Vérifié ตรวจสอบแล้ว Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 7071/2560 คำพิพากษาที่ 7071/2560 2017 (BE 2560)

Transferred property that earns no income does not remove a wife's maintenance claim คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7071/2560

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The property transferred produced no income and the child's support was nearly at an end, so the wife was entitled to maintenance: 80,000 baht arrears and 10,000 baht a month from the filing date until the marriage ends.

แต่ทรัพย์สินดังกล่าวก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

Assets that earn nothing do not answer a maintenance claim; the court looks at income.

Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง

A husband, a lawyer with company income, moved out and stopped the 70,000 baht a month he used to give his wife, who earned about 9,000 baht; during the case he transferred land, a house and two cars to her.

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The property transferred produced no income and the child's support was nearly at an end, so the wife was entitled to maintenance: 80,000 baht arrears and 10,000 baht a month from the filing date until the marriage ends.
แต่ทรัพย์สินดังกล่าวก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 7071/2560. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7071/2560 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาหรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการเลี้ยงดูหรือได้รับการเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี" เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายประพฤติตัวไม่เหมาะสมเที่ยวเตร่เวลากลางคืนแล้วแยกตัวไปอยู่ที่อื่นไม่กลับไปหาโจทก์ ไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ซึ่งเคยให้เดือนละ 70,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควร เมื่อโจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีเดือนละ 9,000 บาท ส่วนจำเลยมีอาชีพเป็นทนายความย่อมมีรายได้จากการว่าความและเป็นที่ปรึกษากฎหมายและจำเลยยังเปิดบริษัท บ. และยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ส. โดยได้รับเงินเดือนจากทั้งสองบริษัทเดือนละ 45,000 บาท แม้ว่าระหว่างพิจารณา จำเลยจะยกทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน 1 หลัง ราคาประมาน 5,000,000 บาท และที่ดินอีก 1 แปลง ราคาประมาณ 3,000,000 บาท กับรถยนต์ 2 คัน ให้แก่โจทก์และโอนสลากออมสินมูลค่า 3,000,000 บาท แก่บุตร โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าอุปการะให้บุตรเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะจบปริญญาตรีก็ตาม แต่ทรัพย์สินดังกล่าวก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ และภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว เช่นนี้ จึงเห็นควรให้โจทก์ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย เมื่อพิจารณาถึงความเพียงพอแก่อัตภาพของโจทก์และภาระค่าครองชีพแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยจะสิ้นสุดลง
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ 560,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 70,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน มีบุตร 1 คน คือ นางสาว จ. เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 ระหว่างพิจารณาจำเลยยอมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 36369 เลขที่ 382 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้าน ราคาประมาณ 5,000,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 29805 เลขที่ดิน 619 อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 42 ตารางวา ราคาประเมินที่ดินเป็นเงิน 3,000,000 บาทเศษ รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 2 คัน ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโอนสลากออมสินมูลค่า 3,000,000 บาท ให้แก่บุตรสาวกับตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 50,000 บาท นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี โจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีให้ 3 บริษัท รวมเป็นเงินเดือนละ 9,000 บาท จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทบีแอนด์พีลอว์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท โดยได้รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท และยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 25,000,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นเป็นเงิน 5,000,000 บาท และจำเลยได้รับเงินค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท จำเลยมีอาชีพเป็นทนายความ
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า การที่บุคคลสองคนตกลงอยู่กินร่วมกันเป็นสามีภริยาจึงต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน ส่วนการที่จะฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี" ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อประมาณกลางปี 2556 จำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสมเที่ยวเตร่เวลากลางคืน ทำให้มีปากเสียงทะเลาะกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556 จำเลยแยกออกไปอยู่ที่อื่นแล้วไม่กลับมา กับไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งเคยให้เดือนละ 70,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ซึ่งในข้อนี้จำเลยยอมรับว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านในวันดังกล่าวโดยไปพักอาศัยอยู่คอนโดมิเนียมเนื่องจากโจทก์และจำเลยมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงและสมัครใจแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดูเสมือนหนึ่งว่าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้ เมื่อคดีได้ความว่า โจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีเดือนละ 9,000 บาท ส่วนจำเลยมีอาชีพเป็นทนายความย่อมมีรายได้จากการรับจ้างว่าความและเป็นที่ปรึกษากฎหมาย จำเลยยังเปิดบริษัทบีแอนด์พีลอว์ จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด จำเลยได้รับเงินเดือนจากทั้งสองบริษัทเดือนละ 45,000 บาท จำเลยพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมของบุคคลอื่นโดยไม่ปรากฏว่าต้องจ่ายค่าเช่าแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าจำเลยสามารถแสวงหารายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนจบปริญญาตรีนั้นก็เกือบสิ้นสุดลงแล้ว ส่วนที่จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ได้รับยกให้ทรัพย์สินมีมูลค่ามากแล้วนั้น ก็มิใช่ทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ โจทก์ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29805 ให้แก่บุตรแล้ว เช่นนี้ จึงเห็นว่าโจทก์ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย เมื่อพิจารณาถึงความเพียงพอแก่อัตภาพของโจทก์และภาระค่าครองชีพแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท ก่อนฟ้องเป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 80,000 บาท
อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2558 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงไม่ชอบ และกรณีต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ด้วย
พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ 80,000 บาท และต่อไปเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยจะสิ้นสุดลง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7071/2560

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1598/38 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: นาง พ. โจทก์ นาย ว. จำเลย ป.พ.พ. ม. 1598/38

ศาล: ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง - นางสุปรียา อภิวัฒนากร สุจริตกุล ศาลอุทธรณ์ - นายวิชัย ตัญศิริ

องค์คณะ: (สมเกียรติ เจริญสวรรค์-จิรนิติ หะวานนท์-อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ)

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous