Court permission to marry is needed only for parties under the legal age คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2545
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Court permission under section 1448 is needed only where a party is under the statutory age; parties who have reached it register on their own, the marriage is lawful, and the charge under Penal Code section 277 was dismissed, though the separate taking-away offence remained.
จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายย่อมจดทะเบียนสมรสกันได้เองอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนแต่อย่างใด
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
It confirms that court permission is an exception for under-age parties, not a step required for every young couple.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
The first accused took away a girl aged fourteen and later registered a marriage with her when both had completed seventeen years.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Court permission under section 1448 is needed only where a party is under the statutory age; parties who have reached it register on their own, the marriage is lawful, and the charge under Penal Code section 277 was dismissed, though the separate taking-away offence remained.
จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายย่อมจดทะเบียนสมรสกันได้เองอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนแต่อย่างใด
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 6484/2545. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2545 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันพรากพาตัวเด็กหญิง อ. อายุ 14 ปีเศษผู้เสียหายไปเสียจากนาง ล. ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรต่อมาจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยที่ 1 จนสำเร็จความใคร่หลายครั้งโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ไม่ให้หลบหนีเป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277, 310, 317, 83, 91
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ4 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 6 ปี8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน
จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง อ. ผู้เสียหาย อยู่ในความดูแลของนางละม้ายชายเกตุ ซึ่งเป็นยาย ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2540เวลาประมาณ 16 นาฬิกา หลังจากเลิกเรียนผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายประพิศหรือฉีหริ่ง จันวนา เพื่อกลับบ้านระหว่างทางจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะแซงแล้วเรียกให้หยุด จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าคู่คนขับได้เปิดประตูรถแล้วดึงมือผู้เสียหายขึ้นไปนั่งเบาะหลังซึ่งมีจำเลยที่ 1 กับชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว จำเลยที่ 3ขับรถไปในอำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง คืนนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกพาผู้เสียหายไปค้างคืนที่บังกะโลแห่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 พักห้องเดียวกับผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายยินยอม รุ่งเช้าจำเลยทั้งสามกับพวกพาผู้เสียหายไปส่งที่บ้านนายสุทิน ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งอยู่ที่ตำบลคลองเฉลิมอำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ในตอนเย็นจำเลยทั้งสามกลับมารับผู้เสียหายไปส่งที่บ้านของนางเมาะไม่ทราบนามสกุล หลังจากนางละม้ายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว ได้ขอให้นายอุทัย อักษรเนียม ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุออกตามหาผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2540 เวลา 16 นาฬิกา นายอุทัยจึงพาผู้เสียหายกลับบ้าน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายขณะผู้เสียหายอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้เสียหายยินยอมย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แต่ในมาตรา 277 วรรคท้าย บัญญัติว่าความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ มีความหมายว่า ในกรณีที่ชายและเด็กหญิงมีอายุไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ ยังไม่อาจที่จะสมรสกัน หากจะสมรสกันต้องมีคำสั่งศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448และมีผลทำให้ชายผู้กระทำความผิดในคดีอาญานั้นไม่ต้องรับโทษ แต่กรณีของจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกันนั้นทั้งจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายมีอายุครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายย่อมจดทะเบียนสมรสกันได้เองอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนแต่อย่างใด ถือว่าจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ย่อมได้รับผลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคท้าย ด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องนั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น
ฎีกาของจำเลยทั้งสามอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับยายคือนางละม้าย ชายเกตุ ตั้งแต่ผู้เสียหายอายุ 4 เดือน เนื่องจากบิดามารดาแยกทางกันนางละม้ายจึงเป็นผู้ดูแลผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสามนั่งรถยนต์กระบะมาด้วยกันโดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับแซงรถจักรยานยนต์ซึ่งผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายแล้วเรียกให้หยุดจากนั้นจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหน้าคู่กับคนขับได้เปิดประตูรถแล้วดึงมือผู้เสียหายขึ้นรถไปพักค้างคืนที่บังกะโล จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ในเช้าวันรุ่งขึ้นจำเลยทั้งสามพาผู้เสียหายไปบ้านนายสุทิน และในตอนเย็นพาไปบ้านนางเมาะเช่นนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานนี้ตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกว่า จำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน ได้ตกลงว่าจะอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีภรรยามาก่อน หลังเกิดเหตุได้อยู่กินเป็นสามีภรรยาและจดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานนี้นั้น เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้พรากเด็กเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม เท่านั้น แต่ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 กลายเป็นการพรากเด็กโดยมีเหตุอันสมควรแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงยังคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 แสดงว่าบุคคลทั้งสองประสงค์อยู่กินฉันสามีภรรยา การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวให้จำคุก4 ปี และไม่รอการลงโทษนั้น หนักเกินไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย จึงควรได้รับโทษในลักษณะเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสามให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก สำหรับความผิดของจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ3 ปี และปรับ 9,000 บาท ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี และปรับ 6,000 บาท เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหายแล้ว คดีมีเหตุปราณีสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสามมีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามฟัง โดยให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายในกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2545
พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์
นาย ป. จ. กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1448 ป.อ. ม. 277 แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คู่ความ: พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นาย ป. จ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1448 ป.อ. ม. 277
องค์คณะ: (จรูญวิทย์ ทองสอน-ประสพสุข บุญเดช-จรัส พวงมณี)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต