Both parents must support their children according to each parent's own income คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10289/2559
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Both parents must maintain the children under article 1564 paragraph one, so the father cannot refuse because the mother is richer; but the amount must follow each parent's income, and the court cut it to 4,000 then 5,000 baht per child a month. The order runs until majority, not to a fixed age of 20.
จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มีทรัพย์สินมากกว่าและมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
The richer parent pays more, but the poorer parent still pays something, and the order ends at majority.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
Separated but not divorced, a mother running a business earning about 300,000 baht a month sued the father, a retired officer on a 16,500 baht pension who is visually disabled, for support of two children.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Both parents must maintain the children under section 1564 paragraph one, so the father cannot refuse because the mother is richer; but the amount must follow each parent's income, and the court cut it to 4,000 then 5,000 baht per child a month. The order runs until majority, not to a fixed age of 20.
จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มีทรัพย์สินมากกว่าและมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 10289/2559. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10289/2559 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงิน 3,780,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงอายุ 60 ปี นางสาว ว. เดือนละ 30,000 บาท เด็กชาย ภ. เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ที่ 1 เดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ที่ 1 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ และเดือนละ 15,000 บาท นับตั้งแต่ผู้เยาว์ที่ 1 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ ถึง 20 ปี บริบูรณ์ และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ที่ 2 เดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ที่ 2 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ และเดือนละ 15,000 บาท นับตั้งแต่ผู้เยาว์ที่ 2 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ถึง 20 ปี บริบูรณ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ และให้คำสั่งอายัดแคชเชียร์เช็คธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0212601 ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม2556 จำนวน 2,708,437 บาท ยังมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา และให้ยกเลิกคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน บัญชีเลขที่ 134-2-18xxx-x บัญชีเลขที่134-2-24xxx-x และบัญชีเลขที่ 134-3-31xxx-x และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์ บางแค บัญชีเลขที่ 238-4-41xxx-x
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ที่ 1 เดือนละ 8,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ที่ 1 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ และเดือนละ 10,000 บาท หลังจากผู้เยาว์ที่ 1 อายุ 15 ปี บริบูรณ์ถึง 20 ปี บริบูรณ์ และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ที่ 2 เดือนละ 8,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ที่ 2 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ และเดือนละ 10,000 บาท หลังจากผู้เยาว์ที่ 2 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ ถึง 20 ปี บริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้พร้อมกับยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ขอให้อายัดเงินของจำเลยที่ได้รับจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9768 จำนวน 2,708,437 บาท ซึ่งเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารเกียรตินาคิน และยื่นคำร้องขอขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินขอให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ฝากไว้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน 3 บัญชี และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์บางแค 1 บัญชี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดแคชเชียร์เช็คธนาคารเกียรตินาคิน เช็คเลขที่ 0212601 ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 จำนวน 2,708,437 บาท จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กับให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหาย 30,000 บาท และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดเงินให้บัญชีเงินฝาก ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)สาขาตลิ่งชัน บัญชีเลขที่ 134-2-18xxx-x บัญชีเลขที่ 134-2-24xxx-x และบัญชีเลขที่ 134-3-31xxx-x และบัญชีเงินฝาก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์บางแค บัญชีเลขที่ 238-4-41xxx-x บัญชีละกึ่งหนึ่ง จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กับให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหายเพิ่มอีก 10,000 บาทต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองและให้คำสั่งอายัดและแคชเชียร์เช็ค ธนาคารเกียรตินาคิน เช็คเลขที่ 0212601 ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 จำนวน 2,708,437 บาท ยังมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา และให้ยกเลิกคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน ทั้งสามบัญชี และในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์บางแค คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ฎีกา
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ประสงค์จะแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่ที่ต้องออกจากบ้านไปเพราะเหตุที่โจทก์ประพฤติผิดกฎหมายและศีลธรรม ทำให้โจทก์ถูกกล่าวหาในคดีอาญากรณีทุจริตต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จำเลยจะมีอันตรายจากการที่เข้าให้ถ้อยคำเป็นพยานในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรมจึงจัดให้มีการคุ้มครองพยานแก่จำเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถกลับเข้ามาพักอาศัยกับโจทก์ ทั้งโจทก์มีความสามารถและมีฐานะดีเพียงพอที่จะให้การอุปการะบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้เพราะโจทก์มีรายได้จากการประกอบกิจการ ร้านออลสตาร์คาร์เซอร์วิส ซึ่งบางเดือนรายได้เกือบถึง 1,000,000 บาท และมีบ้าน 2 หลัง ส่วนจำเลยมีรายได้จากเงินบำนาญเดือนละ 16,500 บาทเพียงทางเดียว จำเลยมีอาการเจ็บป่วยและพิการทุพพลภาพตาบอดและตาเลือนรางอยู่ในสภาพที่ไม่มีความสามารถที่จะประกอบการงานตามปกติได้ จำเลยมิได้ปฏิเสธที่จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง แต่จำเลยได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยเงินสินสมรสที่หามาได้จากกิจการร้านออลสตาร์คาร์เซอร์วิส ที่จำเลยสร้างมาระหว่างสมรสและโจทก์เป็นผู้ดูแลกิจการแทนจำเลย ถือได้ว่าจำเลยในฐานะบิดาได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยเช่นกัน หากเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยจะไม่มีเงินเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตเลย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่ โดยไม่ได้จดทะเบียนหย่า ผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดามารดามีหน้าที่ต้องร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรทั้งสองในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์อยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มีทรัพย์สินมากกว่าและมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้ จำเลยฎีกาว่าร้านออลสตาร์คาร์เซอร์วิส ที่จำเลยสร้างมาระหว่างสมรสและโจทก์เป็นผู้ดูแลกิจการแทนจำเลย ถือได้ว่าจำเลยในฐานะบิดาได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยเช่นกันนั้น จำเลยไม่สามารถอ้างได้เพราะกิจการดังกล่าวเป็นสินสมรส กรณีการแบ่งสินสมรสเป็นคนละส่วนกับความสามารถของจำเลยในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง และที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยต้องออกจากบ้านไปเพราะความผิดของโจทก์นั้น ก็เป็นเพียงเหตุแห่งการหย่า จำเลยยังคงต้องมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อยู่ ปัญหาว่าจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีรายได้จากเงินบำนาญเดือนละ 16,500 บาท ไม่มีรายได้อื่น จำเลยมีหนี้หลายจำนวนที่ต้องผ่อนชำระ ประกอบกับจำเลยพิการทางสายตา ตาบอดและตาเลือนราง ไม่มีความสามารถที่จะประกอบการงานตามปกติได้ ส่วนโจทก์ประกอบกิจการร้านออลสตาร์คาร์เซอร์วิส มีรายได้จากสินสมรสเดือนละ 300,000 บาท และเป็นผู้ดูแลบุตรทั้งสอง โดยบุตรคนแรกเรียนที่โรงเรียนนานาชาติซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และป่วยเป็นโรคซึมเศร้าต้องพักการเรียนเป็นระยะ ต้องรับการรักษาและพบแพทย์อย่างต่อเนื่อง บุตรคนที่สองเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการจังหวัดนนทบุรี เมื่อพิจารณาสภาวะเศรษฐกิจในขณะฟ้อง ระดับการศึกษา วัย และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นของผู้เยาว์ทั้งสองแล้ว ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองน้อยกว่าโจทก์ แต่มิได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัดส่วนของรายได้ของโจทก์และจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา
อนึ่ง หน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นให้กระทำขณะเป็นผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 แสดงว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ ซึ่งอาจบรรลุนิติภาวะได้โดยการสมรสเมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์ หรือมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ การที่ศาลล่างกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นช่วงระยะเวลาจนบุตรผู้เยาว์อายุ 20 ปีนั้น ไม่ถูกต้อง เห็นควรแก้ไขให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า "ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม" จึงได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลและคดีไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับไม่ชอบ และที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามานั้นจึงไม่ชอบเช่นกัน เห็นควรให้ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ทั้งสอง เดือนละ4,000 บาทต่อคน นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ และเดือนละ 5,000 บาทต่อคน หลังจากผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์จนผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10289/2559
นางสาว อ. ในฐานะส่วนตัวและ
ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม
ของนางสาว ว. และเด็กชาย ภ. โจทก์
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1564 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 155 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นางสาว อ. ในฐานะส่วนตัวและ ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ของนางสาว ว. และเด็กชาย ภ. โจทก์ พันเอก พ. จำเลย ป.พ.พ. ม. 1564 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 155
ศาล: ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง - นายทัดชัย บัวสอน ศาลอุทธรณ์ - นายวิชัย ตัญศิริ
องค์คณะ: (กฤษณี เยพิทักษ์-พิศล พิรุณ-จิรนิติ หะวานนท์)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต