Punitive damages are not a penalty and cannot be reduced under section 383 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8982/2568
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
A penalty is damages fixed in advance by the parties, whatever words they use, and may be reduced under section 383; punitive damages are an additional sum aimed at the wrongdoer's conduct, so they are not a penalty and section 383 does not apply to them. The court awarded 200,000 baht damages with interest and 100,000 baht punitive damages without interest.
ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงไม่ใช่เบี้ยปรับและไม่อาจนำมาตรา 383 มาปรับใช้กับการกำหนดค่าเสียหายเพื่อลงโทษได้
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
It sets the boundary of section 383: agreed penalties can be reduced, court-imposed punitive damages are a separate matter.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
A client sued a lawyer who had handled his civil and criminal cases negligently and abandoned them, claiming damages and punitive damages under the consumer case procedure law.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
A penalty is damages fixed in advance by the parties, whatever words they use, and may be reduced under section 383; punitive damages are an additional sum aimed at the wrongdoer's conduct, so they are not a penalty and section 383 does not apply to them. The court awarded 200,000 baht damages with interest and 100,000 baht punitive damages without interest.
ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงไม่ใช่เบี้ยปรับและไม่อาจนำมาตรา 383 มาปรับใช้กับการกำหนดค่าเสียหายเพื่อลงโทษได้
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The full judgment of Supreme Court Decision No. 8982/2568 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8982/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
คำพิพากษาย่อสั้น เบี้ยปรับเป็นเงินค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกัน ส่วนค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นการกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมจากความเสียหายที่แท้จริง โดยค่าเสียหายเพื่อการลงโทษศาลมุ่งพิจารณาที่การกระทำของผู้ก่อให้เกิดความเสียหายจากผู้กระทำละเมิดเป็นหลักเพื่อการลงโทษสำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ในขณะเดียวกันเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกับจำเลย เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงไม่ใช่เบี้ยปรับและไม่อาจนำมาตรา 383 มาปรับใช้กับการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้
การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนอกจากใช้กับการกระทำละเมิดแล้ว ยังอาจนำไปใช้แก่การผิดสัญญาซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณี เมื่อจำเลยตกลงรับจ้างว่าความให้แก่โจทก์ การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาของจำเลยต่อโจทก์อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 การที่จำเลยทำหน้าที่ในศาลด้วยความประมาทเลินเล่อ ละทิ้งงาน เป็นผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายในคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นการปฏิบัติผิดมรรยาททนายความต่อคู่ความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเป็นกรณีจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี เมื่อค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมิใช่หนี้เงินในขณะยื่นฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัด จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้
คำพิพากษาย่อยาว (ฉบับเต็ม) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,400,539.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,192,910.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ด้วย
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงสละประเด็นตามคำให้การเรื่องอำนาจฟ้องและฟ้องเคลือบคลุม
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าจัดทำเอกสารเป็นเงิน 46 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีนี้ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ซึ่งมีปัญหาต้องพิจารณาประการแรกว่า ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า บ่อเกิดแห่งหนี้ทางแพ่งระหว่างบุคคลที่จะก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างกันเกิดจาก 1. หนี้ตามนิติกรรมสัญญา เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้างทำของ 2. หนี้ตามนิติเหตุซึ่งส่วนใหญ่มาจากการละเมิด เช่น การกระทำโดยประมาททำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย 3. หนี้ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และเมื่อเกิดหนี้แล้ว บุคคลซึ่งอยู่ในฐานะลูกหนี้ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ให้ถูกต้องสมบูรณ์ ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วมี 3 ลักษณะ 1. ต้องกระทำการ เช่น ส่งมอบทรัพย์สิน วาดรูป ก่อสร้างอาคาร หรือว่าความ 2. งดเว้นการกระทำ เช่น สัญญาว่าจะไม่ขายอาหารในบริเวณที่กำหนด หรือไม่ปล่อยของเสียสู่ทางสาธารณะ 3. ชำระเงิน เช่น ชำระค่าจ้าง ชำระราคา ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมบูรณ์ เจ้าหนี้สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติหลักการว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นได้ดังจะเห็นได้จากบัญญัติในมาตราต่าง ๆ เช่น มาตรา 216, 218, 222, 271 และ 438 เป็นต้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติถ้อยคำเกี่ยวกับการเยียวยาความเสียหายของบุคคลไว้ 3 คำ คือ ค่าสินไหมทดแทน ค่าเสียหาย และเบี้ยปรับ ถ้อยคำทั้งสามมีความหมายที่แตกต่างกันแม้จะใกล้เคียงกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ให้ความหมายของ "ค่าสินไหมทดแทน" ว่าได้แก่ การคืนทรัพย์สิน การใช้ราคาทรัพย์สิน และการใช้ค่าเสียหาย ความหมายทางกฎหมายของคำว่า "ค่าสินไหมทดแทน" จึงกว้างกว่าคำว่า "ค่าเสียหาย" ซึ่งหมายความถึงเฉพาะจำนวนเงินที่ชำระเพื่อชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายในทางทรัพย์สิน ส่วนคำว่า "เบี้ยปรับ" นั้น มาตรา 379 บัญญัติหลักการไว้ว่า เป็นเงินที่ลูกหนี้สัญญากับเจ้าหนี้จะชำระให้หากไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร จากบทบัญญัติดังกล่าว "เบี้ยปรับ" จึงมีความหมายในทางกฎหมายว่าเป็นเงินค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกันและลดภาระการพิสูจน์จำนวนค่าเสียหายของเจ้าหนี้ ดังนั้น เบี้ยปรับจึงแตกต่างจากค่าเสียหาย และไม่ว่าคู่สัญญาจะใช้ถ้อยคำใดในการตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ความสำคัญยังคงอยู่ที่ความมุ่งหมายอันแท้จริงของคู่สัญญา ดังนั้น แม้ในสัญญาจะใช้คำว่าค่าเสียหาย เบี้ยปรับ หรือค่าปรับ แต่การกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเช่นนั้นย่อมถือเป็นเบี้ยปรับ ถ้ากำหนดไว้ตามสมควรเหมาะสมแก่กรณี ศาลก็ไม่อาจลดเบี้ยปรับได้ แต่หากกำหนดไว้เกินสมควร ศาลย่อมลดเบี้ยปรับได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพียงทางได้ในเชิงทรัพย์สิน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 383 ซึ่งสอดคล้องกับค่าเสียหายที่มีทั้งค่าเสียหายที่คำนวณเป็นราคาเงินในทางทรัพย์สินได้และค่าเสียหายที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 446 หลักการที่สำคัญของการกำหนดค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดตามสัญญาหรือความรับผิดทางละเมิด คือ การชดเชยค่าเสียหายให้กลับคืนเดิมก่อนเกิดสัญญาหรือการละเมิด ดังที่ปรากฏในมาตรา 391 และ 438 ซึ่งไม่มีหลักการของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
สำหรับค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นหลักการที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายเฉพาะอื่นนอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ซึ่งบัญญัติให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภค ถ้าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมจากความเสียหายที่แท้จริง ค่าเสียหายและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแตกต่างกันที่วัตถุประสงค์ กล่าวคือ การกำหนดค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ศาลให้ความสำคัญแก่ผู้เสียหาย โดยต้องพิจารณาผลของความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายเป็นหลัก และกำหนดค่าเสียหายเพื่อเยียวยาและทำให้ผู้เสียหายกลับคืนสู่ฐานะเดิม แต่การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษศาลมุ่งพิจารณาที่การกระทำของผู้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือผู้กระทำละเมิดเป็นหลัก ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นการนำแนวคิดของการลงโทษทางอาญามาใช้ในคดีแพ่ง โดยนำหลักการลงโทษทางทรัพย์สินแก่จำเลยในคดีอาญาเช่นเดียวกับการปรับ เพื่อลงโทษสำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและในขณะเดียวกันเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกับจำเลยแก่ผู้อื่น ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม อันเป็นปรัชญาทางกฎหมายของการกำหนดความรับผิดทางอาญาและความรับผิดทางละเมิด การกระทำที่เป็นความผิดทางอาญาจึงมักมีความรับผิดทางละเมิดอยู่ด้วย ผู้กระทำละเมิดอาจถูกดำเนินคดีได้ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง และแม้จะไม่มีความผิดทางอาญาก็ยังอาจมีความรับผิดทางแพ่งได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 424 ด้วยเหตุนี้โดยหลักการทั่วไปการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงใช้กับการกระทำละเมิด ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงไม่ใช่เบี้ยปรับและไม่อาจนำมาตรา 383 มาปรับใช้กับการกำหนดค่าเสียหายเพื่อลงโทษได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า นอกจากการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษใช้กับการกระทำละเมิดแล้ว ยังอาจนำไปใช้แก่การผิดสัญญา ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณี เช่น การฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาจนกลายเป็นการละเมิด การใช้สิทธิตามสัญญาเกินเลยจนกลายเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่แห่งหลักวิชาชีพ เช่น สัญญาจ้างว่าความ ซึ่งผู้รับจ้างต้องทำหน้าที่เป็นทนายความว่าความ ในศาลให้แก่ ผู้ว่าจ้าง เนื่องจากผู้รับจ้างต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษ ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่นั้น ทั้งยังเป็นผู้รู้ความลับของลูกความ และต้องรับผิดชอบในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล การกระทำใด ๆ ของผู้รับจ้างอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของตัวความหรืออาจส่งผลต่อข้อแพ้ชนะคดีได้ ผู้รับจ้างจึงเป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนและต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบยิ่งกว่าคู่สัญญาทั่วไป เมื่อจำเลยตกลงรับจ้างว่าความให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.6 การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาของจำเลยต่อโจทก์จึงอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 หมวด 6 มรรยาททนายความ มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทนายความต้องประพฤติตนตามข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความ การกำหนดมรรยาททนายความให้สภาทนายความตราเป็นข้อบังคับ" และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 หมวด 3 มรรยาทต่อตัวความมีอยู่ในข้อ 9 ถึงข้อ 15 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจปฏิบัติตามคำสั่งศาล ทำหน้าที่ทนายความประมาทเลินเล่อ ละทิ้งงาน ปล่อยให้คดีขาดอายุความ ทิ้งฟ้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งข้อเท็จจริงยุติตามศาลล่างทั้งสองโดยจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทำหน้าที่ทนายความในศาลด้วยความประมาทเลินเล่อ ละทิ้งงาน เป็นผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายในคดีแพ่งและคดีอาญา อันเป็นการที่จำเลยปฏิบัติผิดมรรยาททนายความต่อคู่ความตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 12 ที่กำหนดว่า "การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ (1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี (2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ" การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การจะกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลยแก่โจทก์หรือไม่และกำหนดให้เพียงใดในจำนวนที่ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายของศาล และแม้โจทก์จะมิได้มีคำขอ หากศาลเห็นสมควรก็กำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมาแล้ว โดยพิพากษารวมกันมาไม่ได้แยกแยะให้ชัดเจนก็ถือได้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ได้กำหนดค่าเสียหายมาครบถ้วนแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาต้องแก้ไขเพิ่มเติม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดดอกเบี้ยของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมานั้น เมื่อค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมิใช่หนี้เงินในขณะยื่นฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัด กรณีจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในเรื่องค่าเสียหายให้ชัดเจนขึ้น โดยเห็นควรกำหนดเป็นค่าเสียหาย 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี และค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 100,000 บาท
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต