Vérifié ตรวจสอบแล้ว Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 5440/2561 คำพิพากษาที่ 5440/2561 2018 (BE 2561)

A sale with right of redemption disguised as a transfer is void if not registered คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5440/2561

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The transfer was a sham hiding a sale with right of redemption; as that sale was not registered with the competent official it was void under section 152, both contracts were void, and the parties had to make restitution under the rules on unjust enrichment. The judgment below was affirmed.

เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

An unregistered buy-back arrangement over land gives the lender no title and must be unwound.

Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง

A landowner who borrowed from the defendants signed blank powers of attorney, which they used to transfer her land to one of them, after which the parties agreed she could buy it back within three years.

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The transfer was a sham hiding a sale with right of redemption; as that sale was not registered with the competent official it was void under section 152, both contracts were void, and the parties had to make restitution under the rules on unjust enrichment. The judgment below was affirmed.
เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 5440/2561. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5440/2561 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน และกำหนดเวลาชำระคืนกันไว้ แต่จำเลยทั้งสองมีเงินให้โจทก์กู้ยืมเพียงบางส่วน จึงขอให้โจทก์ลงลายมือชื่อ ในหนังสือมอบอำนาจที่มิได้กรอกข้อความให้จำเลยทั้งสองยึดถือไว้เพื่อทำนิติกรรมกู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้โจทก์ เมื่อครบกำหนดโจทก์ไม่ชำระเงินต้นและกู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสองอีกหลายครั้ง ต่อมาจำเลยทั้งสองนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงชื่อไปกรอกข้อความและโอนที่ดินพิพาทตีใช้หนี้แก่จำเลยที่ 1 ภายหลัง โจทก์ทราบการโอน โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงกันว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินคืน ภายใน 3 ปี หากไม่ไถ่ถอนถือว่าสละสิทธิและโจทก์จะได้รับเงินคืนจากจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมพร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี แต่หากโจทก์ไถ่ถอนที่ดินพิพาทก่อนครบกำหนด โจทก์ต้องชำระภาษีพร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินที่ยืมไปทั้งหมด จำเลยทั้งสองให้การตอนแรกว่าไม่เคยตกลงทำสัญญากับโจทก์ แต่ตอนท้ายกลับให้การว่า หากฟังว่าจำเลยที่ 2 ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์ชำระเงินไม่ครบจึงเป็นฝ่ายผิดนัด ผิดสัญญาและไม่มีสิทธิมาฟ้องเรียกร้องตามสัญญา เท่ากับจำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่ามีการทำสัญญากับโจทก์จริง คำให้การของจำเลยทั้งสองจึงขัดแย้งกันเอง จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ การที่โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง แต่ได้เงินไม่ครบตามที่จดทะเบียนจำนองไว้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นของตนแล้ว วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ก็ทำสัญญาให้โจทก์ไถ่คืนที่ดินพิพาทได้ นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้เก็บค่าเช่าในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด แสดงว่าการที่โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง โดยไม่มีเจตนาผูกพันกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง สัญญาโอนที่ดินพิพาทตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาบันทึกถ้อยคำข้อตกลงเรื่องโอนชำระหนี้จำนอง จึงเป็นการอำพรางสัญญาซึ่งมีข้อตกลงว่าให้ไถ่คืนที่ดินพิพาทได้อันเป็นสัญญาขายฝาก เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาขายฝากต่างมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์กู้ การทำสัญญาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นไปในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยอีกคนหนึ่งด้วย เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างเป็นโมฆะ กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ เมื่อโจทก์ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 จนครบจำนวนที่โจทก์ยืมจากจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 43950 พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 43950 แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 30,000,000 บาท
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 43950 พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 30,000,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 43950 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 8,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนอง และโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองไว้ ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบให้จำเลยทั้งสองไว้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองดังกล่าว วันที่ 15 ตุลาคม 2545 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญากันมีข้อความว่า โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ เจ้าของที่ดินมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินพร้อมกับชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย ถ้าเจ้าของที่ดินไม่มาไถ่คืนถือว่าสละสิทธิ เจ้าของจะได้รับเงินคืนอีก 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเดือนละ 24,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี ถ้ามาไถ่ถอนก่อน 3 ปี ผู้ไถ่ถอนต้องชำระภาษีพร้อมดอกเบี้ยเงินยืม 1,600,000 บาท เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมแก่นายศักดิ์สินธุ์ เป็นเงิน 5,000,000 บาท ต่อมาไถ่ถอนจำนองและเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 10,000,000 บาท
ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ และเมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินอันเป็นเอกสารตั้งต้นแห่งการก่อหนี้มูลฟ้องแห่งคดีนี้ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญานั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2542 โจทก์ขอกู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง 8,000,000 บาท จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์กู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าว โดยโจทก์เสนอที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 43950 จดทะเบียนจำนองเป็นประกันแก่จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยทั้งสองรับในประเด็นข้อนี้แล้วว่าโจทก์กู้เงินจากจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้รับจำนองที่ดินพิพาท โดยจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจำนอง และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่มีชื่อจำเลยที่ 2 ปรากฏอยู่ในสัญญา เพราะจำเลยที่ 2 กระทำในฐานเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หาได้เกิดสิทธิอันจะพึงมีแก่จำเลยที่ 2 ไม่นั้น จำเลยทั้งสองกลับให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาแทนตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงขัดกับคำให้การดังกล่าวและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้จำเลยทั้งสองให้การตอนแรกว่า ไม่เคยตกลงทำสัญญาตามที่โจทก์อ้างเท่ากับจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่า จำเลยทั้งสองไม่มีหนี้สินหรือนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ แต่ตอนท้ายจำเลยทั้งสองกลับให้การว่า หากฟังว่า จำเลยที่ 2 ต้องผูกพันตามสัญญา แต่โจทก์ชำระเงินไม่ครบตามสัญญา โจทก์ชำระเงินจนถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2548 รวมเป็นเงิน 1,043,000 บาท หลังจากนั้นจึงผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้น โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดนัด ผิดสัญญาและไม่มีสิทธิมาฟ้องเรียกร้องตามสัญญา ซึ่งเท่ากับจำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่ามีการทำสัญญาและมีหนี้สินกันจริงและอ้างว่าโจทก์ผิดนัดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เช่นนี้ คำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ทำให้จำเลยทั้งสองไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2542 โจทก์ขอกู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง 8,000,000 บาท โดยเสนอที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกัน จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์กู้ยืมเงิน แต่เนื่องจากขณะนั้นจำเลยทั้งสองมีเงินไม่ถึง 8,000,000 บาท ตามที่โจทก์ต้องการ โดยจำเลยทั้งสองมีเงินเพียง 1,000,000 บาท หากโจทก์ประสงค์จะกู้ยืมเงินมากกว่า 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองจะไปหาเงินจากบุคคลอื่นมาให้ แต่โจทก์ต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ไว้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โจทก์จึงรับเงินจากจำเลยทั้งสอง 1,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทประกันหนี้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 8,000,000 บาท กำหนดชำระต้นเงินคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนอง โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจำนอง หลังจากจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ไม่ได้ชำระต้นเงิน 1,000,000 บาท คืนแก่จำเลยทั้งสองและกู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสองเพิ่มหลายครั้งเป็นเงินอีก 600,000 บาท ต่อมากลางเดือนตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อให้ไว้ไปกรอกข้อความระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตีใช้หนี้จำนอง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และวันที่ 15 ตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองแจ้งโจทก์ว่า ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แล้ว เพราะโจทก์มิได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งสองเลย โจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงตกลงทำสัญญากันว่า ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2545 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินพิพาทพร้อมชำระหนี้และดอกเบี้ย ถ้าโจทก์ไม่มาไถ่คืนถือว่าสละสิทธิ โจทก์จะได้รับเงินคืนจากจำเลยทั้งสอง 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเดือนละ 24,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี ถ้าโจทก์ไถ่ถอนที่ดินพิพาทก่อน 3 ปี โจทก์จะต้องชำระภาษีพร้อมดอกเบี้ยเงินยืม 1,600,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาในฐานะผู้ให้สัญญา โจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับสัญญา โจทก์ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่จำเลยทั้งสองเรื่อยมาหลายครั้ง ซึ่งการชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยทั้งสองบางครั้งชำระเป็นเงินสด บางครั้งชำระให้เป็นผลประโยชน์อื่นแทนดอกเบี้ย โดยช่วงประมาณปี 2550 โจทก์ไปซื้อไม้สักทางภาคเหนือเพื่อแปรรูปขายแล้วมีเงินไม่พอที่จะประกอบกิจการต่อจึงเสนอให้จำเลยที่ 1 มาทำไม้แปรรูปดังกล่าวแทนโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องคิดดอกเบี้ยกับโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงและไม่คิดดอกเบี้ย ก่อนที่โจทก์จะนำเงินไปชำระหนี้ครั้งสุดท้าย โจทก์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 แจ้งว่าโจทก์มียอดหนี้ค้างชำระ 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2554 โจทก์นำเงิน 1,000,000 บาท ไปชำระแก่จำเลยทั้งสอง แต่ไม่พบจำเลยทั้งสอง โจทก์โทรศัพท์สอบถามจำเลยที่ 1 จึงทราบว่าจำเลยทั้งสองออกไปทำธุระนอกบ้าน จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ทางโทรศัพท์ว่าให้บุตรสาวของจำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์ หลังจากนั้นนางสาวอัญชลี บุตรสาวจำเลยทั้งสองจึงรับเงินจากโจทก์ไป และลงลายมือชื่อรับเงินไว้ และจำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมพยานโจทก์ว่า เหตุที่จดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 8,000,000 บาท เนื่องจากโจทก์แจ้งว่าต้องการกู้เงินเพิ่มอีก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คิดดอกเบี้ยจากโจทก์อัตราร้อยละ 12 ต่อปี และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยยกหนี้ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ เห็นว่า การที่โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสองแต่ได้เงินไม่ครบตามที่จดทะเบียนจำนองไว้ 8,000,000 บาท แสดงว่าในขณะที่มีการจดทะเบียนจำนองนั้น จำเลยทั้งสองมีเงินไม่พอตามที่โจทก์ต้องการ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุผลให้เชื่อว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองเพื่อให้ไปยืมเงินจากผู้อื่นมาให้โจทก์กู้ยืมดังที่โจทก์นำสืบ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นของตนแล้ว วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ก็ทำสัญญาให้โจทก์ไถ่คืนที่ดินพิพาทได้ นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้เก็บค่าเช่าในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ยิ่งแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า การที่โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงโดยไม่มีเจตนาผูกพันกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง สัญญาโอนที่ดินพิพาทจึงเป็นการอำพรางสัญญา ซึ่งมีข้อสัญญาว่าให้ไถ่ที่ดินพิพาทคืนได้ จึงเป็นสัญญาขายฝาก เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นของตนก็ดี และจำเลยที่ 2 ทำสัญญา ซึ่งเป็นสัญญาขายฝากก็ดีต่างมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์กู้ยืม การทำสัญญาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นไปในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยอีกคนหนึ่งด้วย ดังนี้ เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างเป็นโมฆะ กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิได้ควรได้ คือโจทก์ต้องคืนเงินให้แก่จำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองต้องคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความตามสัญญาว่า โจทก์เป็นหนี้ต้นเงินยืม 1,600,000 บาท เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจเรียกดอกเบี้ยจากโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวได้ และปรากฏหลักฐานการรับเงินด้านหลังสัญญาว่า เพียงวันที่ 11 ตุลาคม 2548 โจทก์ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินรวม 1,040,000 บาท และวันที่ 1 กันยายน 2554 โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 อีก 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,040,000 บาท จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ที่โจทก์นำเงินมาชำระ 1,000,000 บาท เป็นการชำระหนี้รายอื่นนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า ที่ดินพิพาทมีราคาเท่าใด โจทก์เบิกความว่า ที่ดินพิพาทมีราคาตามท้องตลาดไม่น้อยกว่า 30,000,000 บาท ตั้งอยู่ติดถนนเพชรเกษมใกล้ทางเข้าอำเภอสามพรานใกล้แหล่งชุมชนและเป็นทำเลการค้าขาย และจำเลยที่ 1 ยังตอบคำถามค้านทนายโจทก์เจือสมพยานโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ริมถนนเพชรเกษมใกล้กับโชว์รูมรถอีซูซุสาขาสามพรานและร้านอาหาร เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 แสดงว่า ปี 2547 ที่ดินพิพาทย่อมมีราคาไม่น้อยกว่า 10,000,000 บาท ซึ่งขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เป็นเวลาหลังจากนั้นถึง 10 ปี ที่ดินพิพาทย่อมมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมตามภาวะเศรษฐกิจประกอบกับที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนเป็นทำเลการค้าและติดถนนใหญ่มีความเจริญจึงย่อมมีราคาสูง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 10,000,000 บาท จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 30,000,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5440/2561
นางสาวบำเพ็ญสุข ผลวัฒนะ โจทก์
นายไพรัช กิ่งพุทธพงษ์ กับพวก จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 152 , ม. 155 วรรคหนึ่ง , ม. 491 ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: นางสาวบำเพ็ญสุข ผลวัฒนะ โจทก์ นายไพรัช กิ่งพุทธพงษ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 152 , ม. 155 วรรคหนึ่ง , ม. 491 ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง

ศาล: ศาลจังหวัดนครปฐม - นายพิเชฐ ทองช่วย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล

องค์คณะ: (สมยศ เข็มทอง-ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์-ภาวนา สุคันธวณิช)

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous