At-Fault Spouse Cannot Claim Alimony but May Get Maintenance Until the Divorce Is Final คู่สมรสฝ่ายผิดเรียกค่าเลี้ยงชีพไม่ได้ แต่ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจนหย่าถึงที่สุดได้แม้มิได้ขอ
⚖️ Key Takeaway ⚖️ ประเด็นสำคัญ
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ section 1526 alimony after divorce is available only where the ground of divorce is the fault of one spouse alone; a spouse whose own serious hostility to the marital relationship under section 1516 (6) is the ground of divorce cannot claim it. That spouse may nevertheless claim maintenance between spouses for the period before the action and up to the date the divorce judgment becomes final, and under section 1598/38 the court may fix such maintenance even though it was not requested, having regard to the obligor's ability, the recipient's position and the circumstances of the case. Where the claimant's means match the obligor's, the court may award nothing. Property acquired during the marriage with one spouse's salary is สินสมรส ตาม section 1474; อำนาจปกครอง and the duty to maintain the child end when the child attains majority (sections 1564, 1566 and 1580). Other provisions applied: Conflict of Laws Act B.E. 2481 section 20; Conflict of Laws Act B.E. 2481 section 27.
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 ค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าจะเรียกได้ต่อเมื่อเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว คู่สมรสที่กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) อันเป็นเหตุหย่า จึงเป็นฝ่ายผิดและไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ อย่างไรก็ตาม คู่สมรสฝ่ายนั้นยังเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาสำหรับช่วงก่อนฟ้องจนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ และตามมาตรา 1598/38 แม้มิได้ขอมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี หากฐานะของผู้รับไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ให้และผู้ให้จ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้อยู่แล้ว ศาลอาจไม่กำหนดให้ก็ได้ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสด้วยเงินเดือนของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 ซึ่งต้องแบ่งเท่ากัน และอำนาจปกครองสิ้นสุดเมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะตามมาตรา 1566 และ 1580 พร้อมกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564
Executive Summary บทสรุปผู้บริหาร
The husband, an American national, sued his Thai wife for divorce, sole parental power and equal division of marital property. The trial court dismissed both sides. The Court of Appeal granted the divorce, gave parental power to the husband and ordered equal division, including four plots of land in the wife's name. The Supreme Court noted that the marriage, celebrated in New York in 2536 (1993) and registered in Thailand in 2541 (1998), was valid, and that as both New York law and Thai law permit divorce the Thai court could grant it under section 27 of the Conflict of Laws Act B.E. 2481. It held that the wife's letter opposing the husband's naturalisation, and her report to the embassy accusing him of sexual misconduct towards the child were bad-faith acts amounting to serious hostility under CCC section 1516 (6). The four plots, bought during the marriage with a loan repaid from the wife's salary, were marital property under section 1474; bank accounts in the husband's name, pleaded as marital property without objection, also had to be divided. On maintenance, the Court held that the wife, as the spouse at fault, could not claim alimony after divorce under section 1526, but could claim maintenance before the action and up to the final divorce judgment, which a court may award even if not requested, under section 1598/38. As the husband had paid her housing throughout and her means were not inferior to his, none was awarded.
สามีสัญชาติอเมริกันฟ้องภริยาสัญชาติไทยขอหย่า ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว และขอแบ่งสินสมรสคนละครึ่ง ภริยาฟ้องแย้งเรียกค่าเช่าบ้าน ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าซื้อรถยนต์ และขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ศาลชั้นต้นยกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หย่า ให้สามีใช้อำนาจปกครอง และแบ่งสินสมรสเท่ากันรวมทั้งที่ดิน 4 แปลงที่มีชื่อภริยา ภริยาฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายรัฐนิวยอร์กในปี 2536 (ค.ศ. 1993) และตามกฎหมายไทยในปี 2541 (ค.ศ. 1998) สมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 และเมื่อกฎหมายรัฐนิวยอร์กและกฎหมายไทยต่างยอมให้หย่าได้ ศาลไทยจึงพิพากษาให้หย่าได้ตามมาตรา 27 การที่ภริยาทำหนังสือคัดค้านการให้สัญชาติไทยแก่สามีโดยลงชื่อบุตรท้ายหนังสือ และแจ้งสถานเอกอัครราชทูตว่าสามีมีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมกับบุตร เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตมุ่งทำลายชื่อเสียงและสิทธิของสามี เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ที่ดิน 4 แปลงซึ่งภริยาซื้อระหว่างสมรสด้วยเงินกู้ที่ผ่อนชำระจากเงินเดือนเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 และบัญชีเงินฝาก HSBC ในชื่อสามีซึ่งบรรยายฟ้องว่าเป็นสินสมรสโดยภริยามิได้โต้แย้งต้องนำมาแบ่งด้วย ส่วนอำนาจปกครองไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว ในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าภริยาซึ่งเป็นฝ่ายผิดเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าตามมาตรา 1526 ไม่ได้ แต่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องจนถึงศาลพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ และแม้มิได้ขอ ศาลก็กำหนดให้ได้ตามมาตรา 1598/38 แต่เมื่อสามีจ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้ตลอดมาและฐานะของภริยาไม่ยิ่งหย่อนกว่าสามี จึงไม่กำหนดให้
Facts of the Case ข้อเท็จจริง
The husband, an American citizen, and the wife, a Thai citizen, married under the law of New York in 2536 (1993) and registered the marriage again at Chachoengsao on 7 April 2541 (1998). Their daughter was born on 24 December 2539 (1996). In mid 2549 (2006), after years of quarrels, the husband moved out, leaving the child with the wife. On 20 August 2552 (2009) the wife wrote to oppose the husband's application for Thai nationality. In March 2553 (2010) he reported that she had confined the child, took the child to live with him and obtained an interim order to that effect. In 2545 (2002) the wife had bought four plots of land at a Legal Execution Department auction with a bank loan repaid from her Thai Airways salary, and she transferred them to her mother after the divorce suit was filed. The husband sued for divorce, sole parental power and equal division of marital property; the wife counterclaimed for rent of 50,000 THB a month, school fees of 1,200,000 THB a year, family expenses of about 150,000 THB a month, 1,700,000 THB for a car and sole parental power. The trial court dismissed both sides; the Court of Appeal granted the divorce and the division; the wife appealed.
สามีสัญชาติอเมริกันและภริยาสัญชาติไทยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายรัฐนิวยอร์กเมื่อปี 2536 (ค.ศ. 1993) และจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 (ค.ศ. 1998) มีบุตรสาว 1 คน เกิดวันที่ 24 ธันวาคม 2539 (ค.ศ. 1996) ตั้งแต่ปี 2547 (ค.ศ. 2004) ทั้งสองทะเลาะกันและต่างแจ้งความว่าถูกทำร้ายร่างกาย กลางปี 2549 (ค.ศ. 2006) สามีย้ายออกโดยบุตรอยู่กับภริยา สามีเคยฟ้องขอใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียวซึ่งศาลยกฟ้อง และฟ้องขอกำหนดเวลาเยี่ยมบุตรซึ่งศาลให้เยี่ยมได้ตามสมควร วันที่ 20 สิงหาคม 2552 (ค.ศ. 2009) ภริยามีหนังสือคัดค้านการอนุมัติสัญชาติไทยให้แก่สามี วันที่ 2 มีนาคม 2553 (ค.ศ. 2010) สามีแจ้งความว่าภริยากักขังบุตรไว้ที่คอนโดมิเนียม แล้วพาบุตรมาอยู่ด้วย และได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้บุตรพักอาศัยกับสามี โดยศาลสั่งให้ทั้งสามคนเข้าตรวจสภาพจิต ปี 2545 (ค.ศ. 2002) ภริยาซื้อที่ดิน 4 แปลงจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีด้วยเงินกู้ธนาคารที่หักจากเงินเดือนการบินไทย และโอนให้มารดาหลังถูกฟ้องคดีนี้ สามีฟ้องขอหย่า ขอใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียว และแบ่งสินสมรสคนละครึ่ง ภริยาฟ้องแย้งเรียกค่าเช่าบ้านเดือนละ 50,000 บาท ค่าเล่าเรียนบุตรปีละ 1,200,000 บาท ค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 150,000 บาท ค่าซื้อรถยนต์ 1,700,000 บาท และขอใช้อำนาจปกครอง ศาลชั้นต้นยกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หย่าและแบ่งสินสมรส ภริยาฎีกา
Court's Holding (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Under CCC section 1526 alimony after divorce is available only where the ground of divorce is the fault of one spouse alone; a spouse whose own serious hostility to the marital relationship under section 1516 (6) is the ground of divorce cannot claim it. That spouse may nevertheless claim maintenance between spouses for the period before the action and up to the date the divorce judgment becomes final, and under section 1598/38 the court may fix such maintenance even though it was not requested, having regard to the obligor's ability, the recipient's position and the circumstances of the case. Where the claimant's means match the obligor's, the court may award nothing. Property acquired during the marriage with one spouse's salary is marital property under section 1474; parental power and the duty to maintain the child end when the child attains majority (sections 1564, 1566 and 1580). Other provisions applied: Conflict of Laws Act B.E. 2481 section 20; Conflict of Laws Act B.E. 2481 section 27.
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 ค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าจะเรียกได้ต่อเมื่อเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว คู่สมรสที่กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) อันเป็นเหตุหย่า จึงเป็นฝ่ายผิดและไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ อย่างไรก็ตาม คู่สมรสฝ่ายนั้นยังเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาสำหรับช่วงก่อนฟ้องจนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ และตามมาตรา 1598/38 แม้มิได้ขอมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี หากฐานะของผู้รับไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ให้และผู้ให้จ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้อยู่แล้ว ศาลอาจไม่กำหนดให้ก็ได้ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสด้วยเงินเดือนของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 ซึ่งต้องแบ่งเท่ากัน และอำนาจปกครองสิ้นสุดเมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะตามมาตรา 1566 และ 1580 พร้อมกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564
Legal Analysis การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
The Supreme Court began with the conflict of laws. The marriage was valid under section 20 of the Conflict of Laws Act B.E. 2481, and because the husband had proved that New York law and the ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, the two national laws, both permit divorce, the grounds were governed by the law of the forum and the Thai court could grant the divorce under section 27. On the ground, the wife's letter opposing the husband's naturalisation, and her report to the embassy that he was sexually mistreating the child were not legitimate steps to protect her family but bad-faith acts aimed at his reputation, status and rights, causing him excessive hardship: serious hostility to being husband and wife under CCC section 1516 (6). The four plots, bought by the wife in 2545 (2002) with her own loan and salary and transferred to her mother only after the suit began, were marital property under section 1474 and the husband took half. The HSBC accounts in his name had been pleaded as marital property without objection, so the Court of Appeal erred in omitting them. Parental power no longer arose because the daughter was over 20 (sections 1566 and 1580), and the husband's duty to maintain her under section 1564 had ended. Quoting section 1526, the Court held that because the ground of divorce was the wife's own fault she could not claim alimony after the divorce; she could, however, claim maintenance for the period before the action up to the final divorce judgment, and the court may award it even where not asked for, weighing under section 1598/38 the obligor's ability, the recipient's position and the circumstances. Since the husband had paid her housing throughout and she had her own business, savings and salary, her position was not inferior to his and no maintenance was fixed.
ศาลฎีกาเริ่มจากปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมาย เมื่อภริยามิได้ฎีกาในประเด็นอำนาจฟ้อง จึงฟังยุติว่าการสมรสทำถูกต้องตามแบบของกฎหมายแห่งประเทศที่สมรส คือ ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา จึงสมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 และเมื่อสามีนำสืบได้ว่ากฎหมายรัฐนิวยอร์กอันเป็นกฎหมายสัญชาติของสามี และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายสัญชาติของภริยาต่างยอมให้หย่าได้ เหตุหย่าจึงเป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้อง ศาลไทยมีอำนาจพิพากษาให้หย่าได้ตามมาตรา 27 ในส่วนเหตุหย่า การที่ภริยาทำหนังสือคัดค้านการให้สัญชาติไทยแก่สามีจนสามีไม่ได้รับอนุมัติ โดยลงชื่อบุตรท้ายหนังสือทั้งที่บุตรไม่เคยเห็นเอกสาร และแจ้งสถานเอกอัครราชทูตว่าสามีมีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมกับบุตรจนมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ มิใช่การร้องขอความเป็นธรรมเพื่อปกป้องครอบครัว แต่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต มุ่งทำลายชื่อเสียง สถานะ และสิทธิของสามี จนสามีเดือดร้อนเกินสมควร จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ในเรื่องทรัพย์สิน ที่ดิน 4 แปลงภริยาซื้อเองในปี 2545 (ค.ศ. 2002) ด้วยเงินกู้และเงินเดือนของตน ข้ออ้างว่ามารดาให้เงินและการโอนให้มารดาหลังถูกฟ้องเป็นพิรุธ ที่ดินจึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 สามีมีสิทธิกึ่งหนึ่ง ส่วนบัญชีเงินฝาก HSBC ในชื่อสามีซึ่งบรรยายฟ้องว่าเป็นสินสมรสโดยภริยาไม่โต้แย้ง ศาลอุทธรณ์ไม่แบ่งให้เป็นการไม่ชอบ อำนาจปกครองไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะบุตรอายุเกิน 20 ปีแล้วตามมาตรา 1566 และ 1580 และหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 สิ้นสุดลง ศาลฎีกายกมาตรา 1526 ขึ้นวินิจฉัยว่า เมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของภริยา ภริยาจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้ แต่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องจนถึงศาลพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ และแม้มิได้ขอ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีตามมาตรา 1598/38 เมื่อสามีจ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้ภริยาตลอดมา ค่าใช้จ่ายอื่นไม่เกินกว่าที่ภริยาจะจ่ายได้ และภริยามีกิจการของครอบครัว เงินเก็บ และรายได้จากการบินไทยจนเกษียณ ฐานะจึงไม่ยิ่งหย่อนกว่าสามี ศาลไม่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้
Full Court Decision คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 8151/2560. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
English translation is being prepared and will be available soon.
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวและแบ่งสินสมรสให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง
จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชำระค่าเช่าบ้านพักอาศัยเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2553 เป็นต้นไป ค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ปีละ 1,200,000 บาท ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นไป ทุกปี ซึ่งค่าเล่าเรียนอาจเพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ ปีละร้อยละ 10 ถึง 15 ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยและบุตรผู้เยาว์ เดือนละประมาณ 150,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เป็นต้นไป และค่าซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในครอบครัวและรับส่งบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 1,700,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแก่จำเลย 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. ให้แบ่งสินสมรสของโจทก์และจำเลยให้ได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2536 และจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของประเทศไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2541 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อเด็กหญิง อ. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 อาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 14/2 ต่อมาปี 2547 โจทก์กับจำเลยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน โจทก์จำเลยต่างแจ้งความเป็นหลักฐานกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายกัน ต่อมากลางปี 2549 โจทก์ขนย้ายของออกแยกไปอยู่ที่อื่น โดยบุตรผู้เยาว์ยังคงอาศัยอยู่กับจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีแพ่งจำเลยเพื่อขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียวตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 246/2550 คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลพิพากษายกฟ้อง และฟ้องเพื่อขอให้ศาลระบุเวลาเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ให้ชัดเจน เพราะถูกจำเลยกีดกัน ในคดีหมายเลขแดงที่ 1806/2551 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิพบและเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ในเวลาที่เหมาะสม วันที่ 20 สิงหาคม 2552 จำเลยมีหนังสือคัดค้านการอนุมัติสัญชาติให้แก่โจทก์ วันที่ 2 มีนาคม 2553 โจทก์แจ้งความว่า จำเลยกักขังหน่วงเหนี่ยวบุตรผู้เยาว์ที่คอนโดมิเนียม จากนั้น โจทก์ได้พาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่อาศัยกับโจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาขอให้บุตรผู้เยาว์มาพักอาศัยกับโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลย และบุตรผู้เยาว์เข้าตรวจสภาพจิตที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องโจทก์โดยให้บุตรผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 สำหรับในประเด็นอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ฎีกาในประเด็นนี้ จึงฟังได้ว่า เมื่อการสมรสได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่งประเทศที่สมรส ได้แก่ ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกาแล้ว ถือว่าการสมรสสมบูรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 20 สำหรับเหตุหย่านั้น โจทก์นำสืบได้ว่ากฎหมายแห่งรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อันเป็นประเทศแห่งสัญชาติของโจทก์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นกฎหมายประเทศแห่งสัญชาติของจำเลยยอมให้หย่าได้ตามที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น เหตุหย่าจึงให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า โจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องขอให้ศาลสยามมีคำพิพากษาให้หย่าได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (6) ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของการกระทำของจำเลยแม้จะเกิดจากความไม่พอใจในพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นสามี และมีความหึงหวง หรือเข้าใจว่าโจทก์ใช้อิทธิพลในการปิดคดีต่าง ๆ แม้ไม่เป็นการหมิ่นประมาทก็ตาม แต่การทำหนังสือคัดค้านเพื่อขอให้ยับยั้งการให้สัญชาติของโจทก์นั้น มิได้เป็นเพียงการร้องขอความเป็นธรรมเพื่อปกป้องสิทธิในครอบครัวตนเองหรือให้ผู้บังคับบัญชาโจทก์ตักเตือนความประพฤติแต่อย่างใด ตามที่จำเลยอ้าง และท้ายที่สุดก็ทำให้โจทก์ไม่ได้รับการอนุมัติสัญชาติและนำผู้เยาว์มาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง โดยจำเลยเบิกความรับว่าเป็นผู้ลงชื่อบุตรผู้เยาว์ท้ายหนังสือ โดยอ้างว่าขออนุญาตบุตรผู้เยาว์แล้ว ทั้งที่บุตรผู้เยาว์เบิกความว่า ทราบว่าจำเลยไม่อยากให้โจทก์ได้สัญชาติไทย เคยจะช่วยจำเลย แต่ก็ไม่ได้ช่วย สุดท้ายไม่ทราบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร ไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อน จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาไม่สุจริตแก่โจทก์ซึ่งเป็นสามี รวมถึงการแจ้งสถานเอกอัครราชทูตว่า โจทก์ดูแลบุตรผู้เยาว์ไม่ดี มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมกับบุตรผู้เยาว์ จนสถานเอกอัครราชทูตส่งเจ้าหน้าที่ชื่อนาง Sharon มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ แม้จำเลยฎีกาอ้างว่าไม่เคยไปแจ้งสถานเอกอัครราชทูต ให้กระทำการเช่นนั้น จำเลยมีหนทางอื่นที่จะทำได้ เช่น ยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งข้อฎีกาของจำเลยข้อนี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้าง ไม่เคยให้การหรือนำสืบไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งขัดต่อเหตุผลว่า หากจำเลยมิได้ทำ เหตุใดสถานเอกอัครราชทูตจึงส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ เหตุใดเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องทำหนังสือชี้แจงจ่าหน้าซองถึงจำเลย คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้แจ้งให้ตรวจสอบเอง พฤติการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำตามอำเภอใจ ปราศจากความไตร่ตรองถึงความเหมาะสมทั้งที่จำเลยเองก็มีการศึกษาที่ดี ไม่มีเหตุผลอันสมควร ทำให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าต้องการทำลายทั้งชื่อเสียง ภาพลักษณ์ สถานะ และที่สำคัญคือสิทธิที่โจทก์พึงได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งกระทบต่อความเป็นอยู่ อิสระในการใช้ชีวิต ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร เป็นการคุกคามโจทก์อย่างต่อเนื่องและหลายครั้ง โดยปราศจากความรัก ความปรารถนาดีต่อกันที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ การกระทำของจำเลยเป็นปฎิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดที่ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุหย่าระหว่างโจทก์จำเลยนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควร โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าอื่นตามฟ้องดังคำแก้ฎีกาของโจทก์อีกหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 เป็นสินสมรสหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประทศไทย เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงจากกรมบังคับคดีและทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 โดยตกลงยินยอมให้หักบัญชีเงินเดือนที่ได้รับจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยทำงานอยู่ โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการซื้อเองตั้งแต่ต้น ได้แก่ ประมูล ทำสัญญา กู้เงิน หักเงินเดือน จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงอ้างว่า นางอำไพให้เงินก้อนมาไถ่ถอนจำนองตั้งแต่ปี 2542 แต่โจทก์ไม่ยอมออกจากบ้าน และไม่ชำระค่าใช้จ่ายในบ้านทำให้จำเลยต้องนำเงินมารดาไปใช้จ่ายในบ้านก่อนนั้น ฟังดูเลื่อนลอยว่า เหตุใดจำเลยจึงไม่นำเงินดังกล่าวไปไถ่ถอนจำนองปิดบัญชี กลับนำไปใช้อย่างอื่นก่อน ทั้งที่จำเลยมีรายได้พอจะเสียค่าใช้จ่ายในบ้าน และยอมเสียดอกเบี้ยไปเพื่อเหตุใด อีกทั้งจำเลยเพิ่งมาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงนี้แก่นางอำไพภายหลังโจทก์ฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสในคดีนี้จึงเป็นพิรุธ ทั้งการที่อ้างว่านางอำไพต้องการที่ดินดังกล่าวไปก่อสร้างโกดังเก็บสินค้าเนื่องจากมีโรงงานอยู่ใกล้ที่ดินนี้ แต่สุดท้ายหลังจากซื้อแล้วนางอำไพก็ไม่ได้ก่อสร้างโกดังแต่อย่างใด โดยจำเลยเบิกความอ้างว่า นางอำไพเพิ่งทราบภายหลังจากไปตรวจสอบที่ดินว่า เป็นที่ดินตาบอด ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจึงไม่สร้างโกดังสินค้า ซึ่งขัดต่อเหตุผล ว่าเหตุใดนางอำไพซึ่งมีธุรกิจการค้า มีโรงงานผลิตสินค้าประเภทอะลูมิเนียม มีบัญชีเงินฝากและที่ดินมากมาย จึงไม่ซื้อที่ดินเองและไม่ตรวจสอบที่ดินให้ดีก่อนว่าเป็นที่ดินมีสภาพเช่นไร ต่างจากที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งโจทก์เองก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า เป็นเงินของนางอำไพเป็นผู้ซื้อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวด้วยเงินตนเอง เมื่อที่ดินทั้งสี่แปลงได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 โจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า บัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx สาขากรุงเทพ ที่เป็นชื่อบัญชีของโจทก์ โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า บัญชีเงินฝากในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 7 บัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 1 บัญชีของจำเลย กับบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) 1 บัญชีของโจทก์ เป็นสินสมรส และขอแบ่งสินสมรสดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งเฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและอำนาจปกครอง ไม่ได้โต้แย้งว่าบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นสินสมรส ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่า เงินฝากดังกล่าวซึ่งรวมเงินฝากในธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เป็นสินสมรส ซึ่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้แบ่งสินสมรสดังกล่าวให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษาให้แบ่งสินสมรสในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" เมื่อความปรากฏว่านางสาว อ. บุตรของโจทก์จำเลย เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 เมื่อนับถึงระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาว อ. อายุ 20 ปีเศษแล้ว ซึ่งบรรลุนิติภาวะ และพ้นสภาพแห่งความเป็นผู้เยาว์ และไม่จำต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา อำนาจปกครองของโจทก์จำเลยย่อมหมดไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1580 ดังนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่า อำนาจปกครองควรอยู่กับโจทก์หรือจำเลย ดังที่จำเลยฎีกา ยกฎีกาของจำเลยประการนี้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งถึงบรรลุนิติภาวะในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติไว้ว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงแต่ฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ คดีนี้เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ อันเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังจากการหย่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องและจนถึงศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ ตามฟ้องแย้งจำเลยขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนมีนาคม 2553 แต่ฎีกาของจำเลยกลับขอให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนสิงหาคม 2549 ย้อนขึ้นไปนับแต่เดือนที่โจทก์ออกจากบ้าน อย่างไรก็ตามสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ถึงมิได้ขอ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายที่จำเลยเรียกรวมกันมามีค่าใช้จ่ายในส่วนของบุตรผู้เยาว์รวมมาด้วยหลายรายการ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ จึงไม่จำต้องกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้โจทก์ต้องชำระอีกแล้วนั้น จึงเหลือค่าใช้จ่ายไม่กี่รายการที่ไม่ใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ก็ยังปรากฏว่าโจทก์ยังคงจ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้จำเลยมาตลอด ในส่วนของค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่รวมของผู้เยาว์ ก็ไม่ปรากฏว่าจำนวนมากเกินกว่าที่จำเลยจะจ่ายได้ เพราะจำเลยมีกิจการของครอบครัวเดิม มีเงินเก็บ มีรายได้จากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จนเกษียณ เมื่อคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ฐานะของจำเลยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโจทก์ กรณีจึงเห็นควรไม่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดแจ้งว่า เงินฝากในธนาคารที่มีชื่อโจทก์จำเลยตามฟ้องรวม 9 บัญชี กับที่ดินมีโฉนด 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง การแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 นอกจากนี้ได้ความจากพยานหลักฐานว่า การรับเงินเดือนของโจทก์มีการให้จ่ายเงินในต่างประเทศบางส่วน และมีการโอนเงินจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ดังนั้น หากมีสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเข้ามา ก็ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องเรียกร้องขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีใหม่อีกต่างหาก
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสคือ บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) เลขที่ 101 287 xxx x เลขที่ 101 563 xxx x เลขที่ 101727 xxx x เลขที่ 196 210 xxx x เลขที่ 225 029 xxx x เลขที่ 225 200 xxx x และเลขที่ 198 451 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่ 588 100 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx ที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ให้แก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยฟ้องแบ่งสินสมรสนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง
Code Sections Referenced มาตราที่อ้างอิง
💡 What This Means for You 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Two lessons for foreigners divorcing in Thailand. First, a Thai court takes a mixed-nationality divorce only once it is shown that both spouses' national laws permit divorce; the husband proved New York law, and the grounds were then judged under Thai law. Second, conduct that attacks a spouse's nationality or immigration status, or unfounded reports of abuse to an embassy, can itself be the ground of divorce as serious hostility under CCC section 1516 (6), and the spouse found at fault loses any claim to alimony after the divorce. Maintenance for the period until the divorce becomes final remains possible, and the court can fix it on its own motion, but it พินัยกรรม not do so where the claimant's means match the other side's. Property bought during the marriage from one spouse's salary is split equally, and transfers to relatives after the suit is filed will be viewed with suspicion.
ชาวต่างชาติที่หย่าในประเทศไทยควรทราบสองประการ ประการแรก ศาลไทยจะพิจารณาคดีหย่าระหว่างคู่สมรสต่างสัญชาติต่อเมื่อได้ความว่ากฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ ในคดีนี้สามีนำสืบกฎหมายรัฐนิวยอร์ก แล้วศาลจึงพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายไทย ประการที่สอง การกระทำที่มุ่งทำลายสถานะทางสัญชาติหรือสิทธิการพำนักของคู่สมรส หรือการแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดต่อสถานเอกอัครราชทูตโดยไม่มีมูล อาจเป็นเหตุหย่าในฐานะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) และฝ่ายที่ถูกชี้ว่าผิดย่อมเสียสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูสำหรับช่วงก่อนหย่าถึงที่สุดยังเรียกได้ และศาลกำหนดให้ได้เองแม้มิได้ขอ แต่จะไม่กำหนดให้หากฐานะของผู้ขอไม่ยิ่งหย่อนกว่าอีกฝ่าย ทรัพย์สินที่ซื้อระหว่างสมรสด้วยเงินเดือนของฝ่ายหนึ่งต้องแบ่งเท่ากันไม่ว่าจะมีชื่อผู้ใด และการโอนให้ญาติหลังถูกฟ้องจะถูกมองว่าเป็นพิรุธ
Frequently Asked Questions คำถามที่พบบ่อย
Can a Thai court divorce an American citizen and a Thai citizen who married abroad? ศาลไทยพิพากษาให้ชาวอเมริกันกับคนไทยที่จดทะเบียนสมรสในต่างประเทศหย่ากันได้หรือไม่
Yes. In Decision 8151/2560 the spouses had married in New York in 2536 (1993) and registered again in Thailand. The marriage was valid under section 20 of the Conflict of Laws Act B.E. 2481 because it followed the form of the place of celebration, and because the husband proved that both New York law and Thai law allow divorce, the Thai court could hear the case, applying Thai law to the grounds under section 27 of that Act. The Supreme Court then granted the divorce for serious hostility under CCC section 1516 (6).
ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560 คู่สมรสจดทะเบียนสมรสที่รัฐนิวยอร์กในปี 2536 (ค.ศ. 1993) และจดทะเบียนอีกครั้งในประเทศไทย การสมรสสมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 เพราะทำถูกต้องตามแบบของประเทศที่สมรส และเมื่อสามีนำสืบได้ว่าทั้งกฎหมายรัฐนิวยอร์กและกฎหมายไทยยอมให้หย่าได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาคดี โดยเหตุหย่าเป็นไปตามกฎหมายไทยตามมาตรา 27 ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6)
Can the spouse at fault receive alimony after a Thai divorce? คู่สมรสฝ่ายที่เป็นฝ่ายผิดจะได้รับค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าในประเทศไทยหรือไม่
No. Decision 8151/2560 quotes CCC section 1526: alimony is available only when the ground of divorce is the fault of one spouse alone and the divorce makes the other spouse poorer. The wife, whose serious hostility was the ground of divorce, could not claim alimony after the divorce. She could still claim maintenance between spouses for the period before the action and up to the final divorce judgment, and the court may fix that maintenance under section 1598/38 even if it was not requested, but on the facts her means were not inferior to the husband's, so nothing was awarded.
ไม่ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560 ยก ป.พ.พ. มาตรา 1526 ว่าค่าเลี้ยงชีพเรียกได้เฉพาะเมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียวและการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง ภริยาซึ่งการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงของตนเป็นเหตุหย่า จึงเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าไม่ได้ แต่ยังเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาสำหรับช่วงก่อนฟ้องจนถึงศาลพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ และศาลกำหนดให้ได้ตามมาตรา 1598/38 แม้มิได้ขอ แต่ตามข้อเท็จจริงฐานะของภริยาไม่ยิ่งหย่อนกว่าสามี ศาลจึงไม่กำหนดให้
Is land bought in my Thai wife's name during the marriage marital property? ที่ดินที่ซื้อในชื่อภริยาชาวไทยระหว่างสมรสเป็นสินสมรสหรือไม่
Generally yes. In Decision 8151/2560 four plots bought by the wife in 2545 (2002) at a Legal Execution Department auction, financed by a bank loan repaid from her salary, were held to be marital property under CCC section 1474 because they were acquired during the marriage, and the American husband received half. Her claim that her mother had provided the money, and her transfer of the plots to her mother after the suit began, were rejected as implausible. The Supreme Court directed that the land be divided under section 1364.
โดยหลักเป็นสินสมรส ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560 ที่ดิน 4 แปลงที่ภริยาซื้อในปี 2545 (ค.ศ. 2002) จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีด้วยเงินกู้ธนาคารที่ผ่อนชำระจากเงินเดือนของตน ศาลถือว่าเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 เพราะได้มาระหว่างสมรส สามีชาวอเมริกันจึงมีสิทธิกึ่งหนึ่ง ข้ออ้างว่ามารดาเป็นผู้ให้เงิน และการโอนที่ดินให้มารดาหลังจากถูกฟ้อง ศาลเห็นว่าขัดต่อเหตุผลและเป็นพิรุธ ศาลฎีกาให้แบ่งที่ดินโดยดำเนินการตามมาตรา 1364
What happens to custody if the child turns 20 during the divorce case? หากบุตรอายุครบ 20 ปีระหว่างการพิจารณาคดีหย่า อำนาจปกครองจะเป็นอย่างไร
The issue falls away. In Decision 8151/2560 the daughter reached 20 while the appeal to the Supreme Court was pending. Under CCC section 1566 a child is subject to parental power only while a minor, and under section 1580 parental power ends on majority, so the Supreme Court declined to decide which parent should hold it. The parent's duty to maintain the child under section 1564 had also ended, so no child maintenance was ordered for the future.
ประเด็นนั้นย่อมตกไป ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560 บุตรสาวอายุครบ 20 ปีระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 บุตรอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาเฉพาะขณะยังไม่บรรลุนิติภาวะ และตามมาตรา 1580 อำนาจปกครองสิ้นสุดเมื่อบรรลุนิติภาวะ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยว่าอำนาจปกครองควรอยู่กับฝ่ายใด และหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 สิ้นสุดลงด้วย จึงไม่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสำหรับอนาคต
📖 Further Reading on ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Disclaimer: The English translations provided on this website are unofficial and for informational purposes only. The authoritative text of Thai statutes is in the Thai language as published in the Royal Thai Government Gazette (Ratchakitchanubeksa). This content does not constitute legal advice. For specific legal questions, consult a qualified Thai attorney.
Copyright © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. The Thai statutory text (ตัวบทกฎหมาย) and the original Thai-language Supreme Court (Dika) decisions are in the public domain as published in the Royal Thai Government Gazette (ราชกิจจานุเบกษา) pursuant to Section 7 of the Copyright Act B.E. 2537 (1994). All other content, including English translations, Supreme Court (Dika) decision summaries, legal annotations, cross-references, commentary, and editorial analysis, is the copyrighted intellectual property of ThaiLawOnline and its editors, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) and Wichuda Atthamethakon (LL.M.). Unauthorized reproduction or distribution is prohibited.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต