The general venue rule applies unless the claim depends on enforcing a judgment คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1475/2559
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Because the corporation had not sought enforcement of those judgments, the claim was not connected with their enforcement and did not have to be filed in the enforcing court under sections 7(2) and 302; filing in the court of the defendant's domicile complied with section 4(1). The Appeal Court's order to proceed with the case was affirmed.
ดังนั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1)
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
The general venue rule applies unless the claim truly depends on enforcing an earlier judgment.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
A landowner sued the Thai Asset Management Corporation in the court of its domicile, alleging it had wrongfully auctioned his land and building in Chiang Mai under its own statutory powers, not through enforcement of the earlier Bangkok South Civil Court judgments.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Because the corporation had not sought enforcement of those judgments, the claim was not connected with their enforcement and did not have to be filed in the enforcing court under sections 7(2) and 302; filing in the court of the defendant's domicile complied with section 4(1). The Appeal Court's order to proceed with the case was affirmed.
ดังนั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1)
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1475/2559. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1475/2559 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า การประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ครั้งที่ 12/2551 ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ของจำเลยในส่วนทรัพย์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนมติคณะกรรมการบริหารของจำเลยและนิติกรรมเกี่ยวกับการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 15095 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในราคา30,400,000 บาท เป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ดินหรือทำนิติกรรมหรือสร้างภาระติดพันเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวหากจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อของจำเลย ให้เพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงมาเป็นชื่อของโจทก์โดยไม่มีภาระผูกพัน หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้รับผิดค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียม อากร ค่าภาษีฝ่ายเดียว ห้ามจำเลยทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามารบกวนการครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท และค่าเสียหายวันละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะดำเนินการดังกล่าวข้างต้นครบถ้วน
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยเคยยื่นฟ้องโจทก์กับพวกที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อให้บังคับชำระหนี้เป็นสองสำนวนตามคดีหมายเลขแดงที่ 14419/2545 และคดีหมายเลขแดงที่ 7671/2545 แต่จำเลยมิได้ใช้สิทธิบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยใช้สิทธิตามกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2545 บังคับคดีเอากับทรัพย์สิน โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพื่อให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินซึ่งเกิดจากการบังคับคดี มูลคดีพิพาทซึ่งโจทก์กล่าวอ้างเป็นเหตุให้การฟ้องจำเลยในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยกล่าวอ้างว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย คำฟ้องดังกล่าวจึงต้องเสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 และมาตรา 7 (2) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องของโจทก์คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด จำหน่ายคดีจากสารบบความ
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา กับให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ว่า รับอุทธรณ์ของโจทก์รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ กระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นจำเลย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและคำสั่งไม่รับคำฟ้องเสีย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในชั้นนี้เพียงประการเดียวว่าคำฟ้องในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขแดงที่ 14419/2545 และคดีหมายเลขแดงที่ 7671/2545 จึงต้องเสนอต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) กำหนดให้ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีตามมาตรา 302 ในกรณีที่คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์โดยการนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกขายทอดตลาดให้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยมิได้มีคำขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขแดงที่ 14419/2545 และคดีหมายเลขแดงที่ 7671/2545 แต่อย่างใดคำฟ้องคดีนี้จึงไม่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีทั้งสองดังกล่าว และไม่อยู่ในบังคับให้โจทก์ต้องเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 ดังนั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่น ๆ ล้วนไม่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1475/2559
นายสุรพล อร่ามบุญพงศ์ โจทก์
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. ม. 4 (1) , ม. 7 (2) , ม. 302 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นายสุรพล อร่ามบุญพงศ์ โจทก์ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. ม. 4 (1) , ม. 7 (2) , ม. 302
ศาล: ศาลแพ่ง - นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงค์ ศาลอุทธรณ์ - นายนนท์ ชัยปกรณ์
องค์คณะ: (สมชาติ ธัญญาวินิชกุล-รังสรรค์ กุลาเลิศ-สุภัทร อยู่ถนอม)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต