An Earlier Dismissed Divorce Suit Does Not Bar Using the Same Facts to Prove a New Ground คำพิพากษายกฟ้องหย่าคดีก่อนไม่ตัดสิทธินำข้อเท็จจริงเดิมมาสนับสนุนเหตุหย่าอย่างอื่นตามมาตรา 1529
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
1. A final judgment dismissing a divorce action binds the same spouses as to the grounds then decided, which cannot be sued on again; but under ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ section 1529 paragraph two the underlying facts may be pleaded and proved in a later action to support a different ground. 2. Separation under CCC section 1516 (4/2) is voluntary on both sides where the conflict that pressured one spouse to leave was caused by the other spouse's conduct and that spouse knew it; the separation is then also that spouse's fault. 3. Where the ground is one spouse's fault alone and the divorce พินัยกรรม impoverish the other, alimony may be awarded under CCC section 1526 paragraph one. Book V provides only for compensation; no separate damages for grief may be awarded. 4. A co-owner who gifts the whole of co-owned land breaches CCC section 1361 paragraph one and does not bind the other co-owner's half. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 142; Juvenile and Family Court and Juvenile and Family Case Procedure Act B.E. 2553 section 6.
1. คำพิพากษาถึงที่สุดที่ยกฟ้องคดีหย่าผูกพันคู่สมรสเดียวกันในเหตุหย่าที่วินิจฉัยแล้ว ซึ่งจะนำมาฟ้องอีกไม่ได้ แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 วรรคสอง ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุนั้นยกขึ้นอ้างและนำสืบสนับสนุนในคดีหลังซึ่งฟ้องหย่าด้วยเหตุอย่างอื่นได้ 2. การแยกกันอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ถือว่าสมัครใจทั้งสองฝ่าย เมื่อความขัดแย้งที่กดดันให้ฝ่ายหนึ่งออกจากบ้านมีสาเหตุจากการกระทำของอีกฝ่ายซึ่งทราบดี และการแยกกันอยู่เกิดเพราะความผิดของฝ่ายนั้น 3. เมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียวและการหย่าจะทำให้อีกฝ่ายยากจนลง ศาลกำหนดค่าเลี้ยงชีพได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บรรพ 5 บัญญัติเรื่องค่าทดแทนไว้โดยเฉพาะแล้ว จะเรียกค่าเสียหายเพราะความเสียใจต่างหากไม่ได้ 4. เจ้าของรวมที่ยกที่ดินกรรมสิทธิ์รวมให้ทั้งแปลงฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ไม่ผูกพันส่วนของเจ้าของรวมอีกฝ่าย
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
The wife sued her husband (the first defendant), their son, the son's two minor children and four land purchasers and mortgagees for divorce, revocation of land transfers, division of property and money claims. The spouses had lived together since 2518 (1975), married on 8 April 2531 (1988) and run a rice mill and pig farm. In 2555 (2012) the wife learned that the husband had let a girl, J., daughter of Miss Kh., use his surname and be registered as his child. The wife left on 19 September 2555; an earlier divorce suit against the husband and Miss Kh. was dismissed with final effect. She sued again on 27 November 2560 (2017). The trial court refused the divorce and the Court of Appeal for Specialised Cases affirmed. The Supreme Court granted it. The earlier judgment bound the spouses on the grounds then decided, but under CCC section 1529 paragraph two those facts could be proved to support a different ground. The husband's conduct over J. had caused the conflict that pressured the wife to leave, which he knew, so he was impliedly a voluntary party to the separation; more than three years had passed, satisfying section 1516 (4/2). Compensation was refused, but alimony of 2,000,000 THB was awarded under section 1526 because the divorce would impoverish the wife and the ground was the husband's fault alone; damages for distress were refused. Co-owned land gifted away without her consent was revoked as to her half and สินสมรส divided equally.
โจทก์ (ภริยา) ฟ้องจำเลยที่ 1 (สามี) จำเลยที่ 2 (บุตรชาย) บุตรผู้เยาว์สองคนของจำเลยที่ 2 และผู้ซื้อกับผู้รับจำนองที่ดินอีกสี่ราย ขอหย่า เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดิน แบ่งกรรมสิทธิ์รวมและสินสมรส เรียกค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าเสียหาย โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินกันตั้งแต่ปี 2518 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 และทำกิจการโรงสีกับฟาร์มสุกรร่วมกัน ปี 2555 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมให้เด็กหญิง จ. บุตรของนางสาว ข. ใช้ชื่อสกุลและระบุในทะเบียนราษฎรว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดา ครอบครัวแตกแยกและฟ้องร้องกันหลายคดี โจทก์ออกจากบ้านเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 คดีหย่าคดีก่อนที่ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนางสาว ข. ศาลยกฟ้องและถึงที่สุด โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ศาลชั้นต้นเพิกถอนการให้ที่ดินห้าแปลงเฉพาะส่วนของโจทก์แต่ไม่ให้หย่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้หย่า คำพิพากษาคดีก่อนผูกพันคู่สมรสในเหตุหย่าที่วินิจฉัยแล้ว แต่โจทก์ยกข้อเท็จจริงนั้นขึ้นอ้างและนำสืบสนับสนุนเหตุหย่าอย่างอื่นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เรื่องเด็กหญิง จ. เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่กดดันให้โจทก์แยกกันอยู่ ซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบดี จึงฟังได้โดยปริยายว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่ด้วย เมื่อเกินสามปีจึงมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ส่วนเหตุตามมาตรา 1516 (6) ฟังไม่ได้ ศาลไม่ให้ค่าทดแทน แต่กำหนดค่าเลี้ยงชีพ 2,000,000 บาท ตามมาตรา 1526 เพราะการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลงและเหตุหย่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ไม่ให้ค่าเสียหายจากความเสียใจอับอาย ที่ดินกรรมสิทธิ์รวมที่ยกให้ผู้อื่นโดยโจทก์ไม่ยินยอมถูกเพิกถอนเฉพาะส่วนของโจทก์ และสินสมรสแบ่งคนละครึ่ง
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The wife and the first defendant lived together from 2518 (1975), registered their marriage on 8 April 2531 (1988) and had two children, Mr S. and the second defendant. The first defendant ran a rice mill and pig farm in Nakhon Pathom and held many plots in his sole name. In February 2555 (2012) the wife learned that he had allowed J., daughter of Miss Kh., to use his surname and had been recorded as her father in the civil registration. He denied paternity but called it his private business and did nothing to correct it. The family split into two camps. On 19 September 2555 the wife left the home; the next day she sued the husband and Miss Kh. for divorce and related relief. That suit was dismissed and the Court of Appeal Region 7 affirmed. Criminal cases followed between family members. In March 2557 (2014) the husband gifted two plots to the second defendant, who passed them to his own children, without the wife's consent. The wife filed the present actions on 27 November 2560 (2017). The trial court revoked gifts of five plots as to her half but dismissed the divorce and most other claims. The Court of Appeal for Specialised Cases affirmed. The wife appealed with leave.
โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินกันตั้งแต่ปี 2518 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 มีบุตรสองคนคือนาย ส. และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ก่อตั้งโรงสีและต่อมาฟาร์มสุกรที่จังหวัดนครปฐมด้วยเงินลงหุ้นของญาติทั้งสองฝ่าย และได้ที่ดินหลายแปลงมาในชื่อตนเองทั้งก่อนและหลังสมรส ครอบครัวอยู่และทำกิจการร่วมกัน เดือนกุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมให้เด็กหญิง จ. บุตรของนางสาว ข. ใช้ชื่อสกุล และมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นบิดาในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่ใช่บุตรและไม่ได้มีชู้ แต่อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่แก้ไข ครอบครัวแตกเป็นสองฝ่าย ปี 2555 โจทก์ฟ้องคดีทรัพย์สินสองคดีซึ่งจบด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความ และวันที่ 19 กันยายน 2555 โจทก์ออกจากบ้าน วันรุ่งขึ้นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนางสาว ข. ขอหย่า แบ่งทรัพย์สิน ค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทน ศาลชั้นต้นยกฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ต่อมามีคดีอาญาระหว่างคนในครอบครัวหลายคดี รวมทั้งจำเลยที่ 1 ใช้น้ำร้อนสาดโจทก์ในปี 2556 เดือนมีนาคม 2557 จำเลยที่ 1 ยกที่ดินสองแปลงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งยกต่อให้บุตรของตน โดยโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ศาลชั้นต้นเพิกถอนการให้ที่ดินห้าแปลงเฉพาะส่วนของโจทก์แต่ยกคำขอหย่าและคำขออื่นส่วนใหญ่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาต
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
1. A final judgment dismissing a divorce action binds the same spouses as to the grounds then decided, which cannot be sued on again; but under CCC section 1529 paragraph two the underlying facts may be pleaded and proved in a later action to support a different ground. 2. Separation under CCC section 1516 (4/2) is voluntary on both sides where the conflict that pressured one spouse to leave was caused by the other spouse's conduct and that spouse knew it; the separation is then also that spouse's fault. 3. Where the ground is one spouse's fault alone and the divorce will impoverish the other, alimony may be awarded under CCC section 1526 paragraph one. Book V provides only for compensation; no separate damages for grief may be awarded. 4. A co-owner who gifts the whole of co-owned land breaches CCC section 1361 paragraph one and does not bind the other co-owner's half. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 142; Juvenile and Family Court and Juvenile and Family Case Procedure Act B.E. 2553 section 6.
1. คำพิพากษาถึงที่สุดที่ยกฟ้องคดีหย่าผูกพันคู่สมรสเดียวกันในเหตุหย่าที่วินิจฉัยแล้ว ซึ่งจะนำมาฟ้องอีกไม่ได้ แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 วรรคสอง ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุนั้นยกขึ้นอ้างและนำสืบสนับสนุนในคดีหลังซึ่งฟ้องหย่าด้วยเหตุอย่างอื่นได้ 2. การแยกกันอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ถือว่าสมัครใจทั้งสองฝ่าย เมื่อความขัดแย้งที่กดดันให้ฝ่ายหนึ่งออกจากบ้านมีสาเหตุจากการกระทำของอีกฝ่ายซึ่งทราบดี และการแยกกันอยู่เกิดเพราะความผิดของฝ่ายนั้น 3. เมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียวและการหย่าจะทำให้อีกฝ่ายยากจนลง ศาลกำหนดค่าเลี้ยงชีพได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บรรพ 5 บัญญัติเรื่องค่าทดแทนไว้โดยเฉพาะแล้ว จะเรียกค่าเสียหายเพราะความเสียใจต่างหากไม่ได้ 4. เจ้าของรวมที่ยกที่ดินกรรมสิทธิ์รวมให้ทั้งแปลงฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ไม่ผูกพันส่วนของเจ้าของรวมอีกฝ่าย
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
The Court first held that the earlier dismissed suit bound the spouses only on what it decided, namely that the husband had not kept Miss Kh. as a wife or committed adultery, misconduct, insult or serious torture. The present action pleaded other grounds under CCC section 1516 (6) and (4/2), and under section 1529 paragraph two the wife could prove the earlier facts to support them. On section 1516 (4/2), allowing J. to use his surname and be registered as his daughter, while saying he did not know who her father was, was not what a man who was not the father would do, and he could not call it private: it affected the whole family, and he could have corrected it but stayed silent. That conduct produced quarrels, factions and a chain of civil and criminal cases. The Court asked how only the wife could be said to want to live apart when the conflict that pressured her to leave was caused by his own acts, which he knew well. He too impliedly separated voluntarily, through his own fault. From 19 September 2555 (2012) to the filing on 27 November 2560 (2017) was more than three years. The section 1516 (6) ground failed for want of proof of hardship. Compensation was refused because the husband had concealed the registration, so he had not caused the ground with the purpose of making the wife unable to bear living with him. Alimony was granted under section 1526 paragraph one: the divorce would impoverish the wife and the ground was the husband's fault alone; the Court fixed 2,000,000 THB with interest from the date the divorce took effect under section 1531 paragraph two. Damages for grief were refused because Book V provides specifically for compensation.
ศาลฎีกาวินิจฉัยก่อนว่าคำพิพากษาคดีก่อนผูกพันคู่สมรสเฉพาะในข้อที่วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยกย่องนางสาว ข. เป็นภริยาหรือเป็นชู้ มิได้ประพฤติชั่ว ด่าว่า หรือทรมานโจทก์อย่างร้ายแรง เหตุเหล่านั้นจะนำมาฟ้องอีกไม่ได้ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) และ (4/2) จึงยกข้อเท็จจริงในคดีก่อนขึ้นอ้างและนำสืบสนับสนุนได้ตามมาตรา 1529 วรรคสอง ไม่ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะมีอยู่แล้วในเวลาฟ้องคดีก่อนก็ตาม ในเรื่องมาตรา 1516 (4/2) การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้เด็กหญิง จ. ใช้ชื่อสกุลและใส่ชื่อตนเป็นบิดาในเอกสารราชการ ขณะเดียวกันเบิกความว่าไม่รู้ว่าใครเป็นบิดาของเด็ก เป็นการผิดวิสัยของบุคคลที่มิได้เป็นบิดา และจะอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้ เพราะกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัว ทั้งอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขได้แต่กลับนิ่งเฉย จนเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง แตกแยกเป็นฝักฝ่าย และฟ้องร้องกันทั้งคดีแพ่งและอาญา ตั้งแต่โจทก์ออกจากบ้าน จำเลยที่ 1 ไม่ส่งเสียเลี้ยงดูและไม่เคยสอบถามความเป็นอยู่ จะว่าโจทก์ฝ่ายเดียวสมัครใจแยกกันอยู่ไม่ได้ ในเมื่อความขัดแย้งมีสาเหตุจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งทราบดี จึงฟังได้โดยปริยายว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่ด้วย และการแยกกันอยู่เกิดเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2555 ถึงวันฟ้อง 27 พฤศจิกายน 2560 เกินสามปี จึงมีเหตุหย่า ส่วนเหตุตามมาตรา 1516 (6) ฟังไม่ได้เพราะไม่ปรากฏว่าโจทก์เดือดร้อน ศาลไม่ให้ค่าทดแทนเพราะจำเลยที่ 1 ปกปิดการจดทะเบียน ยังฟังไม่ถนัดว่าก่อเหตุหย่าโดยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ไม่อาจทนอยู่ได้ แต่ให้ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง เพราะระหว่างสมรสโจทก์ใช้สอยรายได้จากโรงสีและได้รับเงินรายเดือน เมื่อหย่าแล้วต้องอาศัยเพื่อน การหย่าจึงทำให้โจทก์ยากจนลงและเหตุหย่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ศาลกำหนด 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่ามีผลตามมาตรา 1531 วรรคสอง ส่วนค่าเสียหายจากความเสียใจไม่ให้ เพราะบรรพ 5 บัญญัติเรื่องค่าทดแทนไว้โดยเฉพาะแล้ว
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1519-1520/2566. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519-1520/2566 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามควร โจทก์ต้องเดือดร้อนทุกข์เข็ญกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจตลอดจนอนามัยของโจทก์ ทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และชื่อเสียงทางสังคม เป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงนั้น ได้ความว่าก่อนออกไปจากบ้านโจทก์ค้าขายของใช้เบ็ดเตล็ดแก่พวกคนงานทั้งยังมีเงินติดตัวไปบางส่วน และยังได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนให้ที่พักอาศัยซึ่งใช้เป็นที่ค้าขาย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อนทุกข์เข็ญอย่างไร เช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ คดีไม่มีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6)
เมื่อคดีนี้มีเหตุแห่งการหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) และเหตุแห่งการหย่านั้นเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ยินยอมให้ จ. บุตรของ ข. ใช้ชื่อสกุลของจำเลยที่ 1 และแจ้งในแบบรับรองการจดทะเบียนราษฎรว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดา การที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยปกปิดมิให้โจทก์รู้เห็น และโจทก์เพิ่งทราบในภายหลังโดยสังเกตจากพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาให้โจทก์รับรู้การกระทำของจำเลยที่ 1ดังกล่าวมาตั้งแต่แรก การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังฟังไม่ถนัดว่าเหตุแห่งการหย่านั้นจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นโดยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ไม่อาจทนอยู่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 แต่เมื่อได้ความว่าระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากันที่โรงสีนอกจากโจทก์สามารถใช้สอยเงินรายได้จากกิจการโรงสีแล้วโจทก์ยังมีรายได้จากการประกอบการค้าขายของเบ็ดเตล็ดให้แก่คนงานภายในโรงสีและฟาร์มสุกร และจำเลยที่ 1 ยังให้เงินค่าใช้จ่ายแก่โจทก์เป็นรายเดือนอีกด้วย การที่โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนให้ที่อยู่อาศัยทำการค้าขายของเล็กน้อย เชื่อว่าการหย่านั้นจะทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากการงานที่เคยทำในระหว่างสมรส โจทก์จึงชอบที่จะขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ในเมื่อเหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ก่อนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 7 สำนวนหลัง เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 7 ในเรื่องเดียวกันตามสำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ก่อนแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 7 ในสำนวนหลัง และให้นำสำนวนแรกพิจารณาพิพากษารวมเข้ากับสำนวนหลัง โดยให้เรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 สำนวนแรกว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 5 และที่ 7
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26052 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ร่วมกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวกึ่งหนึ่งด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือไม่สามารถเพิกถอนการโอนได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันใช้ราคาที่ดินกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ตามราคาท้องตลาดในขณะที่มีการบังคับหรือปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล หากจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 7 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3940 จังหวัดอุดรธานี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 8 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เพิกถอนการจดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และเพิกถอนการจดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 หากไม่สามารถดำเนินการได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามราคาท้องตลาดในขณะที่มีการบังคับหรือปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมและสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งดังนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 และ 22912 จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 25047, 25091, 25092, 23354, 25093, 25129 และ 26052 จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 23901 และ 23896 จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 48748 และ 73829 จังหวัดนครปฐม ที่ดินโฉนดเลขที่ 572 จังหวัดนครปฐม และที่ดินโฉนดเลขที่ 3940 จังหวัดอุดรธานี หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวทั้งหมดออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าสิ่งปลูกสร้าง ได้แก่ โรงสี โกดัง ฟาร์มสุกร บ้านพักอาศัย ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมและสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 49,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้นำสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนและแบ่งเงินในบัญชีธนาคารและบัญชีกองทุนรวม 21 บัญชี ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่ารถโฟล์คลิฟต์ รถตัก และรถยนต์ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงินประมาณ 2,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าแห่งกู๊ดวิลล์ (good will) ของกิจการโรงสี ท. และฟาร์มสุกรให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่านาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์และสร้อยคอทองคำ 2 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทองคำน้ำหนักรวม 14 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 168,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่นำออกให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นเงิน 20,455,122.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเลี้ยงชีพ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์เสียใจ อับอาย ได้รับความทุกข์ทรมานร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัสเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 8 ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 เฉพาะส่วนของโจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แบ่งที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง ดังกล่าวให้แก่โจทก์แปลงละกึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงกันก่อนว่าจะแบ่งที่ดินพิพาทกันอย่างไร หากตกลงกันไม่ได้ให้ขายที่ดินพิพาทแล้วนำเงินมาแบ่งกัน โดยให้ประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก่อน หากดำเนินการไม่สำเร็จให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 แล้วนำเงินมาแบ่งกัน คำขออื่นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ให้เป็นพับ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีคนละ 5,000 บาท
โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ 16,699 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2518 และได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย ส. กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรผู้เยาว์ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 กับนาง ร. ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งที่ดินมีโฉนดโดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ผู้เดียว ได้แก่ โฉนดเลขที่ 22872 เดิมจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกับนาย น. น้องชายโจทก์ ภายหลังนาย น. ขายกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2530 โฉนดเลขที่ 25047 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527 โฉนดเลขที่ 25091 และ 25092 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2529 โฉนดเลขที่ 23354 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2529 โฉนดเลขที่ 25093 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2529 และโฉนดเลขที่ 22912 เดิมจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกับนาย อ. น้องจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2530 แล้วแบ่งกรรมสิทธิ์รวม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2531 และในระหว่างสมรสกับโจทก์ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งที่ดินมีโฉนดโดยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ผู้เดียว ได้แก่ โฉนดเลขที่ 23901 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2532 โฉนดเลขที่ 23355 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2531 โฉนดเลขที่ 23330 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2531 โฉนดเลขที่ 23896 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2532 โฉนดเลขที่ 25129 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2532 โฉนดเลขที่ 23349 เมื่อวันที่ 11 กันยายน โฉนดเลขที่ 48748 และ 73829 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2538 และโฉนดเลขที่ 572 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 นอกจากนี้มีทรัพย์สินที่เป็นสิ่งปลูกสร้างโรงสี ท. รวมทั้งเครื่องจักรโรงสีและทรัพย์สินอื่นที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการประกอบกิจการโรงสีในระหว่างสมรสกับโจทก์ เช่น บ้านพักอาศัยของครอบครัวโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 ฟาร์มสุกรบนที่ดินโฉนดเลขที่ 25091, 25092, 25093 และ 23355 เงินในบัญชีธนาคารประเภทเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ และบัญชีเดินสะพัด บัญชีกองทุน รถโฟล์คลิฟต์ยี่ห้อโตโยต้า รถตักล้อยางยี่ห้อแคท 2 คัน รถยนต์ยี่ห้อซันยอง หมายเลขทะเบียน กง XXXX นครปฐม และรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ท-XXXX นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ 1 เรือน สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำน้ำหนักรวม 14 บาท สิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ยืมจากบุคคลภายนอก และวันที่ 11 เมษายน 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 22872, 22912, 23355, 23330 และ 23349 ต่อศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 23355, 23330 และ 23349 และใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในบัญชีเงินฝาก 5 บัญชี โดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใด ๆ ต่อกันและกันอีกต่อไป ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 96/2555 ของศาลชั้นต้น วันที่ 10 สิงหาคม 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 7 แปลง และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมต่อศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงยอมให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 687, 7935, 8357, 15740, 15741, 15742 และ 16729 รวม 7 แปลง ร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองในคดีนี้อีกต่อไป ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 183/2555 ของศาลชั้นต้น และวันที่ 19 กันยายน 2555 โจทก์ออกจากบ้านที่อยู่อาศัยร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ไปอยู่ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ในวันรุ่งขึ้นวันที่ 20 กันยายน 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนางสาว ข. เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมและสินสมรสกับเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนจากหญิงชู้ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ วันที่ 17 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 และ 22872 แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ วันที่ 19 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้โดยเสน่หาที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 แก่จำเลยที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 แก่จำเลยที่ 4 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 ที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามคำขอท้ายฟ้อง ข้อ 4 คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26052 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 และการจำนองระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 และเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3940 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 และการจำนองระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 8 ได้หรือไม่ ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 และข้อ 3 คดีก็ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แล้วเช่นกัน
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อแรกที่ว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) (6) หรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ก่อนว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 คดีนี้ต้องผูกพันตามคำวินิจฉัยและผลแห่งคำพิพากษาคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 105/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 2396/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้วหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยบรรยายฟ้องอ้างการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ แม้คำพิพากษาถึงที่สุดของศาลคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยที่ 1 คดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อนที่ฟังว่า จำเลยที่ 1 มิได้อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวเป็นภริยา หรือเป็นชู้กับจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ทั้งมิได้ประพฤติชั่วทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนจนไม่อาจอยู่กินฉันสามีภริยาต่อไปได้ มิได้ด่าว่าโดยเจตนาหมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ไม่เป็นการกระทำทรมานร่างกายหรือจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยอุทธรณ์ประเด็นอื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยก็ตาม แต่ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยถือเอาพฤติการณ์ในคดีก่อนเป็นเหตุหย่าในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โดยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควร เมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ จนถึงขนาดที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้อย่างปกติสุข ทั้งโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 จนถึงบัดนี้ล่วงเลยกว่า 3 ปีแล้ว เหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าในคดีก่อนแม้เหตุนั้นจะฟ้องหย่าในคดีนี้ไม่ได้แล้ว แต่โจทก์ก็ยกขึ้นอ้างและนำสืบสนับสนุนในคดีนี้ซึ่งโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ในเหตุอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคสอง ได้ คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำนองว่า โจทก์จะนำเหตุฟ้องหย่าที่ถึงที่สุดโดยพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ในคดีก่อนมาอ้างเป็นเหตุหย่าในคดีนี้จึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ว่า มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) (6) หรือไม่ ข้อนี้ได้ความว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2518 และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 นับถึงวันที่แยกกันอยู่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 เป็นเวลานานถึงประมาณ 37 ปี จนบุตรทั้งสองของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คือ นาย ส. กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 สมรสแล้วกับนาง ร. มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทุกคนพักอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ จำเลยที่ 1 นาย ส. พยานโจทก์ และจำเลยที่ 2 ว่า ทุกคนอยู่ด้วยกันโดยปกติสุข และช่วยเหลือกิจการโรงสี ท.และฟาร์มสุกรที่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ทำกันมาก่อน ต่อมาโจทก์และนาย ส. สังเกตพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ว่าสงสัยจำเลยที่ 1 น่าจะมีชู้ จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมให้เด็กหญิง จ. บุตรนางสาว ข. พนักงานธนาคารซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าใช้ชื่อสกุล และระบุในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของเด็กหญิง จ.ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดา แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าเด็กหญิง จ. ไม่ใช่บุตร และจำเลยที่ 1 ไม่ได้คบชู้กับหญิงอื่น และเบิกความตอบคำถามค้านว่า โจทก์บอกจำเลยที่ 1 ให้ไปถอนชื่อออกจากการเป็นบิดาเด็กหญิง จ. จำเลยที่ 1 กลับบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จริงอยู่แม้คดีที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 1 มิได้อุปการะเลี้ยงดูนางสาว ข. จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวหรือเป็นชู้กันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ยินยอมให้เด็กหญิง จ. ใช้ชื่อสกุลและใส่ชื่อในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรอันเป็นเอกสารราชการว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านว่า ไม่รู้ว่านางสาว ข. มีบุตรกับใคร และใครเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. เป็นการผิดวิสัยที่บุคคลทั่วไปซึ่งมิได้เป็นบิดาเขาพึงจะกระทำกัน และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เพราะการกระทำนั้นมีผลกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างสามีภริยาตลอดจนบิดามารดาและบุตร ทั้งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ชอบที่จะจัดการแก้ไขไปตามที่จำเลยที่ 1 บอกว่าเด็กหญิง จ. ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 1 อันอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ จำเลยที่ 1 กลับนิ่งเฉย มิได้แก้ไขอย่างใดทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ร้าวฉานบานปลายไปถึงบุตรทั้งสองจนเกิดความแตกแยกแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายขึ้นในครอบครัว โดยโจทก์และนาย ส. ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งปรากฏชัดเจนจากการเป็นคดีความที่แต่ละฝ่ายต่างฟ้องร้องกันไปมาหลายคดีทั้งคดีแพ่งคดีอาญา ได้แก่ คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอใส่ชื่อเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรส ซึ่งศาลพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 96/2555 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2555 คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรม การให้ที่ดินสินสมรส ซึ่งศาลพิพากษาตามยอมตามคดีหมายเลขแดงที่ 183/2555 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนางสาว ข. เรื่อง ฟ้องหย่า สินสมรส ค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าทดแทน ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนต้องตามกันให้ยกฟ้อง และคดีอาญาซึ่งจำเลยแต่ละคดีให้การรับสารภาพ ได้แก่ คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนาย ส. ข้อหาความผิดต่อร่างกาย พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยจำเลยใช้อาวุธปืนหันปากกระบอกปืนไปทางนาง ร. ภริยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว เหตุเกิดวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ข้อหาความผิดต่อร่างกาย โดยจำเลยที่ 2 ใช้มือหยิบข้าวยัดใส่ปากโจทก์และใช้ไม้ตียุงตีถูกที่ร่างกายจนโจทก์หลบและเสียหลักล้มลง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เหตุเกิดวันที่ 19 สิงหาคม 2555 คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ข้อหาความผิดต่อร่างกาย ทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยที่ 2 กระโดดถีบและชกต่อยที่บริเวณศีรษะและใบหน้าของนาย ส. ผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและใช้ถังน้ำมันเปล่าขนาด 200 ลิตร ทุ่มทำลายรถกระบะของผู้เสียหาย เหตุเกิดวันที่ 21 กันยายน 2555 คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ข้อหาความผิดต่อร่างกาย ลหุโทษ โดยจำเลยที่ 1 ใช้น้ำร้อนสาดโจทก์และชกต่อยนาย ส. ผู้เสียหายทั้งสอง เหตุเกิดวันที่ 23 สิงหาคม 2556 ทั้งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวก ข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสารต่อศาลจังหวัดอุดรธานี โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันปลอมหนังสือยินยอมของโจทก์ขึ้นทั้งฉบับ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการทำสัญญาซื้อขายที่ดินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ความผิดเหล่านี้เกิดก่อนและหลังต่อเนื่องกันตลอดมาแม้กระทั่งภายหลังโจทก์แยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ในวันที่ 19 กันยายน 2555 แล้ว บ่งชี้ถึงความขัดแย้งและบาดหมางของบุคคลในครอบครัวเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ยอมรับเด็กหญิง จ. เป็นบุตรและให้ใช้ชื่อสกุล ทั้งนิ่งเฉยไม่แก้ไขปัญหาที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นฝ่ายเดียวแล้วจนกลายเป็นความขัดแย้งกันในครอบครัว ข้อเท็จจริงดังกล่าวเหล่านี้ ย่อมจะนำมารับฟังประกอบเหตุฟ้องหย่าในคดีนี้ได้ ไม่ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะมีอยู่ด้วยในเวลาที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนก็ตาม ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่โจทก์ออกจากบ้านไปเองโดยมิได้เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับไล่ โจทก์ไม่ได้เดือดร้อนหรือทุกข์เข็ญ เพราะมีที่ทำมาหากินค้าขายและมีเงินติดตัวไปนั้น เห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่มากและทวีความรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ใช้น้ำร้อนสาดโจทก์ และจำเลยที่ 2 หยิบข้าวยัดใส่ปากโจทก์ซึ่งเป็นมารดา โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาจะได้ว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด และกลับตอบคำถามค้านว่า โจทก์ออกจากบ้านไปอยู่ที่ไหนหรือจะอยู่กับนาย ส. หรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ทราบ ตั้งแต่โจทก์ออกจากบ้านไปจำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูโจทก์และไม่เคยสอบถามความเป็นอยู่แม้พบกันที่ศาลก็ไม่ได้ถาม แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่เหลือความห่วงใยหรืออาทรต่อโจทก์ที่สามีควรพึงมีต่อภริยา เช่นเดียวกับโจทก์ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่เหลือเยื่อใยต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีแล้ว พฤติการณ์เช่นนี้จะว่าโจทก์ฝ่ายเดียวสมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียวได้อย่างไร ในเมื่อความขัดแย้งนั้นมีสาเหตุจากการกระทำของจำเลยที่ 1 จนถึงขนาดกดดันทำให้โจทก์แยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ทราบเป็นอย่างดี พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมฟังได้โดยปริยายว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์เช่นกัน ทั้งการแยกกันอยู่นั้นเกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขนับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2555 เป็นต้นมา เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เกินกว่าสามปี คดีมีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกาอ้างเหตุฟ้องหย่าด้วยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามควร โจทก์ต้องเดือดร้อนทุกข์เข็ญกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจตลอดจนอนามัยของโจทก์ ทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และชื่อเสียงทางสังคม เป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงนั้น ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ว่า นอกจากจะได้ความจากนาย ส. พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า โจทก์สามารถหยิบเงินจากกิจการโรงสีและฟาร์มสุกรไปใช้ได้ เพียงต้องบอกให้จำเลยที่ 1 ทราบ ก่อนออกไปจากบ้านโจทก์ค้าขายของใช้เบ็ดเตล็ดแก่พวกคนงานทั้งยังมีเงินติดตัวไปบางส่วน และยังได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนให้ที่พักอาศัยซึ่งใช้เป็นที่ค้าขายของชำ ข้าวสาร และอาหารสัตว์ เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อนทุกข์เข็ญอย่างไร เช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ คดีไม่มีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (6) ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อต่อมาที่ว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 และ 22872 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ตรงกันว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับโจทก์แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยากันในปี 2518 จำเลยที่ 1 ได้ขายหุ้นในกิจการโรงสี ท. ให้แก่พี่น้องแล้วพาโจทก์ไปประกอบกิจการซื้อขายข้าวและไม้ที่จังหวัดอุดรธานี ต่อมาเลิกกิจการก็พากันกลับมาเข้าหุ้นทำการค้าขายไม้แปรรูปและเลี้ยงสุกรกับนาย จ. บิดาโจทก์ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในปี 2523 จำเลยที่ 1 นาย จ. นาย บ. น้องชายจำเลยที่ 1 นาย ซ. พี่เขยโจทก์ นาย ง. น้องเขยโจทก์ นาย ท. หลานจำเลยที่ 1 กับโจทก์เข้าหุ้นกันคนละ 5,100,000 บาท 5,100,000 บาท 750,000 บาท 500,000 บาท 500,000 บาท 250,000 บาท และ 125,000 บาท ตามลำดับ ให้จำเลยที่ 1 ทำกิจการโรงสีที่อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2523 จำเลยที่ 1 และนาย จ. ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 โดยนาย จ. ใช้ชื่อนาย น. น้องโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนนาย จ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 แล้วทำการก่อสร้างโรงสี ท. กับซื้อเครื่องสีข้าวและทำการสีข้าวตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา จากนั้นจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 25047, 25091, 25092, 23354, 25093 และ 22912 ในปี 2530 หุ้นส่วนทุกคนรวมทั้งโจทก์ขายหุ้นในกิจการโรงสี ท. ทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยฟาร์มสุกรและบ้านที่อยู่อาศัยที่อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยที่ 1 และนาย จ. ให้นาย น. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนตามโฉนดเลขที่ 22872 ให้แก่จำเลยที่ 1 แสดงว่าหลังจากจำเลยที่ 1 กับโจทก์มาอยู่ที่บ้านทะเลบก จำเลยที่ 1 ได้รับความช่วยเหลือจากนาย จ. บิดาโจทก์ในการทำมาหากินโดยให้เข้าหุ้นทำการค้าขายไม้แปรรูปและเลี้ยงสุกรของครอบครัวนาย จ. ไปพลางก่อน จนกระทั่งจำเลยที่ 1 จะทำโรงสีเช่นเดียวกับพี่น้องจำเลยที่ 1 ที่ทำโรงสี ท. อยู่แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากญาติของทั้งฝ่ายจำเลยที่ 1 และฝ่ายโจทก์ลงหุ้นสร้างโรงสี ท. โดยเฉพาะนาย จ. ลงหุ้นเป็นเงินถึง 5,100,000 บาท เท่ากับส่วนลงหุ้นของจำเลยที่ 1 ทั้งผู้ลงหุ้นส่วนมากเป็นญาติสนิทของโจทก์ นาย จ. ยังให้นาย น. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของนาย จ. ที่นาย น. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย เชื่อว่าหากนาย จ. ไม่เห็นแก่จำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นบุตรสาวของตน ก็ไม่มีเหตุผลที่นาย จ. ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มากเช่นนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ลงหุ้นแต่ละคนที่ได้ขายหุ้นให้แก่จำเลยที่ 1 ได้รับผลตอบแทนอย่างใดจากจำเลยที่ 1 ขณะที่กิจการโรงสี ท. ดำเนินกิจการประสบผลสำเร็จ จำเลยที่ 1 สามารถซื้อที่ดินหลายแปลงและขยายกิจการทำฟาร์มสุกร ตามรูปคดีเชื่อว่าบรรดาญาติทั้งสองฝ่ายที่ต่างให้การสนับสนุนกิจการของจำเลยที่ 1 เพราะเห็นแก่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ให้มีกิจการที่ทำกินเลี้ยงครอบครัวร่วมกันเพื่อประโยชน์แก่ลูกหลาน โดยในปีรุ่งขึ้น 2531 จำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงได้จดทะเบียนสมรสกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ที่ดินที่ได้มาในระหว่างนั้นมีชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์คนเดียว แต่โจทก์นำสืบว่า ตามปกติธรรมเนียมในครอบครัวของคนจีน ก็ให้หัวหน้าครอบครัวมีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ก่อนจดทะเบียนสมรสกัน ต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาให้เป็นของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ร่วมกัน แม้ในช่วงแรกโจทก์ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันกับจำเลยที่ 1 หรือช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในคำแก้ฎีกาก็ตาม พยานหลักฐานของโจทก์สมเหตุสมผลมีน้ำหนักยิ่งกว่าข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 22872, 25047, 25091, 25092, 23354, 25093 และ 22912 ที่จำเลยที่ 1 ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วยกัน ซึ่งผู้เป็นเจ้าของรวมกันย่อมมีส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356 และ 1357 ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ผู้เดียวตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อ้างมาในคำแก้ฎีกา แม้ภายหลังโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรสกันก็ไม่ทำให้ทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย แต่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่อไป การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 และ 22912 แก่จำเลยที่ 2 เป็นการจำหน่ายกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดเกินส่วนของตนฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ไม่ผูกพันกรรมสิทธิ์รวมส่วนของโจทก์ มีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจนำส่วนของโจทก์จดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 3 และ ที่ 4 ได้ โจทก์ชอบที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะส่วนของโจทก์ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แก้ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหมายเลขแดงที่ 96/2555 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้วนั้น เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินสินสมรสรวมทั้งที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจะไปดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 23355, 23330 และ 23349 กับบัญชีเงินฝากธนาคาร 5 บัญชี แม้คำพิพากษาตามยอมข้อ 4 มีความว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 ทุกประการ และจะไม่เรียกร้องสิ่งใด ๆ ต่อกันและกันอีกต่อไปนั้น มีความหมายว่าจะไม่เรียกร้องให้ใส่ชื่อในทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสสิ่งใดอีกเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าโจทก์สละสิทธิที่มีอยู่ในทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสแก่จำเลยที่ 1 โดยจะไม่เรียกร้องสิ่งใดต่อกันและกัน คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิติดตามเพื่อเอาคืนซึ่งกรรมสิทธิ์รวมส่วนของโจทก์ เป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกันกับคดีก่อนหมายเลขแดงที่ 96/2555 ของศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อ้างในฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อสุดท้ายที่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่น ๆ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 5 ถึงข้อ 11 และมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 12 ถึงข้อ 14 ได้หรือไม่ เพียงใด ที่ดินโฉนดเลขที่ 22872, 22912, 25047, 25091, 25092, 23354, 25093, 25129, 26052, 23901, 23896, 48748, 73829, 572 และ 3940 กับโรงสี โกดัง และบ้านพักอาศัยตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 6 นั้น เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 22872 เป็นที่ตั้งโรงสี ท. และบ้านพักอาศัย และที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 เป็นที่ตั้งโกดังซึ่งใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการร่วมกันของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ในระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยสิ่งปลูกสร้างโรงสีกับโกดังย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินที่สิ่งปลูกสร้างนั้นปลูกอยู่ เมื่อการจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีผลผูกพันเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้เฉพาะส่วนของตน และมีผลให้ที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขาดจากการเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์จะขอแบ่งในฐานะเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง และชอบที่โจทก์จะเรียกร้องแก่จำเลยที่ 2 ต่างหากจากคดีนี้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 25047, 25091, 25092, 23354 และ 25093 เป็นที่ตั้งฟาร์มสุกรยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยืนตามศาลชั้นต้นให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 26052 และ 3940 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา คงเหลือที่ดินโฉนดเลขที่ 25129, 23901, 23896, 48748, 73829 และ 572 ซึ่งมีชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้มาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2532, 9 มกราคม 2532, 14 เมษายน 2532, 18 เมษายน 2538, 18 เมษายน 2538 และ 20 มกราคม 2540 อันเป็นเวลาภายหลังจำเลยที่ 1 สมรสกับโจทก์เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 แล้ว จึงเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เมื่อหย่ากัน จึงต้องแบ่งให้ชายและหญิงได้ส่วนแบ่งเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 โจทก์มีสิทธิขอแบ่งได้กึ่งหนึ่งตามฟ้อง บัญชีธนาคารและบัญชีกองทุนตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 7 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องและส่งสำเนารายการบัญชีเงินฝากแต่ละบัญชีของจำเลยที่ 1 มีทั้งบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ และบัญชีเดินสะพัด โจทก์นำสืบว่า เงินในบัญชีธนาคารตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละบัญชีเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 มิได้ให้การปฏิเสธและนำสืบว่า เงินฝากในบัญชีธนาคารดังกล่าวได้มาจากการประกอบกิจการค้าขายและใช้หมุนเวียนการค้ารวมทั้งใช้จ่ายในครัวเรือน ปัจจุบันเหลือเพียงบัญชีเดินสะพัดที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครปฐม และสาขาถนนทรงพล (นครปฐม) บัญชีเลขที่ 519-3-006xx-x และ 764-3-000xx-x ทั้งได้ความว่าบัญชีเงินฝากตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นบัญชีที่จำเลยที่ 1 เปิดใช้ในระหว่างสมรส ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เงินฝากบัญชีธนาคารตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่า คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น ย่อมมีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 วรรคสอง (ข) เมื่อตามรายการบัญชีที่โจทก์ส่งต่อศาลปรากฏว่า บัญชีเงินฝากประจำธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม บัญชีเลขที่ 519-1-155xx-x และ 519-1-185xx-x แต่ละบัญชีมีรายการถึงเพียงวันที่ 2 มกราคม 2551 และวันที่ 3 มีนาคม 2554 ยอดเงินคงเหลือเป็นศูนย์ บัญชีฝากประจำเลขที่ 764-1-016xx-x, 764-1-017xx-x, 764-1-019xx-x และ 764-1-010xx-x แต่ละบัญชีมีรายการถึงเพียงวันที่ 16 ธันวาคม 2551 วันที่ 16 เมษายน 2552 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 และวันที่ 17 เมษายน 2555 ยอดเงินคงเหลือศูนย์ บัญชีฝากประจำธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีนครปฐม บัญชีเลขที่ 830-1-012xx-x, 830-1-015xx-x, 830-1-014xx-x และ 830-1-015xx-x แต่ละบัญชีมีรายการถึงเพียงวันที่ 3 มีนาคม 2554 วันที่ 22 ตุลาคม 2554 วันที่ 6 ตุลาคม 2554 และวันที่ 6 ตุลาคม 2554 ยอดเงินคงเหลือศูนย์ โดยไม่ปรากฏว่าเงินฝากประจำแต่ละบัญชีดังกล่าวมีอยู่ในวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 หรือไม่ เพียงใด สอดคล้องกับข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวนำไปใช้หมุนเวียนค้าขายแล้ว ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ เมื่อเงินในแต่ละบัญชีดังกล่าวไม่มีอยู่ในวันที่โจทก์ฟ้องหย่า โจทก์ย่อมไม่สิทธิขอแบ่ง ส่วนเงินฝากบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 764-2-010xx-x ซึ่งเงินในบัญชี ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2561 ภายหลังวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 มียอดเงินคงเหลือ 4,639.84 บาท แต่ตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์มีเงินคงเหลืออยู่ ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 รายการถัดวันที่ 7 ธันวาคม 2560 อันเป็นภายหลังวันฟ้องหย่า ต้องถือว่าในวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 มียอดเงินคงเหลือ 327,432.20 บาท ซึ่งเป็นเงินสินสมรส โจทก์ชอบที่จะขอแบ่งได้ สำหรับบัญชีเดินสะพัดที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม เลขที่ 519-3-006xx-x โจทก์ส่งรายการบัญชีเพียงถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ก่อนวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 มียอดเงินคงเหลือเป็นศูนย์ และบัญชีเดินสะพัดที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนทรงพล (นครปฐม) บัญชีเลขที่ 764-3-000xx-x มียอดเงินคงเหลือ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 เป็นศูนย์ แม้รายการถัดไปในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 มีเงิน 207,920 บาท ถือว่าในวันฟ้องหย่าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 มียอดเงินคงเหลือเป็นศูนย์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บัญชีเดินสะพัดที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม บัญชีเลขที่ 519-3-006xx-x และสาขาถนนทรงพล (นครปฐม) บัญชีเลขที่ 764-3-000xx-x ไม่มีเงินฝากในบัญชีที่โจทก์จะขอให้แบ่งได้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่ง สำหรับบัญชีธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาราชวิถี จังหวัดนครปฐม เลขที่ 777-100-5xx-x ชื่อของจำเลยที่ 1 บัญชีกองทุนชื่อของจำเลยที่ 1 เลขที่ 764-8-0145xxx-x, 764-8-0145xxx-x, 519-8-0259xxx-x และ 649-8-0821xxx-x บัญชีกองทุนชื่อของนาย ส. เลขที่ 519-8-022xxxx-4 และบัญชีกองทุนชื่อของจำเลยที่ 2 เลขที่ 519-8-022xxxx-8 นั้น โจทก์เบิกความขอแบ่งตามคำขอท้ายฟ้อง โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบสนับสนุน ลำพังเพียงคำเบิกความของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า บัญชีธนาคารและบัญชีกองทุนอันเป็นสินสมรสนั้น มีอยู่ในวันฟ้องหย่าคดีนี้จริง โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง สรุปแล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งเงินฝากสินสมรสในบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เลขที่ 764-2-010xx-x ตามที่ปรากฏยอดเงินคงเหลือ 327,432.20 บาท กึ่งหนึ่ง ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 163,716.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละห้าต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่ามีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน
รถโฟล์คลิฟต์ยี่ห้อโตโยต้า รถตักล้อยางยี่ห้อแคท 2 คัน รถยนต์ยี่ห้อซันยอง หมายเลขทะเบียน กง xxxx นครปฐม รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ท xxxx นครปฐม และหมายเลขทะเบียน ถย xxxx นครปฐม นั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบโดยมีภาพถ่ายรถโฟล์คลิฟต์ ภาพถ่ายรถตัก 2 คัน ภาพถ่ายรายการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน กง xxxx นครปฐม และรถยนต์หมายเลขทะเบียน ท xxxx นครปฐม ส่วนภาพถ่ายรายการจดทะเบียน รถยนต์หมายเลขทะเบียน ผค xxxx นครปฐม ที่โจทก์ส่งศาลมีชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอแบ่งมาด้วย ต้องห้ามมิให้ศาลที่ชี้ขาดคดีตัดสินเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบ
พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฟ้องและขอแบ่งรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ถย xxxx นครปฐม โจทก์เบิกความลอย ๆ ขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินค่ารถยนต์ โดยไม่ปรากฏมีพยานหลักฐานแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่เพียงพอรับฟังว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน ถย xxxx นครปฐม มีอยู่ตามฟ้องหรือไม่ อย่างใด โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง ส่วนทรัพย์สินรายการอื่นนั้น นอกจากโจทก์เบิกความโดยมีพยานหลักฐานนำสืบสนับสนุนว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสและมีไว้เพื่อใช้ในกิจการของโรงสี ท. จำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อรถโฟล์คลิฟต์ รถตัก และรถยนต์มาใช้ในกิจการโรงสี เพียงแต่จำไม่ได้ว่าซื้อก่อนหรือหลังสมรสกับโจทก์เท่านั้น กรณีจึงเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่งนี้ได้ตามฟ้อง
ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ (good will) ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 9 นั้น โจทก์ฟ้องโดยตีค่าแห่งกู๊ดวิลล์ของกิจการโรงสี ท. และฟาร์มสุกรเป็นเงิน 5,000,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ากิจการโรงสีที่ใช้ชื่อ ท. ซึ่งเป็นเพียงคำที่ใช้เรียกขานกิจการในครอบครัวของโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่ก็มิใช่สิ่งที่มีรูปร่าง ทั้งจะมีค่าแห่งสิทธิของการใช้ชื่ออย่างไรถึงขนาดที่จะตีราคาเป็นเงินอย่างไร ก็ไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของโจทก์ ประกอบกับมิได้ผูกขาดตามกฎหมายที่จำเลยที่ 1 จะใช้ได้แต่ผู้เดียว อันจะถือว่ามีราคาและถือเอาได้ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 ที่จะนำมาแบ่งแก่กันได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งหรือให้ชำระราคาแทนตามฟ้อง
นาฬิกาโรเล็กซ์ 1 เรือน สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทอง น้ำหนักรวม 14 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 10 นั้น ในข้อนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 เบิกความนำสืบยันกันปากต่อปาก โดยโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ซื้อมาก่อนที่จะแต่งงานกับโจทก์ โดยทั้งสองฝ่ายไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน กรณีจึงเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ซึ่งกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง โจทก์มีสิทธิขอแบ่งกึ่งหนึ่งได้ตามฟ้อง
สิทธิเรียกร้องหนี้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 ให้นาย ค. กู้ยืมเงิน 1,295,000 บาท ให้นาย ภ. กู้ยืมเงิน 400,000 บาท และให้นาย พ.หรือ บ. กู้ยืมเงิน 40,000,000 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 11 นั้น ข้อนี้โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ให้นาย ค. กู้ยืมเงินไป 1,295,000 บาท แต่โจทก์เบิกความว่า โจทก์เพียงเคยเห็นสัญญากู้แต่หาไม่พบ สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า นาย ค. ได้ชำระหนี้เงินกู้และมูลหนี้แลกเงินสดให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงทำหนังสือมอบอำนาจให้นาย ค. นำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3940 ที่นาย ค. จดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันหนี้นั้นคืนให้แก่นาย ค. คำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักหักล้างคำเบิกความของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าสิทธิเรียกร้องหนี้กู้ยืมที่จำเลยที่ 1 มีต่อนาย ค. จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้แล้ว ส่วนสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ยืมที่จำเลยที่ 1 มีต่อนาย ภ. นั้น จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า หนี้กู้ยืมรายนี้นาย ภ. ยังมิได้นำมาชำระ สิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ยืมรายนี้จึงยังมีอยู่ตามคำเบิกความยอมรับของจำเลยที่ 1 ส่วนสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้ยืมที่จำเลยที่ 1 มีต่อนาย พ. นั้น โจทก์เบิกความว่า นาย พ. เป็นเจ้าของบริษัท น. และสิทธิเรียกร้องหนี้เงินกู้มีเช็ค 4 ฉบับ สั่งจ่ายฉบับละ 10,000,000 บาท เป็นหลักฐาน จำเลยที่ 1 เบิกความว่าโรงสี ท. ผูกขาดซื้อสินค้าประเภทพืชไร่ ข้าวและอาหารสัตว์จากนาย พ. ทางปฏิบัติในการซื้อขายระหว่างกัน จำเลยที่ 1 จะสั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าล่วงหน้าให้แก่นาย พ. และนาย พ. ก็จะสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงินเดียวกันให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อจากนาย พ. ตามจำนวนในเช็คแต่ละฉบับถูกต้องครบถ้วนแล้วก็จะคืนเช็คของนาย พ. ที่ให้ไว้เป็นประกันนั้นแก่นาย พ. ไป นาย พ. ได้ส่งสินค้าให้แก่โรงสี ท. ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ได้คืนเช็คให้แก่นาย พ. ไปแล้ว มิได้นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินแต่อย่างใด สอดคล้องกับเช็คบางฉบับระบุชื่อโรงสี ท. บางฉบับระบุเป็นภาษาจีน และเช็คทุกฉบับขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" เมื่อตามบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีบัญชีใดที่เปิดโดยใช้ชื่อโรงสี ท. ทั้งโจทก์มิได้นำสืบว่าเช็คทั้งสี่ฉบับดังกล่าวได้มีการนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร คำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า สิทธิเรียกร้องตามเช็คทั้งสี่ฉบับที่จำเลยที่ 1 มีต่อนาย พ. นั้นได้ระงับสิ้นแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งเช่นกัน สรุปแล้ว จำเลยที่ 1 คงมีเพียงสิทธิเรียกร้องให้นาย ภ. ชำระหนี้กู้ยืมเงิน 400,000 บาท เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 สิทธิเรียกร้องนี้ถือว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่จำเลยที่ 1 ได้มาภายหลังสมรสกับโจทก์มานานกว่า 20 ปี เชื่อว่าเงินที่ให้กู้ยืมเป็นเงินที่ได้จากประกอบกิจการโรงสี ท. ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งกึ่งหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน
สำหรับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ข้อ 12, 13 และ 14 ในเรื่องค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าเสียหาย ในส่วนค่าเสียหายนั้น เมื่อคดีนี้มีเหตุแห่งการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) และเหตุแห่งการหย่านั้นเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ยินยอมให้เด็กหญิง จ. บุตรของนางสาว ข. ใช้ชื่อสกุลของจำเลยที่ 1 และแจ้งในแบบรับรองการจดทะเบียนราษฎรว่าจำเลยที่ 1 เป็นบิดา แต่การที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยปกปิดมิให้โจทก์รู้เห็น และโจทก์เพิ่งทราบในภายหลังโดยสังเกตจากพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่เปลี่ยนแปลงไปและมักมีโทรศัพท์เรียกเข้ามาบ่อยครั้ง จำเลยที่ 1 ก็หลบออกไปพูดคุยโทรศัพท์เป็นส่วนตัว แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาให้โจทก์รับรู้การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาตั้งแต่แรก การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังฟังไม่ถนัดว่าเหตุแห่งการหย่านั้น จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นโดยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ไม่อาจทนอยู่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) สำหรับค่าเลี้ยงชีพนั้น ได้ความว่าระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากันที่โรงสีนอกจากโจทก์สามารถใช้สอยเงินรายได้จากกิจการโรงสีแล้วโจทก์ยังมีรายได้จากการประกอบการค้าขายของเบ็ดเตล็ดให้แก่คนงานภายในโรงสีและฟาร์มสุกร และจำเลยที่ 1 ยังให้เงินค่าใช้จ่ายแก่โจทก์เป็นรายเดือนอีกด้วย การที่โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนให้ที่อยู่อาศัยทำการค้าขายของเล็กน้อย เชื่อว่าการหย่านั้นจะทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากการงานที่เคยทำในระหว่างสมรส โจทก์จึงชอบที่จะขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ในเมื่อเหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียวดังได้วินิจฉัยมาแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์เรียกค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 10,000,000 บาท นั้นสูงเกินไป เมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้ยังมีรายได้จากกิจการโรงสีและฟาร์มสุกร และฐานะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับที่มีอายุมากแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนด ค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ต้องเสียใจและอับอาย ได้รับความทุกข์ทรมานในร่างกายและจิตใจนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 บัญญัติในเรื่องค่าทดแทนซึ่งเป็นค่าเสียหายในกรณีหย่าไว้โดยเฉพาะแล้ว และไม่มีบทบัญญัติในบรรพ 5 ให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพราะโจทก์ต้องเสียใจอับอายหรือได้รับความทุกข์ทรมานในร่างกายและจิตใจได้ เช่นนี้โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เพราะเหตุฟ้องหย่าตามฟ้องในกรณีนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน
อนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แบ่งที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง โฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 ให้แก่โจทก์แปลงละครึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงกันก่อนว่าจะแบ่งที่ดินพิพาทกันอย่างไร หากตกลงกันไม่ได้ให้ขายที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง แล้วนำเงินมาแบ่งกัน โดยให้ประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก่อน หากดำเนินการไม่สำเร็จให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง แล้วนำเงินมาแบ่งกัน คำขอของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมและสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยกัน ที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งห้าแปลง เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้นำทรัพย์สินนั้นขายทอดตลาดนำเงินที่ได้นั้นแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ไม่เป็นไปตามลำดับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สิน จึงไม่อาจบังคับได้ และในกรณีที่ทรัพย์สินที่จะแบ่งเป็นเงิน โจทก์ก็ชอบที่จะได้รับส่วนเป็นเงินนั้นพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่คำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันมีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 22912 จังหวัดนครปฐม และโฉนดเลขที่ 22872 จังหวัดนครปฐม ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะส่วนอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามรายการดังต่อไปนี้ ที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 25129 จังหวัดนครปฐม โฉนดเลขที่ 23901 จังหวัดนครปฐม โฉนดเลขที่ 23896 จังหวัดนครปฐม โฉนดเลขที่ 48748 จังหวัดนครปฐม โฉนดเลขที่ 73829 จังหวัดนครปฐม และโฉนดเลขที่ 572 จังหวัดนครปฐม รถโฟล์คลิฟต์ยี่ห้อโตโยต้า รถตักล้อยางยี่ห้อแคท 2 คัน รถยนต์ยี่ห้อซันยอง หมายเลขทะเบียน กง xxxx นครปฐม รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ท xxxx นครปฐม นาฬิกาโรเล็กซ์ 1 เรือน สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองน้ำหนักรวม 14 บาท และเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับชำระหนี้กู้ยืมจากนาย ภ. ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง และการแบ่งทรัพย์สินนั้น ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 163,716.10 บาท และจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นวันที่คำพิพากษาที่ให้หย่ามีผลไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยืนตามศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 23354, 25047, 25091, 25092 และ 25093 รวม 5 แปลง ให้โจทก์แปลงละครึ่งหนึ่งเสีย คำขอของโจทก์ข้ออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
First, losing one divorce case in Thailand is not the end. The grounds decided against you are closed, but under CCC section 1529 paragraph two the same history can be pleaded again to prove a different ground, most often three years' separation under section 1516 (4/2). Second, walking out does not make you the party who wanted the separation. Where the other spouse's conduct created the conflict that drove you out, and he or she knew it, the Court treats the separation as mutual and as that spouse's fault, which opens the door to alimony under section 1526. Here the wife received 2,000,000 THB of the 10,000,000 THB claimed; no compensation or damages for distress were available. Third, property acquired while living together before marriage can be co-owned, and gifts of it without your consent can be unwound as to your half. Bank balances count only as at the date of filing.
บทเรียนสามข้อสำหรับชาวต่างชาติที่ชีวิตสมรสอันยาวนานในไทยกำลังแตกร้าว ประการแรก การแพ้คดีหย่าครั้งหนึ่งไม่ใช่จุดจบ เหตุหย่าที่ศาลวินิจฉัยไปแล้วปิดลง แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 วรรคสอง ประวัติเดิมนำมาอ้างใหม่เพื่อพิสูจน์เหตุหย่าอย่างอื่นได้ โดยเฉพาะเหตุแยกกันอยู่เกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2) ประการที่สอง อย่าเข้าใจว่าการเดินออกจากบ้านทำให้ท่านเป็นฝ่ายที่ต้องการแยกกันอยู่ เมื่อการกระทำของอีกฝ่ายก่อความขัดแย้งที่บีบให้ท่านออกไปและอีกฝ่ายรู้ดี ศาลถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยสมัครใจทั้งสองฝ่ายและเป็นความผิดของฝ่ายนั้น ซึ่งเปิดทางให้เรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ได้ ในคดีนี้ภริยาได้รับ 2,000,000 บาท จากที่เรียก 10,000,000 บาท และไม่ได้ค่าทดแทนหรือค่าเสียหายจากความทุกข์ใจ ประการที่สาม ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินก่อนจดทะเบียนสมรสอาจเป็นกรรมสิทธิ์รวมส่วนเท่ากัน และการยกให้ผู้อื่นโดยท่านไม่ยินยอมเพิกถอนได้เฉพาะส่วนของท่าน ส่วนเงินฝากนับเฉพาะยอด ณ วันฟ้อง
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
I lost a divorce case in Thailand. Can I sue for divorce again? แพ้คดีหย่าในประเทศไทยแล้ว ฟ้องหย่าใหม่ได้หรือไม่
Yes, on a different ground. In Decision 1519-1520/2566 the wife's first divorce suit, alleging adultery and misconduct, had been dismissed with final effect. The Supreme Court held that the earlier judgment bound the spouses on those grounds, which could not be sued on again, but that under CCC section 1529 paragraph two the same facts could be pleaded and proved in a new action to support a different ground. The wife succeeded the second time on three years' voluntary separation under section 1516 (4/2), relying in part on the very history examined in the first case.
ได้ หากอาศัยเหตุหย่าอย่างอื่น ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519-1520/2566 คดีหย่าคดีแรกของภริยาที่อ้างเหตุชู้และประพฤติชั่วถูกยกฟ้องและถึงที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำพิพากษาคดีก่อนผูกพันคู่สมรสในเหตุหย่าเหล่านั้นซึ่งจะนำมาฟ้องอีกไม่ได้ แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 วรรคสอง ข้อเท็จจริงเดิมยกขึ้นอ้างและนำสืบในคดีใหม่เพื่อสนับสนุนเหตุหย่าอย่างอื่นได้ ภริยาจึงชนะคดีครั้งที่สองด้วยเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2) โดยอาศัยประวัติเดียวกับที่เคยพิจารณาในคดีแรก
If I was the one who left the house, can my spouse say the separation was not mutual? ถ้าเราเป็นฝ่ายออกจากบ้าน คู่สมรสจะอ้างว่าไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่ได้หรือไม่
Not where the spouse caused it. In Decision 1519-1520/2566 the husband argued that the wife had left of her own accord and that he had never agreed to live apart. The Supreme Court held that the conflict that pressured her to leave arose from his own conduct in letting another woman's child take his surname and be registered as his, which he knew well, and that he had shown no care for her since. He was therefore taken by implication to have voluntarily separated as well, and the three year ground under CCC section 1516 (4/2) was satisfied.
ไม่ได้ หากคู่สมรสเป็นผู้ก่อเหตุ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519-1520/2566 สามีอ้างว่าภริยาออกจากบ้านไปเองและตนไม่เคยตกลงแยกกันอยู่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความขัดแย้งที่กดดันให้ภริยาออกจากบ้านเกิดจากการกระทำของสามีเองที่ยอมให้บุตรของหญิงอื่นใช้ชื่อสกุลและระบุตนเป็นบิดา ซึ่งสามีทราบดี และหลังจากนั้นก็ไม่เหลือความห่วงใยต่อภริยา จึงฟังได้โดยปริยายว่าสามีสมัครใจแยกกันอยู่ด้วย เหตุหย่าเพราะแยกกันอยู่เกินสามปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) จึงครบถ้วน
Can I get alimony after a divorce in Thailand, and how much? หลังหย่าในประเทศไทยเรียกค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่ และได้เท่าใด
Alimony under CCC section 1526 is available where the divorce ground is the fault of one spouse alone and the divorce will impoverish the other. In Decision 1519-1520/2566 the wife had lived off the family rice mill, her own small trade and a monthly allowance, and after the split depended on a friend for housing. The Supreme Court held that the divorce would make her poorer and that the ground was the husband's fault alone, but reduced her 10,000,000 THB claim to 2,000,000 THB after weighing his continuing business income against her age and situation.
ค่าเลี้ยงชีพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 เรียกได้เมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียวและการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519-1520/2566 ภริยาเคยใช้สอยรายได้จากโรงสีของครอบครัว มีรายได้จากการค้าขายเล็กน้อย และได้รับเงินรายเดือน หลังแยกกันต้องอาศัยที่พักจากเพื่อน ศาลฎีกาเห็นว่าการหย่าทำให้ภริยายากจนลงและเหตุหย่าเป็นความผิดของสามีฝ่ายเดียว แต่ลดจำนวนที่เรียก 10,000,000 บาท เหลือ 2,000,000 บาท โดยคำนึงถึงรายได้จากกิจการของสามีและอายุกับฐานะของภริยา พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่ามีผล
Can I claim damages for emotional suffering in a Thai divorce? ในคดีหย่าของไทยเรียกค่าเสียหายจากความทุกข์ทรมานทางจิตใจได้หรือไม่
No. In Decision 1519-1520/2566 the wife claimed 2,000,000 THB for grief, shame and physical and mental suffering caused by her husband's conduct. The Supreme Court held that Book V of the Civil and Commercial Code deals specifically with compensation as the form of damages on divorce and contains no provision allowing a spouse to recover separate damages for distress, so the claim was dismissed. In the same case compensation itself was refused because the husband had concealed his conduct rather than acting with the purpose of making the wife unable to bear living with him.
ไม่ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519-1520/2566 ภริยาเรียกค่าเสียหาย 2,000,000 บาท จากความเสียใจ อับอาย และความทุกข์ทรมานร่างกายและจิตใจที่เกิดจากการกระทำของสามี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเรื่องค่าทดแทนซึ่งเป็นค่าเสียหายในกรณีหย่าไว้โดยเฉพาะแล้ว และไม่มีบทบัญญัติให้เรียกค่าเสียหายเพราะความทุกข์ใจต่างหาก จึงยกคำขอ ในคดีเดียวกันศาลไม่ให้ค่าทดแทนด้วย เพราะสามีปกปิดการกระทำ มิได้ก่อเหตุโดยมุ่งประสงค์ให้ภริยาไม่อาจทนอยู่ได้
📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต