Possession during a lawsuit over the land is not peaceful for adverse possession คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2567
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The claim failed: the evidence did not show possession since 2549, possession while the owner was suing over the land was not peaceful, and even counting from the end of that case in 2558 ten years had not run before suit.
ย่อมไม่อาจที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 และบริวารได้ครอบครองที่ดินของผู้อื่นโดยความสงบระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นความกันในคดีดังกล่าวได้
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Litigation by the owner interrupts the peaceful possession that section 1382 requires.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
A neighbour claimed 27 rai of a deceased owner's titled land by ten years' possession, while the estate had been litigating eviction against the person actually on the land.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The claim failed: the evidence did not show possession since 2549, possession while the owner was suing over the land was not peaceful, and even counting from the end of that case in 2558 ten years had not run before suit.
ย่อมไม่อาจที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 และบริวารได้ครอบครองที่ดินของผู้อื่นโดยความสงบระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นความกันในคดีดังกล่าวได้
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 1589/2567. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2567 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 10646 ที่รังวัดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน หากไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนโดยให้จำเลยที่ 1 ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 68,400 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,700 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะถอนคำคัดค้านและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท
จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ห้ามมิให้โจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 10646 ที่รังวัดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหาย 66,600 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,550 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 ตุลาคม 2560) เป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจำเลยที่ 2 จะถอนคำคัดค้านหรือมีการถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 45,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่ม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามคำฟ้องเดิมและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท
จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาของนายพินิจ เดิมนายพินิจและนายธวัชชัย ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานทำตะเกียบอยู่ในที่ดินซึ่งไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดิน เมื่อเลิกกิจการนายธวัชชัยได้ที่ดินส่วนที่เป็นที่ตั้งโรงงาน นายพินิจได้ที่ดินส่วนที่เหลือ วันที่ 24 สิงหาคม 2538 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 10646 เนื้อที่ 45 ไร่ 1 งาน 13 ตารางวา ให้แก่นายพินิจ โดยทิศตะวันตกติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9854 เนื้อที่ 17 ไร่ 1 งาน 93 ตารางวา ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 ส่วนทิศตะวันออกติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 10644 เนื้อที่ 34 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2537 วันที่ 3 มกราคม 2543 นายพินิจถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายพินิจ เมื่อปี 2555 โจทก์ยื่นคำร้องขอสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 10646 พบว่าจำเลยที่ 1 กับบริวารบุกรุกที่ดินทั้งแปลงโดยปลูกต้นยางพาราเต็มพื้นที่ จึงฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 กับบริวารและเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่ดินเป็นของนายพินิจและพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 กับบริวารออกจากที่ดิน กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 495/2556 ของศาลชั้นต้น วันที่ 9 ธันวาคม 2558 โจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 10646 อีกครั้ง จำเลยที่ 1 คัดค้านแนวเขต มีเนื้อที่ 3 งาน 79.4 ตารางวา จำเลยที่ 2 คัดค้านแนวเขต มีเนื้อที่ 27 ไร่ 3 งาน 8.5 ตารางวา โดยมีต้นยางพาราปลูกอยู่เต็มพื้นที่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งคู่ความไม่อุทธรณ์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการครอบครองปรปักษ์ และจำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10646 เนื้อที่ 27 ไร่ 3 งาน 8.5 ตารางวา ที่พิพาท ตามแนวเขตเส้นสีน้ำเงิน โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของนายพินิจที่ขายให้จำเลยที่ 1 และนายอนุมัติ โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี จำเลยที่ 2 จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นเพียงการบรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่มาของการที่จำเลยที่ 2 ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท หากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทในโฉนดที่ดินของนายพินิจ โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 10 ปี ก็อาจได้กรรมสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ให้การยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 มาแต่ต้น อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 เองได้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่โฉนดที่ดินเลขที่ 10646 ที่มีชื่อนายพินิจเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายพินิจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ประกอบมาตรา 1599 จำเลยที่ 2 จึงมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายพินิจขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และนายอนุมัติ โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี นั้น จำเลยที่ 2 มิได้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่นายอิฐิรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ว่า พยานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เลี้ยงวัว เมื่อปี 2548 พยานเข้าไปเลี้ยงวัวในที่ดินโฉนดเลขที่ 9854 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จจึงปลูกต้นยางพารา จำเลยที่ 2 เคยแจ้งอาณาเขตของที่ดินว่าตั้งอยู่บนที่ราบสูง จำเลยที่ 2 สมัครเข้าร่วมโครงการปลูกยางพาราต่อหน่วยงานราชการ พยานเริ่มปลูกต้นยางพาราในที่ดินของจำเลยที่ 2 เมื่อปี 2549 จนถึงปัจจุบันตามแนวเขตเส้นสีเทาและแนวเขตเส้นสีน้ำเงิน โดยไม่เคยมีใครคัดค้านพื้นที่ดังกล่าว อันเป็นการรู้เห็นในช่วงของการเลี้ยงวัวและปลูกต้นยางพาราในที่ดินโฉนดเลขที่ 9854 ของจำเลยที่ 2 ในปี 2549 เป็นต้นมาเท่านั้น นายอิฐิรัตน์หาได้รู้เห็นถึงเรื่องราวของการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การตั้งเป็นประเด็นไว้ ที่จำเลยที่ 2 สมัครเข้าร่วมโครงการปลูกยางพาราต่อหน่วยงานราชการ ที่ดินที่จำเลยที่ 2 นำไปเข้าร่วมโครงการก็โดยการอ้างถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 10645 และ 9854 เนื้อที่รวมประมาณ 32 ไร่ และประสงค์เข้าร่วมโครงการในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 30 ไร่ มิใช่เป็นการนำที่ดินพิพาทไปเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด กับไม่อาจที่จะกระทำได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่มีสิทธิพิเศษใดเหนือที่ดินพิพาท ที่นายอิฐิรัตน์รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ขอความอนุเคราะห์จากการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดพิษณุโลกให้ทำการตรวจสอบแปลงยางเพื่อหาอายุของต้นยางพาราที่ปลูกว่ามีอายุมากกว่า 10 ปี เป็นการตรวจสอบแปลงยางพาราในที่ดินโฉนดเลขที่ 9854 มิใช่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 10646 ของโจทก์เช่นกัน นอกจากนี้ การที่โจทก์เคยรังวัดสอบเขตเมื่อปี 2555 แล้วพบว่าจำเลยที่ 1 กับบริวารบุกรุกที่ดินโฉนดเลขที่ 10646 ทั้งแปลง จึงยื่นฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 กับบริวารเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 495/2556 ของศาลชั้นต้น โดยไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยด้วย และจำเลยที่ 2 เองมิได้ร้องสอดเข้าไปในคดีเพื่อให้ได้รับความรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของตนทั้งในเรื่องของที่ดินและต้นยางพาราที่ปลูกไว้ อันมิใช่วิสัยของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินจะพึงละเลยเช่นนี้ได้ ทั้งยังทำให้เห็นว่าเป็นเพราะในช่วงปี 2555 มีเพียงจำเลยที่ 1 กับบริวารที่เข้าไปบุกรุกที่ดินโฉนดเลขที่ 10646 ด้วยการปลูกต้นยางพาราเต็มทั้งแปลง จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 10646 และในขณะนั้นอายุของต้นยางพาราก็น่าจะยังไม่สูงนัก จึงน่าเชื่อว่าต้นยางพาราในที่ดินพิพาทตามที่จำเลยที่ 2 อ้างในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนปลูกคือต้นยางพาราที่เคยเป็นข้อพิพาทกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ 495/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 1 หรือบริวารปลูกไว้มาแต่เดิมมากกว่า มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการปลูกต้นยางพารามาตั้งแต่ปี 2549 ข้อที่จำเลยที่ 2 นำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองและปลูกต้นยางพาราในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ตามที่เคยขอเข้าร่วมโครงการต่อหน่วยงานราชการและการตรวจสอบอายุต้นยางพารา จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ทั้งระหว่างโจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับบริวารที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ย่อมไม่อาจที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 และบริวารได้ครอบครองที่ดินของผู้อื่นโดยความสงบระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นความกันในคดีดังกล่าวได้ และแม้หากจำเลยที่ 2 จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อมาจากจำเลยที่ 1 อย่างเร็วที่สุดก็ต้องเริ่มระยะเวลานับแต่คดีหมายเลขแดงที่ 495/2556 ของศาลชั้นต้น ถึงที่สุดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2560 ยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ไม่ว่าในทางใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ประกอบมาตรา 1599 ได้ คดีฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2567
นาง บ. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย พ. โจทก์
นาย อ. กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1382 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นาง บ. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย พ. โจทก์ นาย อ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1382
ศาล: ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายณัฐวุฒิ เอี่ยมรักษา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายชัยพร ควรอักษร
องค์คณะ: (ปรีชา เชิดชู-ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม-อัจฉรา วริวงศ์)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต