Spouse Who Admits Marital Assets Existed but Says They Were Sold Bears the Burden of Proof คู่สมรสที่รับว่าเคยมีสินสมรสแต่อ้างว่าจำหน่ายไปแล้ว เป็นฝ่ายมีภาระการพิสูจน์
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
1. In an action to divide สินสมรส the burden of proof follows the pleadings. A defendant who denies the assets ever existed leaves the plaintiff to prove them; one who admits they existed but pleads later disposal must prove that new fact under Civil Procedure Code section 84/1. An appellate court may reallocate a burden the trial court placed wrongly. 2. A defence that does not say which items are family property, personal property or sin somros is unclear under Civil Procedure Code section 177 paragraph two and counts as an admission. 3. An unproven assertion that sin somros was sold is treated as a disposal for the spouse's sole benefit under ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ section 1534, so the asset is deemed to still exist for division. 4. Doubtful assets are presumed sin somros under CCC section 1474 paragraph two unless the spouse asserting otherwise proves their acquisition. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 84/1; Civil Procedure Code section 177 paragraph two; Juvenile and Family Court and Juvenile and Family Procedure Act B.E. 2553 section 6; Juvenile and Family Court and Juvenile and Family Procedure Act B.E. 2553 section 182/1 paragraph two.
1. ในคดีฟ้องขอแบ่งสินสมรส ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างเลย ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่หากจำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสนั้นอยู่โดยยกข้อต่อสู้ว่าได้จำหน่ายไปแล้ว เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้ 2. คำให้การที่ไม่แยกแยะว่าทรัพย์รายการใดเป็นของครอบครัว สินส่วนตัว หรือสินสมรส เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ถือว่ารับข้อเท็จจริงตามฟ้อง ส่วนรายการที่ไม่ได้ให้การถึงเลยถือว่ายอมรับและต้องห้ามมิให้นำพยานเข้าสืบเป็นอย่างอื่น 3. การอ้างลอย ๆ ว่าจำหน่ายสินสมรสไปแล้วโดยไม่มีพยานหลักฐาน ถือเป็นการจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งตามมาตรา 1533 4. กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ฝ่ายที่อ้างเป็นอย่างอื่นต้องนำสืบหักล้างด้วยพยานหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์นั้น
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
The plaintiff sued the defendant for divorce, อำนาจปกครอง over their son and division of สินสมรส (sin somros) said to be worth 198,306,929.50 THB, plus alimony and child maintenance. The defendant denied the claim. The trial court granted the divorce and divided many plots of land, two อาคารชุด units and a gold statuette equally, but dismissed the claim to vehicles, cattle, timber and amulets. The Court of Appeal for Specialised Cases, Juvenile and Family Division, added those items: the cattle (or 750,000 THB), timber (or 1,500,000 THB), twelve vehicles and a list of amulets, each divided in half. The defendant appealed with leave. The Supreme Court affirmed. The burden of proof follows the pleadings, and the appellate court may correct a wrong allocation. Because the defendant admitted the assets had existed and pleaded that they had since been sold, rather than denying they ever existed, the defendant had to prove that new fact under Civil Procedure Code section 84/1. Pleadings that did not say which vehicles or timber were family property, personal property or sin somros were unclear under section 177 paragraph two and counted as admissions. A bare claim that sin somros had been sold was treated as a disposal for sole benefit under CCC section 1534, so the assets were deemed to still exist. The amulets fell within the presumption of sin somros in CCC section 1474 paragraph two, which the defendant, who did not testify, failed to rebut.
โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวขอหย่า ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 198,306,929.50 บาท พร้อมค่าเลี้ยงชีพและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า มีคำสั่งเรื่องอำนาจปกครองและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และให้แบ่งที่ดินหลายแปลง ห้องชุดสองห้อง และพระรูปหล่อทองคำคนละกึ่งหนึ่ง แต่ยกคำขอในส่วนรถยนต์ วัว ไม้ และพระเครื่อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ให้แบ่งทรัพย์เหล่านั้นด้วย คือ วัว (หรือเงิน 750,000 บาท) ไม้แผ่นและไม้ซุง (หรือเงิน 1,500,000 บาท) รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ และพระเครื่องตามรายการ คนละกึ่งหนึ่ง จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาโดยอ้างว่าทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องได้ หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสเลย ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยรับว่าเคยมีและอ้างว่าจำหน่ายไปแล้ว เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 คำให้การที่ไม่แยกแยะว่ารถหรือไม้รายการใดเป็นของครอบครัว สินส่วนตัว หรือสินสมรส เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตามมาตรา 177 วรรคสอง ถือว่ารับตามฟ้อง การอ้างลอย ๆ ว่าจำหน่ายสินสมรสไปแล้วถือเป็นการจำหน่ายเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์ยังคงมีอยู่เพื่อแบ่ง ส่วนพระเครื่องเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ซึ่งจำเลยที่ไม่มาเบิกความไม่อาจหักล้างได้
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The spouses married on 2 April 2551 (2008), had one son and lived in Songkhla. In about February 2560 (2017), after a quarrel, the plaintiff left with the child for Bangkok and Samut Prakan and never returned. The plaintiff sued for divorce, sole parental power, half of marital property valued at 198,306,929.50 THB, alimony and child maintenance. The defendant denied the claim. Claims to four third-party plots and partnership shares were not accepted. The trial court granted the divorce for separation of more than three years, ordered joint parental power with the plaintiff deciding residence and schooling, fixed child maintenance, and divided many plots, two condominium units and a gold statuette equally, dismissing the rest. Both sides appealed. The Court of Appeal for Specialised Cases, Juvenile and Family Division, adjusted the maintenance, set aside the division of the four third-party plots, and ordered the defendant to divide in half the cattle (or pay 750,000 THB), the timber (or pay 1,500,000 THB), twelve vehicles and a list of amulets. The defendant obtained leave to appeal on whether these items were sin somros.
โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2551 มีบุตรชายหนึ่งคน พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่จังหวัดสงขลา ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เกิดเหตุทะเลาะวิวาท โจทก์พาบุตรผู้เยาว์ออกจากบ้านไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการโดยไม่กลับไปอยู่กินกับจำเลยอีก โจทก์ฟ้องขอหย่า ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งซึ่งตีราคาในคำฟ้องเป็นเงิน 198,306,929.50 บาท ค่าเลี้ยงชีพ และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องในส่วนที่ดินสี่แปลงที่มีชื่อบุคคลภายนอกถือกรรมสิทธิ์และหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด และโจทก์สละประเด็นที่ดินอีกหนึ่งแปลง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุแยกกันอยู่เกินสามปี ให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกันโดยโจทก์กำหนดถิ่นที่อยู่และการศึกษาของบุตร กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และให้แบ่งที่ดินหลายแปลง ห้องชุดสองห้อง และพระรูปหล่อทองคำคนละกึ่งหนึ่ง คำขออื่นให้ยก คู่ความทั้งสองฝ่ายอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ค่าอุปการะเลี้ยงดู ยกคำพิพากษาส่วนที่แบ่งที่ดินสี่แปลงของบุคคลภายนอก และให้จำเลยแบ่งวัวในฟาร์ม (หรือชำระเงิน 750,000 บาท) ไม้แผ่นและไม้ซุง (หรือชำระเงิน 1,500,000 บาท) รถยนต์ รถแทรกเตอร์ และรถจักรยานยนต์รวมสิบสองคัน กับพระเครื่องตามรายการ ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาว่ารถ วัว ไม้ และพระเครื่องเป็นสินสมรสหรือไม่
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
1. In an action to divide sin somros the burden of proof follows the pleadings. A defendant who denies the assets ever existed leaves the plaintiff to prove them; one who admits they existed but pleads later disposal must prove that new fact under Civil Procedure Code section 84/1. An appellate court may reallocate a burden the trial court placed wrongly. 2. A defence that does not say which items are family property, personal property or sin somros is unclear under Civil Procedure Code section 177 paragraph two and counts as an admission. 3. An unproven assertion that sin somros was sold is treated as a disposal for the spouse's sole benefit under CCC section 1534, so the asset is deemed to still exist for division. 4. Doubtful assets are presumed sin somros under CCC section 1474 paragraph two unless the spouse asserting otherwise proves their acquisition. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 84/1; Civil Procedure Code section 177 paragraph two; Juvenile and Family Court and Juvenile and Family Procedure Act B.E. 2553 section 6; Juvenile and Family Court and Juvenile and Family Procedure Act B.E. 2553 section 182/1 paragraph two.
1. ในคดีฟ้องขอแบ่งสินสมรส ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างเลย ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่หากจำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสนั้นอยู่โดยยกข้อต่อสู้ว่าได้จำหน่ายไปแล้ว เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้ 2. คำให้การที่ไม่แยกแยะว่าทรัพย์รายการใดเป็นของครอบครัว สินส่วนตัว หรือสินสมรส เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ถือว่ารับข้อเท็จจริงตามฟ้อง ส่วนรายการที่ไม่ได้ให้การถึงเลยถือว่ายอมรับและต้องห้ามมิให้นำพยานเข้าสืบเป็นอย่างอื่น 3. การอ้างลอย ๆ ว่าจำหน่ายสินสมรสไปแล้วโดยไม่มีพยานหลักฐาน ถือเป็นการจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งตามมาตรา 1533 4. กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ฝ่ายที่อ้างเป็นอย่างอื่นต้องนำสืบหักล้างด้วยพยานหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์นั้น
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
The Supreme Court, Juvenile and Family Division, began with the burden of proof. The burden follows the pleadings, and an appellate court may correct a wrong allocation. A denial that the assets ever existed would leave the plaintiff to prove them, but the defendant accepted that they had existed and pleaded that they no longer did, an admission coupled with a new allegation which, under Civil Procedure Code section 84/1 with section 6 of the Juvenile and Family Court Act B.E. 2553, the defendant had to prove. For three vehicles registered to the defendant the defence said nothing, so they were admitted; for the FJ Cruiser the defendant pleaded a sale for 2,000,000 THB, a fact to be proved; for nine other vehicles the defence said some were family property, some sin somros already sold and some personal property, without saying which, an unclear pleading under section 177 paragraph two treated as an admission. On the claim that everything had been sold, the Court quoted CCC section 1534: sin somros that one spouse disposed of for his or her sole benefit, or with intent to injure the other, or wilfully destroyed, is deemed to still exist for division under section 1533. A bare claim of sale was therefore a disposal for sole benefit and the assets were deemed to exist. For the amulets, which the plaintiff documented with a register, photographs and a delivery record, the defendant pleaded personal property sold to third parties. The Court applied the presumption in CCC section 1474 paragraph two that doubtful property is sin somros. The defendant's only witness was an amulet expert with no knowledge of acquisition, and the defendant did not testify, so the presumption stood. The appeal was dismissed.
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเริ่มจากการกำหนดภาระการพิสูจน์ ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดให้ตกแก่โจทก์ ศาลฎีกาอธิบายว่าภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้ ข้อแตกต่างสำคัญอยู่ที่ลักษณะของคำให้การสองแบบ หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสเลย โจทก์ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ แต่ในคดีนี้จำเลยรับว่าเคยมีสินสมรสอยู่และอ้างว่าไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นการรับข้อเท็จจริงตามฟ้องพร้อมกับกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ จากนั้นศาลฎีกานำหลักนี้ไปปรับกับทรัพย์แต่ละประเภท รถยนต์สามคันที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ขณะฟ้อง จำเลยไม่ได้ให้การถึง ถือว่ายอมรับและต้องห้ามมิให้นำสืบเป็นอย่างอื่น รถยนต์ FJ CRUISER จำเลยให้การว่าจำหน่ายไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยต้องพิสูจน์ ส่วนรถอีกเก้าคัน จำเลยให้การว่าบางคันเป็นของครอบครัว บางคันเป็นสินสมรสที่จำหน่ายไประหว่างอยู่กิน บางคันเป็นสินส่วนตัว โดยไม่แยกแยะว่าคันใดเป็นอย่างใด เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 182/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ถือว่ารับตามฟ้อง สำหรับข้ออ้างว่าจำหน่ายทรัพย์ไปหมดแล้ว ศาลฎีกายกข้อความใน ป.พ.พ. มาตรา 1534 ที่ว่า สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้อีกฝ่ายเสียหาย หรือจงใจทำลายให้สูญหาย ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งตามมาตรา 1533 การอ้างลอย ๆ ว่าขายไปแล้วโดยไม่มีพยานหลักฐาน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะถือว่าเป็นการจำหน่ายเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ทรัพย์จึงถือเสมือนยังคงมีอยู่ วัวก็เป็นไปในทางเดียวกัน โจทก์มีพยานหลักฐานว่าเป็นผู้ดูแลฟาร์ม จำเลยให้การว่าขายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เพราะขาดทุน โดยมิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรสและไม่มีพยานหลักฐานมาสืบ แม้โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่าวัวตายเพราะโรคระบาดก็ไม่ได้หมายความว่าวัวตายทั้งหมด คำให้การเรื่องไม้ที่ว่าบางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว ก็ไม่แยกแยะเช่นกัน จึงถือว่ารับ สำหรับพระเครื่อง โจทก์มีบัญชีคุมพระ ภาพถ่าย และบันทึกการส่งมอบพระเครื่อง 187 องค์ ให้จำเลย จำเลยให้การว่าเป็นสินส่วนตัวและขายให้บุคคลภายนอกไปหมดแล้ว ศาลฎีกานำข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส มาใช้ พยานจำเลยเพียงปากเดียวเป็นผู้ชำนาญการดูพระเครื่องซึ่งไม่รู้เห็นการได้มา ทั้งยื่นบัญชีระบุพยานในวันสืบพยานโดยโจทก์คัดค้าน และตัวจำเลยเองไม่มาเบิกความ ข้อสันนิษฐานจึงไม่ถูกหักล้าง จำเลยต้องแบ่งพระเครื่องเท่าที่นำสืบได้ว่ายังมีอยู่ พิพากษายืน
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 3615/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ารุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หลายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว
ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 ..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว
ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง
ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง
ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า พระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัวและได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสนสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้เป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฎในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานโดยมี ฬ.มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งพยานปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ จำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ได้
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 198,306,929.50 บาท หากไม่สามารถตกลงกันได้หรือจำเลยเพิกเฉยให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งปันกันระหว่างโจทก์กับจำเลยต่อไป หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติภายใน 30 วัน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแบ่งปันกันทั้งหมด ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเงิน 1,320,000 บาท และในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 2,200,000 บาท และในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา ในวันนัดไกล่เกลี่ยและชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3257, 3847, 4949 และ 4950 ซึ่งมีชื่อบุคคลภายนอกถือกรรมสิทธิ์ และไม่รับฟ้องในส่วนของคำขอแบ่งหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ต่อมาโจทก์แถลงขอสละประเด็นตามคำฟ้องในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 24106 เนื้อที่ 35 ไร่ 96.4 ตารางวา ราคาประเมินประมาณ 21,000,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคำฟ้องข้อดังกล่าวจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดกัน ให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่รวมถึงเรื่องการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 ถึงเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นเวลา 62 เดือน ในอัตราเดือนละ 18,000 บาท เป็นเงิน 1,116,000 บาท และตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในอัตราเดือนละ 25,000 บาท และตั้งแต่บุตรผู้เยาว์ศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท ให้แบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 27334 เลขที่ดิน 1137 เนื้อที่ 2 งาน ที่ดินโฉนดเลขที่ 27365 เนื้อที่ 13 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 76228 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เนื้อที่ 1 ไร่ 12 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30070 เนื้อที่ 3 งาน 57 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30071 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16625 เนื้อที่ 6 ไร่ 66.7 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 16564 เนื้อที่ 2 ไร่ 25.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16565 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 93.1 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1605 เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 37.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 2084 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 29.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31672 เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 79.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31673 เนื้อที่ 19 ไร่ 81.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33272 เนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน 26.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33273 เนื้อที่ 33 ไร่ 94.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33400 เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36867 เนื้อที่ 11 ไร่ 30.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 38552 เนื้อที่ 2 ไร่ 31.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36952 เนื้อที่ 28 ไร่ 10.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 43276 เนื้อที่ดินรวม 27.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 182249 เนื้อที่ 17 ไร่ 77.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58627 เนื้อที่ 3 งาน 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58628 เนื้อที่ 2 งาน 79.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 143911 เนื้อที่ 1 ไร่ 33.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241340 เนื้อที่ 3.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241341 เนื้อที่ 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251085 เนื้อที่ 95 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251086 เนื้อที่ 33.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251087 เนื้อที่ 33.3 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 154 เนื้อที่ 25 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16335 เนื้อที่ 118 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16336 เนื้อที่ 58 ไร่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1266 เนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 69 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1898 เนื้อที่ 44 ไร่ 72 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1899 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 98 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1902 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 19 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1903 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1904 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1905 เลขที่ดิน 901 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา และเลขที่ 1907 เลขที่ดิน 101 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 62 ตารางวา ห้องชุดอาคาร บ. โฉนดที่ดินเลขที่ 61394 และ 61395 และพระรูปหล่อลอยองค์ เนื้อทองคำ มหาลาภไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ให้โจทก์กับจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ว. บุตรผู้เยาว์ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ในอัตราเดือนละ 25,000 บาท และนับตั้งแต่บุตรผู้เยาว์มีอายุ 17 ปี ขึ้นไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท ให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส คือ แบ่งวัวที่เลี้ยงในฟาร์มวัวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินค่าวัวเป็นเงิน 750,000 บาท และแบ่งไม้แผ่นและไม้ซุงที่เก็บไว้ที่บ้าน ที่โกดัง และที่โรงเรือนสองชั้น ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินค่าไม้แผ่นและไม้ซุงเป็นเงิน 1,500,000 บาท สำหรับรายการรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ คือ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX สีขาว หมายเลขทะเบียน กท 3113 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น VELLFIRE 2.4 สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ 8888 สงขลา และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Fortuner สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กฎ 6458 กรุงเทพมหานคร หรือ ขง 1 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา รถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา กับรายการพระเครื่อง คือ หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A2 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ (พิมพ์เมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A3 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ (พิมพ์เมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A4 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ(ฉ.) (เบอร์ 139) (4ฉ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A6 รุ่นเตารีด เนื้อนวะ(ฉ.) (เบอร์ 284) (1ฉ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A8 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A9 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A13 รุ่นเตารีด A เนื้อนวะ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A16 เลขใต้ฐาน เบอร์ 425 สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง A ลำดับ A17 เลขใต้ฐาน เบอร์ 510 สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B1 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B3 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B5 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง B ลำดับ B9 เตารีด (โลหะผสมพิม A) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C6 เตารีด อัลปาเช่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C8 เตารีด อัลปาเช่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C11 เตารีด หน้าใหญ่ (เตารีดเล็ก) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C13 เตารีดเล็ก สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C15 เตารีดเล็ก แข้งขีด สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C19 เตารีด พิมพ์กลางไม่ปั๊ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C20 เตารีด พิมพ์กลางไม่ปั๊ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง C ลำดับ C21 พระกริ่ง บัวรอบ สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D1 หลังเตารีด เนื้อเหลือง (พิมเมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D2 หลังเตารีด เนื้อเหลือง (พิมเมฆพัฒ) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D10 เตารีด พิมพ์ B สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D11 เตารีด พิมพ์ C สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D13 ปั๊มซ้ำ บ็อกแตก สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D16 ปั๊มซ้ำ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D17 ปั๊มซ้ำ 2 ชาย สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D18 เตารีด หน้าจีน สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D19 หลังหนังสือ ตัว (ท.) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง D ลำดับ D23 หลังหนังสือเล็ก (ว.) สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E1 ขี่คอ แจกกรรมการ สร้างปีที่ 2509 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E2 เหรียญเสมา รุ่น 3 (อัลปาก้า) สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E3 เหรียญเสมา 2 จุด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E4 เหรียญเสมาทองแดง สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E5 เหรียญเสมาทองแดง สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E6 เหรียญเสมา (อัลปาก้า) สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E8 น้ำเต้าหน้าหนุ่ม สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E9 น้ำเต้าหน้าแก่ สร้างปีที่ 2505 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E10 เหรียญไข่ปลา รุ่น 4 10 ขีด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E11 รุ่น 4 ไข่ปลา สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E12 ใบสาเก หน้าแก่ สร้างปีที่ 2508 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E13 เหรียญไข่ปลาใหญ่ พุดย้อย รุ่น 2 สร้างปีที่ 2502 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E14 เหรียญ 5 เหลี่ยม สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E15 เหรียญ 5 เหลี่ยม สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E18 รูปถ่ายหลวงปู่ทวด สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง E ลำดับ E21 เม็ดแตง หน้าผากสี่เส้น สร้างปีที่ 2504 หลวงปู่ทวด กล่อง F ลำดับ F2 เนื้อคลั่ง (หัวมีขีด) กล่อง F ลำดับ F7 ปลัดขิก หลวงพ่อแปลก และกล่อง F ลำดับ F12 ตะกรุด (อาจารย์นำ) ให้โจทก์กับจำเลยแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วนำเงินมาแบ่งกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตาราวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา กันคนละกึ่งหนึ่งนั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังยุติว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2551 มีบุตรด้วยกันคือเด็กชาย ว. พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่จังหวัดสงขลา เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โจทก์กับจำเลยมีเหตุทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ออกจากบ้านพักอาศัยพาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่ได้กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีก คดีในส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี มีเหตุให้หย่าขาดจากกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจในการกำหนดถิ่นที่อยู่และการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์และจำเลยต้องแบ่งสินสมรสที่เป็นที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุดอาคาร บ. และพระรูปหล่อลอยองค์เนื้อทองคำ มหาลาภไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้อง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์ เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องเสียได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสที่มีอยู่กับจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่โจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ โดยยกข้อต่อสู้ว่าสินสมรสดังกล่าวไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นคำให้การรับข้อเท็จจริงในทรัพย์สินตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส เป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX สีขาว หมายเลขทะเบียน กท 3113 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น VELLFIRE 2.4 สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ 8888 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Fortuner สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กฎ 6458 กรุงเทพมหานคร หรือ ขง 1 สงขลา โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์ แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสผ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถแทรกเตอร์เป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า วัว ไม้แผ่น ไม้ซุง และพระเครื่องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง แม้โจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า วัวตายเนื่องจากเกิดโรคระบาดก็ไม่ได้หมายความว่า วัวในฟาร์มจะตายไปทั้งหมด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้จำเลยแบ่งวัวที่เหลือในฟาร์ม โดยกำหนดมูลค่าเป็นเงินจำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์ ชอบแล้ว
ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง
ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าพระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัว และได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฏในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐาน โดยมีนายฬาเมศ มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานปากนี้ไว้ในวันเดียวกันกับวันสืบพยานจำเลยปากนี้ และโจทก์ได้คัดค้านการสืบพยานปากนี้ อีกทั้งพยานจำเลยปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ ทั้งจำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความ ต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ได้ จำเลยจึงต้องแบ่งพระเครื่องให้โจทก์กึ่งหนึ่งตามส่วนที่โจทก์นำสืบได้ว่ายังมีพระเครื่องซึ่งเป็นสินสมรสบางส่วนอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Decision 3615/2568 shows that a Thai divorce is won or lost in the pleadings. A foreign spouse accused of hiding or dissipating marital assets cannot answer that the items were family property, personal, or sold long ago. The defence must go item by item; anything left unanswered or lumped together is treated as admitted. Once a spouse concedes that an asset existed during the marriage, the burden of proving a genuine sale, and where the money went, shifts to that spouse. An unsupported story of a sale is treated under CCC section 1534 as a disposal for sole benefit, and the court divides the asset as if it were still there. Valuables with no paper trail are presumed sin somros under CCC section 1474 paragraph two. Keep contracts and bank records for any significant asset sold during the marriage, and record an inventory before anyone leaves the home.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2568 เป็นคำเตือนเรื่องวิธีการต่อสู้คดีหย่าในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเรื่องการนำสืบ คู่สมรสชาวต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่าปกปิดหรือยักย้ายสินสมรสจะให้การลอย ๆ ว่าทรัพย์เหล่านั้นเป็นของครอบครัว เป็นสินส่วนตัว หรือขายไปนานแล้วไม่ได้ คำให้การต้องแยกเป็นรายการ สิ่งใดไม่ได้ให้การถึงหรือกล่าวรวม ๆ กันจะถือว่ายอมรับ เมื่อคู่สมรสรับว่าทรัพย์นั้นเคยมีอยู่ระหว่างสมรส ภาระการพิสูจน์ว่าได้ขายไปโดยชอบและเงินไปอยู่ที่ใดย่อมตกแก่ฝ่ายนั้น ข้ออ้างเรื่องการขายที่ไม่มีหลักฐานจะถูกถือตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 ว่าเป็นการจำหน่ายเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว และศาลจะแบ่งทรัพย์นั้นเสมือนว่ายังคงมีอยู่ หลักเดียวกันใช้กับของสะสมและของมีค่าที่ไม่มีเอกสาร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง สิ่งใดเป็นที่สงสัยให้สันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส และจะหักล้างได้ก็ด้วยพยานหลักฐานว่าได้มาเมื่อใดและอย่างไร โดยเฉพาะจากคำเบิกความของคู่สมรสฝ่ายนั้นเอง ควรเก็บสัญญาซื้อขาย หลักฐานทางธนาคาร และภาพถ่ายที่ระบุวันที่สำหรับทรัพย์สินสำคัญที่จำหน่ายไประหว่างสมรส และหากมีแนวโน้มจะแยกกันอยู่ ควรบันทึกบัญชีทรัพย์สินไว้ก่อนที่ฝ่ายใดจะออกจากบ้าน
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
Who has to prove that marital property exists in a Thai divorce case? ในคดีหย่าของไทย ใครเป็นฝ่ายต้องพิสูจน์ว่ามีสินสมรสอยู่
It depends on the defence. In Decision 3615/2568 the Supreme Court explained that if the defendant spouse denies that the assets ever existed, the plaintiff must prove them. But if the defendant admits that the assets existed and pleads that they were later sold or no longer exist, the defendant has raised a new fact and must prove it under Civil Procedure Code section 84/1. The Court also confirmed that an appellate court may reassign the burden of proof if the trial court allocated it wrongly.
ขึ้นอยู่กับคำให้การ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2568 ศาลฎีกาอธิบายว่า หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์อ้างเลย โจทก์ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ แต่หากจำเลยรับว่าเคยมีสินสมรสนั้นและอ้างว่าได้จำหน่ายไปแล้วหรือไม่มีอยู่แล้ว เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ จำเลยต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ศาลฎีกายังยืนยันว่าศาลอุทธรณ์มีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ได้หากศาลชั้นต้นกำหนดไว้ไม่ถูกต้อง
What happens if my Thai spouse says the cars or cattle were already sold before the divorce? หากคู่สมรสชาวไทยอ้างว่ารถหรือวัวถูกขายไปแล้วก่อนหย่าจะเป็นอย่างไร
In Decision 3615/2568 the defendant pleaded that vehicles had been sold for 2,000,000 THB and the cattle for 1,000,000 THB because of losses, but produced no evidence. The Supreme Court held that a bare, unsupported claim of sale is treated as a disposal for the spouse's sole benefit under CCC section 1534, so the property is deemed to still exist and is divided as if it were there. The spouse claiming a sale therefore needs documents showing the sale and what happened to the proceeds.
ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2568 จำเลยให้การว่าขายรถยนต์ไปในราคา 2,000,000 บาท และขายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เพราะขาดทุน แต่ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการอ้างลอย ๆ ว่าขายไปแล้วถือเป็นการจำหน่ายสินสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 จึงให้ถือเสมือนว่าทรัพย์นั้นยังคงมีอยู่และต้องนำมาแบ่ง ฝ่ายที่อ้างว่าขายจึงต้องมีเอกสารแสดงการขายและแสดงว่าเงินที่ได้ไปอยู่ที่ใด
Are amulets, collections and other valuables with no receipts presumed to be marital property in Thailand? พระเครื่อง ของสะสม และของมีค่าที่ไม่มีใบเสร็จ ถูกสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสหรือไม่
Yes, where there is doubt. In Decision 3615/2568 the plaintiff produced a register, photographs and a record of handing 187 amulets to the defendant, who pleaded that they were personal property sold to third parties. The Supreme Court applied CCC section 1474 paragraph two, under which property of doubtful character is presumed to be sin somros. The defendant's expert witness could not say when or how the amulets were acquired and the defendant did not testify, so the presumption was not rebutted and the amulets shown to still exist had to be divided in half.
ใช่ ในกรณีที่เป็นที่สงสัย ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2568 โจทก์มีบัญชีคุมพระ ภาพถ่าย และบันทึกการส่งมอบพระเครื่อง 187 องค์ ให้จำเลย ส่วนจำเลยให้การว่าเป็นสินส่วนตัวและขายให้บุคคลภายนอกไปแล้ว ศาลฎีกานำ ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง มาใช้ ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินที่เป็นที่สงสัยเป็นสินสมรส พยานผู้ชำนาญการของจำเลยไม่อาจยืนยันได้ว่าได้พระเครื่องมาเมื่อใดและอย่างไร และตัวจำเลยไม่มาเบิกความ ข้อสันนิษฐานจึงไม่ถูกหักล้าง พระเครื่องเท่าที่พิสูจน์ได้ว่ายังมีอยู่ต้องแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง
Can a vague defence that assets belong to the family or are personal property succeed in a Thai property division case? คำให้การลอย ๆ ว่าทรัพย์สินเป็นของครอบครัวหรือเป็นสินส่วนตัวจะใช้ต่อสู้ในคดีแบ่งสินสมรสได้หรือไม่
Not if it fails to say which item is which. In Decision 3615/2568 the defendant answered a list of nine vehicles by saying that some belonged to the defendant's family, some were sin somros already sold and some were personal property, without identifying any of them. The Supreme Court held this was an unclear pleading under Civil Procedure Code section 177 paragraph two and treated it as an admission of the plaintiff's claim. The same happened with timber said to be partly owned by outsiders and partly turned into furniture.
ไม่ได้ หากไม่ระบุว่ารายการใดเป็นอย่างใด ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2568 จำเลยให้การต่อรายการรถเก้าคันว่าบางคันเป็นของครอบครัวจำเลย บางคันเป็นสินสมรสที่ขายไปแล้ว บางคันเป็นสินส่วนตัว โดยไม่ระบุว่าคันใดเป็นอย่างใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง และถือว่ารับข้อเท็จจริงตามฟ้อง เช่นเดียวกับไม้ที่อ้างว่าบางส่วนเป็นของบุคคลภายนอกและบางส่วนแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว
📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต