Small claims default rules displace the ordinary default procedure in section 198 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15018/2551
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The former small claims provisions (section 193 paragraph 4 and section 193 bis paragraph 2, as then worded) set their own default rules, so sections 197 and 198 for ordinary cases did not apply and no default application was needed. Affirmed.
จะนำหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 และมาตรา 198 ที่ใช้สำหรับคดีแพ่งสามัญมาใช้บังคับแก่คดีมโนสาเร่ไม่ได้
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Section 198 applies to ordinary civil cases; special procedures can displace it.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
A bank sued a debtor in a small claims case; the debtor did not appear or answer and the court gave judgment on documents without any default application by the bank.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The former small claims provisions (section 193 paragraph 4 and section 193 bis paragraph 2, as then worded) set their own default rules, so sections 197 and 198 for ordinary cases did not apply and no default application was needed. Affirmed.
จะนำหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 และมาตรา 198 ที่ใช้สำหรับคดีแพ่งสามัญมาใช้บังคับแก่คดีมโนสาเร่ไม่ได้
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 15018/2551. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15018/2551 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
การที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาจึงเป็นการขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาซึ่งบทบัญญัติในคดีมโนสาเร่ได้กำหนดเป็นการเฉพาะให้กรณีที่จำเลยขาดนัดพิจารณาให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้ และเมื่อศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานและพิพากษาคดีจนเสร็จสิ้น กรณีจึงไม่จำต้องให้โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง อีก
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 86,735.93 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 80,491.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 86,735.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 80,491.98 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล จึงเป็นกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ซึ่งบทบัญญัติในเรื่องการขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาในคดีมโนสาเร่นั้น ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 193 วรรคสี่ (เดิม) และมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) กล่าวคือ การขาดนัดยื่นคำให้การกรณีที่จำเลยมาศาลในวันนัดพิจารณา แต่ไม่ยอมให้การตามมาตรา 193 วรรคสี่ (เดิม) ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสามให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่ง ไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ และดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และกรณีที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาตามมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้ว ไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้บังคับตามมาตรา 202 และถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การก่อนหรือในวันดังกล่าว ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การด้วย จะเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การในคดีมโนสาเร่แตกต่างจากการขาดนัดยื่นคำให้การในคดีแพ่งสามัญตามมาตรา 197 ที่กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำให้การตามที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล ซึ่งหากจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือตามคำสั่งศาล ก็ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ในคดีมโนสาเร่กฎหมายหาได้กำหนดระยะเวลาการยื่นคำให้การไว้ดังเช่นคดีแพ่งสามัญไม่ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นคำให้การจนถึงวันนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 และมาตรา 193 ทวิ (เดิม) ดังนั้น เมื่อมีบทบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การสำหรับคดีมโนสาเร่ไว้เป็นการเฉพาะเช่นนี้แล้ว การที่จะถือว่าจำเลยในคดีมโนสาเร่ขาดนัดยื่นคำให้การก็จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นและจะนำหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 และมาตรา 198 ที่ใช้สำหรับคดีแพ่งสามัญมาใช้บังคับแก่คดีมโนสาเร่ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงมิต้องยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง แต่อย่างใด
สำหรับการที่จำเลยขาดนัดพิจารณานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้ว ไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้บังคับตามมาตรา 202 และถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การก่อนหรือในวันนัดดังกล่าว ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวเมื่อในวันนัดพิจารณาจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ก็ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้บังคับตามมาตรา 202 (มาตรา 204) กล่าวคือ ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยจำเลยขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญมาปรับแก่คดีและกระบวนพิจารณา ต่อจากนั้นศาลก็อาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 204 ประกอบมาตรา 206 วรรคสอง ซึ่งให้นำมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การที่จำเลยไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาจึงเป็นการขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาซึ่งบทบัญญัติในคดีมโนสาเร่ได้กำหนดเป็นการเฉพาะให้กรณีที่จำเลยขาดนัดพิจารณาให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้แล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานและพิพากษาคดีจนเสร็จสิ้น กรณีจึงไม่จำต้องให้โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธี-พิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง อีก การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวโดยได้ใช้ดุลพินิจให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานนั้นเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15018/2551
ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โจทก์
นายสมชาย เครืององอาจนุกูล จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. ม. 193 วรรคสี่ (เดิม) , ม. 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) , ม. 197 , ม. 198 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสมชาย เครืององอาจนุกูล จำเลย ป.วิ.พ. ม. 193 วรรคสี่ (เดิม) , ม. 193 ทวิ วรรคสอง (เดิม) , ม. 197 , ม. 198
ศาล: ศาลจังหวัดตลิ่งชัน - นายธวัชชัย สุรักขกะ ศาลอุทธรณ์ - นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
องค์คณะ: (มนตรี ยอดปัญญา-ดิเรก อิงคนินันท์-วีระพล ตั้งสุวรรณ)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต