreed by consent, so no fault was ever found.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2561 วางหลักเกณฑ์ 3 ประการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง คือ เหตุแห่งการหย่าต้องเป็นความผิดของอีกฝ่ายแต่ฝ่ายเดียว การหย่าต้องทำให้ท่านยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำระหว่างสมรส และต้องฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพมาในคดีหย่านั้นเอง หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง ศาลไม่อาจกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ สามีในคดีนั้นตกไปตั้งแต่ข้อแรกเพราะการหย่าเกิดจากการยอมความ จึงไม่มีการชี้ว่าฝ่ายใดผิด
If we agree to divorce in court by settlement, can I still ask for alimony? หากตกลงหย่ากันในศาลโดยทำยอม ยังขอค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่
Not unless the settlement provides for it. In Decision 875/2561 the spouses signed a consent settlement during the trial agreeing to divorce and to give the husband sole parental power. The Supreme Court held that there was then no divorce issue left for the court to decide and no finding that either spouse was at fault, so CCC section 1526 could not apply. As the settlement said nothing about alimony, the husband's claim for 200,000 THB had no legal basis. Negotiate alimony before signing.
ไม่ได้ เว้นแต่จะตกลงไว้ในสัญญา ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2561 คู่สมรสทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างพิจารณาตกลงหย่าและให้สามีใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่มีประเด็นฟ้องหย่าให้ศาลวินิจฉัย และไม่มีกรณีที่จะถือว่าเหตุหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด ป.พ.พ. มาตรา 1526 จึงใช้บังคับไม่ได้ เมื่อสัญญามิได้กล่าวถึงค่าเลี้ยงชีพ คำขอ 200,000 บาท ของสามีจึงไม่มีเหตุตามกฎหมาย ควรเจรจาเรื่องค่าเลี้ยงชีพให้เสร็จก่อนลงชื่อในสัญญา
Can a husband claim alimony from his wife in Thailand? สามีเรียกค่าเลี้ยงชีพจากภริยาในประเทศไทยได้หรือไม่
Yes, in principle. CCC section 1526 applies to either spouse, and in Decision 875/2561 it was the husband who sued the wife for alimony of 200,000 THB. The claim failed not because he was the husband but because the three conditions were not met: the divorce was settled by consent, so no fault was attributed to the wife. The decision confirms that the test for alimony is the same whichever spouse is asking for it.
โดยหลักได้ ป.พ.พ. มาตรา 1526 ใช้กับคู่สมรสทั้งสองฝ่าย และในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2561 ผู้ที่ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท คือสามี คำขอตกไปมิใช่เพราะผู้ขอเป็นสามี แต่เพราะไม่ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการ กล่าวคือ การหย่าเกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีการชี้ว่าภริยาเป็นฝ่ายผิด คำพิพากษานี้ยืนยันว่าหลักเกณฑ์เรื่องค่าเลี้ยงชีพเป็นอย่างเดียวกันไม่ว่าผู้ขอจะเป็นสามีหรือภริยา
I paid for land registered in my Thai partner's name; is half of it mine? ฉันจ่ายเงินซื้อที่ดินที่ใส่ชื่อคู่ชีวิตชาวไทย ที่ดินเป็นของฉันครึ่งหนึ่งหรือไม่
Only if you can prove it. In Decision 875/2561 the wife had been the sole registered holder from the Nor Sor 3 Kor stage to the title deed, so she was presumed to be the possessor under CCC section 1373 and the husband had to prove his contribution. He could not say when, from whom or at what price the land was bought or where his money came from, and the wife had mortgaged the land to build a house without his involvement. The Supreme Court held that the land, bought from her separate noodle-selling income during cohabitation, was hers alone.
เป็นได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2561 ภริยามีชื่อเป็นผู้ครอบครองแต่ผู้เดียวตั้งแต่เป็น น.ส. 3 ก. จนเป็นโฉนด จึงได้รับข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 สามีต้องพิสูจน์ว่าตนมีส่วนร่วมในการได้มา แต่สามีบอกไม่ได้ว่าซื้อเมื่อใด จากผู้ใด ราคาเท่าใด และนำเงินจากที่ใดมาชำระ ทั้งภริยายังนำที่ดินไปจำนองเพื่อปลูกบ้านโดยสามีไม่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาจึงถือว่าที่ดินที่ภริยาซื้อด้วยรายได้จากการขายก๋วยเตี๋ยวที่ทำมาหาได้แยกกันระหว่างอยู่กินเป็นของภริยาแต่ผู้เดียว
📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต